คอลัมนิสต์

เผชิญ'โควิด-19' ต้อง 'ไม่จิตตก'

เผชิญ'โควิด-19' ต้อง 'ไม่จิตตก'

06 เม.ย. 2563

สิ่งที่มนุษย์เราขยาดและหวาดกลัวที่สุดในขณะนี้ คงหนีไม่พ้น ไวรัสตัวร้าย 'โควิด-19' ยิ่งล่าสุด มีหลักฐานว่า สามารถแพร่เชื้อได้ทางอากาศ ไม่จำเป็นต้องสัมผัสโดยตรง ยิ่งผวากันไปใหญ่.. การรับมือที่ดีที่สุดอันหนึ่ง ก็คือการตั้งสติ' ไม่จิตตก'

     ขณะนี้ที่คนทุกทวีปทั่วโลกขยาดและหวาดกลัวที่สุด คงหนีไม่พ้น “โควิด-19” 

     โรคระบาดครั้งนี้นอกจากคร่าชีวิตและสุขภาพของผู้คนกว่า 160 ประเทศแล้ว ยังกระทำชำเราธุรกิจน้อยใหญ่ และย่ำยี "สุขภาพจิต"ของสังคมเราอย่างไม่ปรานี  

    เรามีเหตุผลร้อยแปดพันเก้าที่จะกลัว'โควิด-19' ทั้งการแพร่เชื้ออันง่ายดาย จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นทุกวัน การขาดวัคซีนป้องกัน การบริหารจัดการที่ไม่ทันท่วงที ข้อเท็จจริงที่น่ากลัวยังถูกโหมประโคมด้วยข่าวปลอมให้กระแสทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก..

     'โควิด-19' เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เราไม่ควรนิ่งนอนใจ  แม้ว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ ไม่ได้ถือว่าร้ายแรงเมื่อเทียบกับโรคระบาดอื่น ๆ ในอดีตที่ผ่านมา 
     เพียงแต่ความหนักหนาสาหัสอยู่ที่ เชื้อไวรัส 'โควิด-19' ติดง่าย  ทำให้มีอัตราการแพร่เชื้อที่รวดเร็วและกระจายเป็นวงกว้าง 

    ก่อนหน้านี้ แวดวงการแพทย์ถกเถียงกันว่า ไวรัสร้าย “โควิด- 19” สามารถ “แพร่ผ่านทางอากาศ” ได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาประเมินกันว่าเชื้อใหม่ตัวนี้ติดต่อผ่านคนทั่วไปด้วย “การสัมผัสโดยตรง” 
     แต่กรณีที่เกิดขึ้นในโบสถ์ในรัฐวอชิงตัน เป็นหลักฐานสำคัญทำให้หมอหลายคนเริ่มมั่นใจว่า แพร่ผ่านทางอากาศ หรือ "แอร์บอร์น" ได้

   เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา คณะนักร้องประสานเสียง “Skagit Valley Chorale” ประจำโบสถ์ในรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ได้นัดซ้อมใหญ่จำนวน 60 คน โดยเงื่อนไขคือ ทุกคนต้องโดนตรวจเช็กว่าไม่มีไข้ ต้องไม่มีการสัมผัสกัน ให้นำโน้ตเพลงไปเอง ไม่จับต้องสิ่งของใดๆ ก่อนเข้าโบสถ์ทุกคนใช้เจลล้างมือที่ประตู ไม่สวมกอด ไม่จับมือ ที่สำคัญคือ ต้องยืนห่างจากกันประมาณ 2 เมตร จากนั้นก็ซ้อมร้องเพลงกันประมาณกว่า 2 ชั่วโมง ก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

       หลังจากนั้นไม่กี่วัน สมาชิกบางคนเริ่มแจ้งมาว่ามีอาการป่วยและตรวจพบติดไวรัส'โควิด–19' แทบไม่น่าเชื่อว่าผ่านไปเพียง 3 อาทิตย์ สมาชิกที่มาร่วมร้องเพลง 45 คนจากทั้งหมด 60 คน หรือร้อยละ 75 ตรวจพบเชื้อไวรัสร้ายตัวนี้ มีผู้ป่วยหนักถึงกับเสีย
ชีวิต 2 รายด้วยกัน 
        นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจ อธิบายให้ฟังว่า กรณีที่เกิดขึ้น เป็นหลักฐานสำคัญยืนยันว่า เชื้อไวรัสโควิด–19 สามารถแพร่ระบาดจากคนสู่คนผ่านทางอากาศ หรือ"แอร์บอร์น" เพราะฉะนั้นจากนี้ไปการป้องกันตัวเอง ต้องทำรัดกุมรักษาระยะห่างเข้มข้นมากกว่าเดิม

