เจาะประเด็นร้อน

ขุมทรัพย์พลังงาน

 ขุมทรัพย์พลังงาน
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ขุมทรัพย์พลังงาน บทความโดย "เนตรทิพย์"

               ท่ามกลางหายนะทางเศรษฐกิจและชีวิตของผู้คนที่ต้องเผชิญกับวิกฤตไวรัสสูบนรก "โควิด- 19" ที่ลามเลียไปทั่วโลกมากว่า 4 เดือน คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 270,000 คน และมีผู้ติดเชื้อทั่วโลกรวมกว่า 4 ล้านคนเข้าไปแล้ว

               สิ่งที่ผู้คนทั่วโลก ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นในชาตินี้ นอกจากหายนะของผู้คนและความพินาศทางเศรษฐกิจแล้ว ยังมีเรื่องของราคาน้ำมันและพลังงานที่ผันผวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ราคาน้ำมันดิบทั้งตลาดซื้อขายล่วงหน้าและตลาดส่งมอบทรุดฮวบต่ำกว่าราคาต้นทุนจนถึงขั้นติดลบ และราคาขายปลีกยังตกต่ำเป็นประวัติการณ์แทบจะย้อนหลังกันไป 20-30 ปีกันเลยทีเดียว

             แต่ในส่วนของค่าไฟกลับตรงกันข้าม แทนที่ประชาชนคนไทยจะได้ใช้ไฟในราคาต่ำติดดิน ก็กลับต้องช็อกตาตั้งกับบิลค่าไฟที่ทะลักขึ้นมาไม่รู้กี่ร้อยเท่า กลายเป็นว่า ผลพวงจากการที่รัฐบาลบังคับให้ผู้คนต้องอยู่ติดบ้าน ระงับการเดินทางและงดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกชนิดเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่ว่า กลายเป็น"ดาบสองคม" ที่ทำให้ผู้คนช็อคกับบิลค่าไฟซะงั้น!

            ร้อนถึงเจ้ากระทรวงพลังงานนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ถึงกับต้องล้วงลูกลงไปสั่งให้ 3 การไฟฟ้าหามาตรการบรรเทาและปรับลดค่าไฟให้ประชาชนชุดใหญ่ไฟกระพริบ ก่อนบิลค่าไฟจะย้อนรอยทำรัฐบาลงานเข้า!
          แต่กระนั้น ในส่วนของกระทรวงพลังงานเองก็มีแรงกระเพื่อมที่ไม่รู้เป็นผลพวงมาจากเจ้าไวรัสสูบนรกที่ว่านี้ด้วยหรือไม่ เพราะจู่ๆ ก็มีกระแสคลื่นใต้น้ำภายในพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) รุกคืบให้มีการปรับเปลี่ยน "คู่หูดูโอ" นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง และหัวหน้าพรรคพปชร. กับนายสนธิรัตน์ รมว.พลังงาน และเลขาธิการ พรรคด้วย รวมทั้งรุกคืบให้มีการปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลยกกระบี่ 
         ด้วยเหตุผลที่ว่านายอุตตมและนายสนธิรัตน์ไม่ดูแล ส.ส.ภายในพรรค ต่างจากพรรคการเมืองอื่นที่มีคนดูแล ส.ส.ของพรรคจนสามารถเอาข้าวของเครื่องใช้ หรือสิ่งจำเป็นออกไปแจกจ่ายชาวบ้านร้านรวงในเขตพื้นที่หาเสียงในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้

