
โควิดยังไม่ทันซา...การเมืองเริ่มหาช่องป่วน
รายงานพิเศษ เจาะประเด็นร้อน : โควิดยังไม่ทันซา...การเมืองเริ่มหาช่องป่วน โดย ปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการบริหาร เนชั่นทีวี ช่อง 22
ฝ่ายความมั่นคงและทีมทีมปรึกษาด้านการเมืองของรัฐบาล ตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองขั้วตรงข้ามที่หยิบฉวยสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนจากปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ออกมาโจมตีกดดันรัฐบาล โดยมีการเคลื่อนไหวพร้อมกันทั้งในส่วนกลางและสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
จุดเปลี่ยนที่ทำให้ฝ่ายการเมืองขั้วตรงข้ามตัดสินใจเริ่มขยับเคลื่อนไหวในตอนนี้ ก็คือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยที่ดูดีขึ้น มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่ำลงมาก จึงมีการจุดประเด็นให้รัฐบาลปลดล็อก ผ่อนคลายมาตรการคุมเข้ม โดยอ้างเหตุผลเพื่อลดผลกระทบด้านเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชน
กลุ่มการเมืองขั้วตรงข้ามทราบดีว่า ถ้าประเด็นเรียกร้องให้ปลดล็อก ผ่อนคลายมาตรการ เกิดจุดติดขึ้นมา จะทำให้เกิดกระแสถกเถียงกันในวงกว้าง เพราะจะมีบางกลุ่มที่ไม่ได้เดือดร้อน ต้องการให้ล็อกดาวน์ต่อไป เพื่อความมั่นใจในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส แต่กลุ่มที่เดือดร้อนก็อาจทนรอต่อไปไม่ไหว ทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดการตอบโต้กันแรงขึ้น เข้าทางของฝ่ายที่ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย
กลุ่มการเมืองขั้วตรงข้ามรัฐบาลประเมินแล้วว่า การออกมาเคลื่อนไหวช่วงนี้จะไม่ถูกต่อต้านจากประชาชนส่วนใหญ่เหมือนช่วงต้นๆ ของการระบาด เพราะสถานการณ์โดยรวมดีขึ้น และผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์มีเป็นจำนวนมาก โดยกลุ่มนี้ก็จะหยิบประเด็นการพลาดหวังเรื่องเงินเยียวยา 5,000 บาท มาขยายผลสร้างความขัดแย้ง และปลุกกระแสต้านรัฐบาลให้มากยิ่งขึ้นด้วย ทั้งๆ ที่ผู้ที่พลาดหวังบางคนมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนจริง และยังมีสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือจากมาตรการอื่นของรัฐบาล
เรื่องนี้มีหลักฐานยืนยันค่อนข้างชัดจากการสร้างแฮชแท็กจนเป็นเทรนท์ยอดฮิตในทวิตเตอร์ คือ "#ทำไมไม่ได้ 5 พัน" ซึ่งถูกริเริ่มและปั่นกระแสโดย ส.ส.ของพรรคการเมืองสีส้ม ที่มีกลุ่มการเมืองนอกสภาคอยเคลื่อนไหวรับลูกกัน
ขณะที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม จับมือกับผู้เห็นต่างจากรัฐ ปลุกกระแสต้านรัฐบาล โดนกล่าวหาว่าขัดขวางเรื่องการประกอบศาสนกิจ ทำให้เป็นประเด็นทางศาสนา และยังกล่าวหาว่ารัฐบาลทอดทิ้งคนที่ไปทำงานมาเลเซีย โดยเฉพาะกลุ่มลูกจ้างร้านต้มยำกุ้ง หรือ "แรงงานร้านต้มยำ" ซึ่งเป็นแรงงานที่ทำเงินเข้าประเทศจำนวนมหาศาล มีการโจมตีว่าเลือกปฏิบัติ ทั้งที่จริงๆ แล้ว รัฐบาลก็กำลังดำเนินการช่วยเหลือแรงงานกลุ่มนี้อย่างเต็มที่
สำหรับการผ่อนคลายมาตรการเข้มในการควบคุมการแพร่ระบาดนั้น จริงๆ เป็นแนวทางที่รัฐบาลสั่งการให้ฝ่ายความมั่นคงศึกษาและเก็บข้อมูลอยู่แล้ว โดยมีการเสนอเงื่อนไขให้รัฐบาลพิจารณา 4 ข้อ ก่อนตัดสินใจผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่างๆ ได้แก่
1. อัตราการแพร่ระบาดช่วงเปลี่ยนฤดู จากหน้าร้อนเป็นหน้าฝน ช่วงเดือนเมษายนต่อเนื่องถึงเดือนพฤษภาคม
2. อัตราการแพร่ระบาดช่วงที่เปิดให้คนไทยจากประเทศเพื่อนบ้านเดินทางข้ามแดนผ่านพรมแดนทางบก 23 ช่องทางจาก 21 จังหวัด กลับมายังประเทศไทย และเข้าสู่กระบวนการกักกัน 14 วัน โดยเฉพาะใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป
3. ตัวเลขของผู้ป่วยโควิดที่หายป่วยแล้ว แต่กลับมาป่วยซ้ำอีกภายในระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ โดยดูโมเดลของเกาหลีใต้
และ 4. ช่วงเดือนแห่งการถือศีลอดของพี่น้องมุสลิม หรือเดือนรอมฎอน ซึ่งจะเริ่มช่วงวันที่ 24 หรือ 25 เมษายนนี้
โดยหากทั้ง 4 เรื่องนี้ไม่ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นสูงมาก รัฐบาลก็อาจผ่อนคลายมาตรการบางอย่างลง และใช้มาตรการเชิงป้องกัน โดยเฉพาะระยะห่างทางสังคม หรือ social distancing อย่างเคร่งครัดแทน เพราะรัฐบาลก็ทราบดีว่า การใช้มาตรการเข้มข้นอย่างยืดเยื้อจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมค่อนข้างรุนแรง