          “ คนป่วยสามารถแพร่เชื้อเป็นละอองฝอยเล็กๆ ไปทางอากาศได้ เพราะดูจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอิตาลีและอเมริกา แต่ยังไม่มีข้อมูลอะไรไปพิสูจน์ได้ พอเห็นกรณีที่เกิดขึ้นกับนักร้องกลุ่มนี้ คือหลักฐานสำคัญมากๆ เลย เป็นการยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะพวกเขาป้องกันด้วยขั้นตอนที่ถูกต้องหมด เช่น วัดไข้ก่อนแล้ว ล้างมือ ยืนรักษาระยะห่าง 1-2 เมตร ไม่แตะตัวหรือแตะต้องสิ่งของอะไร แต่ปรากฏว่ายังติดเชื้อได้  เนื่องจากขณะเปล่งเสียงร้องเพลงออกมา จะมีละอองฝอย (droplet nuclei)ฟุ้งกระจายออกมาด้วย และเป็นละอองฝอยขนาดเล็กประมาณ 5 ไมโครเมตร ล่องลอยไปในอากาศ ไม่ใช่น้ำลายหรือเสมหะ ละอองเหล่านี้ทำให้คนที่อยู่ห่างออกไปหลายเมตรติดเชื้อได้ ไม่ใช่จากแค่การสัมผัสเนื้อตัวหรือสิ่งของร่วมกันแบบที่หมอหลายคนเชื่อ"

       อีกสาเหตุหลักหนึ่ง ที่ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายติดต่อกันได้รวดเร็ว ก็เพราะโลกเจริญขึ้น  ทำให้การติดต่อกันสะดวกสบายขึ้น คนติดต่อกันมากขึ้น ใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านมากขึ้น อยู่คนเดียวน้อยลง  การเดินทางของผู้คนระหว่างประเทศ มากขึ้น ง่ายดาย  โลกที่กว้างใหญ่ไพศาล เล็กลงถนัดตา  ทำให้ไวรัสแพร่กระจายได้อย่างไร้พรมแดน

   เมื่อสถานการณ์เริ่มรุนแรง รัฐประกาศปิดสถานบันเทิงหลายแห่ง ,ประกาศ'เคอร์ฟิว'ห้ามออกจากบ้านตั้งแต่ 22.00 น.-04.00น. เพื่อไม่ให้ผู้คนติดต่อ พบปะสังสรรค์กัน เพื่อลดจำนวนการแพร่ระบาด  และอาจมีการขยายเวลา'เคอร์ฟิว' มากขึ้นไปอีกเป็น 8 ชั่วโมง10 ชั่วโมง หากยังไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ รัฐอาจใช้ยาแรงขั้นสูงสุดถึง' เคอร์ฟิว'  ห้ามออกจากบ้าน 24 ชั่วโมง

     เมื่อกิจกรรมของผู้คนลดลง ธุรกิจหลายแห่งชะลอตัว เกิดปัญหาคนว่างงาน เศรษฐกิจหยุดชะงัก ทำให้ผู้คนมีความเครียดและวิตกกังวล  เพราะไม่อาจรู้ได้ว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของ'โควิด-19' จะจบลงเมื่อใด มนุษย์เราจะต้องทนอยู่ในสภาวะยากลำบาก จะออกไปไหนก็ต้องใส่หน้ากากอนามัย และต้องหลบอยู่แต่ในบ้าน อีกยาวนานแค่ไหน

    การคาดเดาอนาคตไม่ได้และไม่รู้จุดจบของเหตุการณ์เช่นนี้  ประกอบกับมีข่าวลวง ข่าวเท็จ แทรกเข้ามา  ไม่ตายด้วย 'โควิด'  แต่'สุขภาพจิต'ไปเสียก่อน   

     แต่สิ่งที่เราและโลกกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้  ต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องโรคภัย เป็นกฎธรรมชาติ และเกิดจากการพฤติกรรมของมนุษย์ที่ไปกระทำต่อธรรมชาตินั่นเอง จึงเกิดผลกระทบตามมาอย่างที่เห็น
      สมมติวันหนึ่งเราติดเชื้อไวรัสตัวนี้ขึ้นมา ก็รักษาไปตามกระบวนการของแพทย์ ก็เท่านั้นเอง

      " อย่ามัวแต่กลัวตาย จนตายทั้งเป็น"  โรคระบาดไม่ได้ทำอันตรายเรา เท่ากับ"ความกลัวโรคระบาด"

     นายแพทย์ ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงธรรมชาติของโรคระบาดว่า การระบาดของโรคหลายชนิดที่เกิดจากไวรัส เมื่อประชากรกว่าครึ่งติดเชื้อทั้งแบบมีและไม่มีอาการ จะเกิดการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) และเมื่อประชากรจำนวนมากมีภูมิต้านทาน โรคระบาดจะลดความรุนแรงลง กลายเป็นโรคประจำถิ่น หรือระบาดตามฤดูกาลแทน 

    และรู้ไหมว่า 80% ของผู้ติดเชื้อ'โควิด-19' มีอาการน้อยหรือไม่มีอาการเลย,15% แสดงอาการ และมีเพียง 5% เท่านั้นที่เข้าข่ายวิกฤติ นำไปสู่การเสียชีวิตได้  

   'ตั้งสติ'รับมือกับปัญหาและความท้าทาย ก้าวข้ามความทุกข์ให้ได้ และกลับมาดําเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้งพร้อมกับความแข็งแกร่งกว่าเดิม