         เอาว่าขนาดตัวนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ"น้องช่อ" แกนนำคณะก้าวหน้าที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปก่อนหน้า ยังสามารถระดมทุนออกไป บรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนในพื้นที่ต่างๆกันอย่างเอิกเกริก แต่ ส.ส.พลังประชารัฐกลับเงียบสนิท! ไม่มีอะไรตกหล่นมาถึงมือ ส.ส. จนบางคนถึงขนาดออกปากว่า “อดอยากปากแห้ง” 
         ก็คงด้วยเหตุนี้ จึงมีความพยายามจะให้มีการปรับเปลี่ยน"คู่หูดูโอ"ออกจากตำแหน่ง โดยจะมีการผลักดัน"บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี "พี่ใหญ่ 3 ป."ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแทน และดึงนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง มาเป็นเลขาธิการพรรค เพราะทั้ง 2 คน "ใจถึง พึ่งได้" ของจริง!
         แม้ "บิ๊กป้อม-พลเอกประวิตร" จะลงมาดับกระแสด้วยการสั่งให้ทุกฝ่ายหยุดความเคลื่อนไหวเอาไว้ก่อน รอจนกว่าสถานการณ์โควิดจะคลี่คลาย แต่คลื่นใต้น้ำที่คุกรุ่นอยู่ใต้พรรคพปชร.ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คงรอวันปะทุขึ้นมาทุกเมื่อ
         หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัย เหตุใดผลพวงจากวิกฤตไวรัสสูบนรกโดวิด- 19 แทนตำบลกระสุนตก จะไปอยู่ที่พรรคร่วมรัฐบาลอย่าง"ภูมิใจไทย""ของ "หมอหนู"นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกและรมวสาธารณสุข และพรีค ปชป.ที่มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและรมว. พาณิชย์ ผู้ที่สังคมต่างตั้งข้อกังขาถึงบทบาทอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาที่เกือบจะทำเอารัฐบาลพังไม่เป็นท่ามาแล้ว
         แต่ไหงหวย(ล็อก) กลับมาลงเอาที่คู่หูดูโอ้ "อุตตม-สนธิรัตน์"เอาได้!

 

 

 

           กรณีนายอุตตมนั้น คงยากจะปฎิเสธว่า แม้จะเป็นหัวหน้าพรรค แต่อำนาจและบารมีที่เจ้าตัวมีอยู่ต่างก็เป็นรองผู้มากบารมีคนอื่นๆ ในพรรคบทบาทในฐานะผู้นำพรรคก็แทบจะไม่มีเอาเสียเลย  แทบจะเป็นเพียง"หุ่นเชิด" ของรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เสียมากกว่า
          ขณะที่ในแง่ขุมกำลังทางการเมืองนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า"กลุ่มสามมิตร- สมศักดิ์-สุริยะ-สมคิด" เดิมที่เคยผนึกกันมาอย่างแนบแน่น ในช่วงของการฟอร์มรัฐบาลนั้น วันนี้สายสัมพันธ์ที่เคยมี ดูจะเขม็งเกลียว พร้อมจะขาดสะบั้นลงไปได้ทุกเมื่อ ด้วยความขัดแย้งจากการที่แกนนำหลักในกลุ่มสามมิตรฟากนายสมศัดดิ์-นายสุริยะ นั้นต่างต้องผิดหวังพลาดจากตำแหน่งทางการเมืองไปเรียบวุธ
         ขณะที่ในส่วนของกระทรวงพลังงานนั้น ทุกฝ่ายต่างรู้แก่ใจกันดีว่า เป็นกระทรวงเกรด เอ(A) เป็นขุมทรัพย์ที่นักการเมืองและพรรคการเมืองต่างจับจ้องจะเข้าไปกุมบังเหียน
        ด้วยบทบาทของกระทรวงพลังงานที่คุมนโยบายพลังงานอย่างครบวงจรทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้า และพลังงานทดแทนพลังงานทางเลือกทั้งหลายแหล่ เฉพาะกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานที่แต่ละปีมีงบให้ถลุงปีละกว่า 10,000 ล้านบาท ผ่านกิจกรรมส่งเสริมและอนรุกษ์พลังงานทั้งหลายแหล่ แค่กระแอมกระไอธรรมดาก็จุนเจือเครือข่ายใครต่อใครได้ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่
           ไหนจะมีกลไกของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานหรือเรคกูเลเตอร์ ที่มีอำนาจครอบจักรวาลด้านการกำกับดูแลโรงไฟฟ้าและค่าไฟฟ้า ตลอดจนการจัดทำแผนจัดหาและพัฒนากิจการไฟฟ้าที่ต้องสนองตอบและสอดคล้องกับนโนบายของกระทรวงพลังงาน แม้จะเป็นองค์กรอิสระแต่ก็มีกลไกทีีฝ่ายการเมืองสามารถจะล้วงลูกเข้าไปชี้นำและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อันเป็นเบี้ยบ้ายรายทางได้ทุกเม็ด 
         ส่วนรัฐวิสาหกิจที่นอกจากจะมี บมจ.ปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจในอ้อมกอดที่ พร้อมจะสนองตอบนโยบายพลังงาน ในทุกระดับแล้ว แม้แต่ในส่วนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยหรือกฟผที่ไม่ได้อยู่ในสังกัดกระทรวงพลังงานโดยตรงแต่ก็ต้องฟัง นโยบายด้านพลังงานที่ต้อง เดินควบคู่ไปกลับ นโยบายของกระทรวงพลังงานโดยตรง โดยผ่านกลไก ผู้แทนที่กระทรวงส่งเข้าไปนั่งอยู่ในบอร์ดมาทุกยุคทุกสมัย
         นั่นจึงทำให้บทบาทของกระทรวงพลังงานจัดเป็นกระทรวงเกรดเอที่นักการเมืองและพรรคการเมืองหมายมั่นปั้นมืออยากจะเข้ามากุมบังเหียนมาโดยตลอด

 

 

 

        อย่างไรก็ตาม การจะรุกคืบโค่น “คู่หูดูโอ-อุตตม-สนธิรัตน์” นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากทั้ง 2 นอกจากจะเป็นมือไม้ของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังเป็นคลังสมอง และห้องเครื่องให้กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมอีกด้วย โดยเฉพาะในห้วงที่นายกฯมีนัดหารือกับ 20 เจ้าสัวใหญ่เมืองไทยเพิ่อร่วมมือกันนำประเทศฝ่าวิกฤตไวรัสสูบนรกด้วยแล้ว 
          การขยับหรือปรับเปลี่ยนนายอุตตมและนายสนธิรัตน์ไม่ว่าจะโยกไปไว้ที่ไหน ย่อมกระเทือนไปถึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่ถือเป็นมือทำงานทางด้านเศรษฐกิจ ที่จะต้องประสานและคุยกับเจ้าสัวมหาเศรษฐีได้รู้เรื่อง
           เหนือสิ่อื่นใด กระทรวงพลังงานที่นายสนธิรัตน์นั่งอยู่นั้น เป็นที่รับรู้กันดีว่าเป็น "โควต้า"ของกลุ่มทุนพลังงานที่ถือเป็นนายทุนใหญ่ของ พปชร.โดยตรง ซึ่งหากจะย้อนรอยไปในช่วงการฟอร์มรัฐบาลเมื่อขวบปีก่อนนั้น จะเห็นได้ว่า มีหลายคนอยากไปนั่งกระทรวงนี้ รวมถึงตัวนายสุริยะเองที่แต่แรกหมายมั่นปั้นมือจะเข้าไปนั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ภายหลังกลับเปลี่ยนเป้าหมายไปที่กระทรวงพลังงานแทน แต่ท้ายที่สุดก็ต้องชวดไปเมื่อมีกระแสข่าวว่ากลุ่มทุนพลังงานที่เป็นนายทุนใหญ่ของพรรคพปชร.ส่งสัญญาณผ่านผู้มากบารมีในพรรคว่าเขาน่าจะคุยกับ“สนธิรัตน์” รู้เรื่องกว่า
        เปรียบพลังงานเหมือนน้ำมันที่อยู่ใกล้สุริยะหรือแสงอาทิตย์อาจระเบิดบรรลัยกัลป์กันได้ทุกเมื่อ จึงทำให้นายสุริยะต้องหวนกลับไปนั่งอยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรมอีกหน
        การจุดกระแสปรับเปลี่ยนหัวขบวนของคนในพรรคเที่ยวนี้ แม้ในท้ายที่สุดอาจจะปรับเปลี่ยนนายอุตตมลงไปได้ แต่หนทางในอันที่จะริบเก้าอี้กระทรวงพลังงานแถมพกไปด้วยนั้น ก็คงต้องถามนายทุนใหญ่ของพรรคเขาว่ายังไง
          นายกฯเพิ่งส่งจดหมายน้อยเชื้อเชิญไปจิบน้ำชากาแฟพูดคุยกระหนุงกระหนิง แต่ไหงลูกพรรคกลับจะมาหักดิบริบโควต้าซะงั้น เกิดนายทุนใหญ่อิดหนาระอาใจจนเอาใจออกห่าง แบบ Social Distance ขึ้นมามันจะยุ่งเอาได้ 
           จริงไม่จริงท่านหัวหน้าประวิตร!!!

"​เนตรทิพย์"

 

 

 

logoline