คอลัมนิสต์

ไม่มีจิตสำนึก ก็ต้องบังคับ

ไม่มีจิตสำนึก ก็ต้องบังคับ

23 มี.ค. 2563

โดย ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

          มาตรการตรวจสอบและกักกันผู้เดินทางจากประเทศเสี่ยง รวมถึงการปิดสถานบริการ สถานบันเทิง สนามมวยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่ผ่านมานั้น ดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้ผลสักเท่าไร แม้ว่าจะเป็นเจตนาและความพยายามที่ดีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการควบคุมอัตราการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ณ วันที่ 21 มีนาคม อยู่ที่ 411 ราย โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้านี้ถึง 89 ราย และส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยหรือเกี่ยวข้องกับสถานที่พบผู้ป่วย

          จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทยและมาตรการต่างๆ ของหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการปิดประเทศ ปิดเมือง ปิดพรมแดน ระงับการเดินทาง ทำให้ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาเกิดการโต้เถียงในสังคมว่าประเทศไทยควรปิดประเทศ ปิดเมือง ปิดสถานบริการทั้งประเทศ หรือไม่

 

 

          จากการสำรวจของนิด้าโพลว่า รัฐบาลควรสั่งปิดประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยหรือไม่ พบว่า ร้อยละ 67.38 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะเป็นการยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เนื่องจากเชื้อไวรัสส่วนใหญ่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ทำให้การแพร่ระบาดมีมากขึ้น และรัฐบาลควรตื่นตัวมากกว่านี้ในการควบคุม ดูแล ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้แก่ประชาชนภายในประเทศอย่างเต็มที่ ร้อยละ 18.22 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะประเทศกลุ่มเสี่ยงทำการปิดประเทศเกือบทั้งหมดแล้ว ดังนั้น ควรปิดประเทศ และดูแลรักษาภายในประเทศให้ดีที่สุด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่จะเพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 5.57 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ ทำให้เกิดผลกระทบหลายๆ ด้าน เช่น เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขณะที่บางส่วนระบุว่า สถานการณ์ยังไม่รุนแรง และเชื่อใจแพทย์ไทยว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ ร้อยละ 7.80 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะควรหาวิธีที่สามารถหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ดีกว่าการปิดประเทศ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ควรปิดเฉพาะเมืองที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ควรปิดสถานที่ที่มีการชุมนุมจำนวนมากทั้งประเทศ เช่น สถานบันเทิง สถานบริการ

          ในข้อนี้เมื่อดูข้อมูลเชิงลึกพบว่าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ มีแนวโน้มคิดไปในทางเดียวกันคือส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปิดประเทศ แต่ก็มีข้อสังเกตบางประการ เช่น กลุ่มผู้มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี พนักงานบริษัทเอกชนและผู้มีรายได้เกิน 40,000 บาทต่อเดือน คือกลุ่มใหญ่สุดที่ต่อต้านการปิดประเทศ แม้ว่าจะอยู่ที่เพียงประมาณ 10–14% ในแต่ละกลุ่ม ซึ่งคาดว่าคนกลุ่มนี้อาจให้ความสำคัญกับผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศ หากมีการปิดประเทศ โดยในประเด็นนี้ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะเสียหายมูลค่าเดือนละ 240,000 ล้านบาท หรือ 8,000 ล้านบาทต่อวัน หากมีการปิดประเทศ

          ด้านความคิดเห็นของประชาชนว่ารัฐบาลควรห้ามเดินทางข้ามจังหวัด (ปิดเมือง) เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไม่ พบว่า ร้อยละ 33.26 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 20.92 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 19.89 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 24.18 ระบุว่าไม่เห็นด้วยเลย

          ในประเด็นนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าสังคมแบ่งออกเป็นสองกลุ่มที่มีอัตราส่วนใกล้เคียงกัน เช่นประมาณหนึ่งในสามเห็นด้วยมากกับการปิดเมือง แต่ประชาชนประมาณหนึ่งในสี่ไม่เห็นด้วยเลย โดยกลุ่มที่มีอัตราส่วนสูงในการต่อต้านการปิดเมือง (ประมาณ 34%) คือกลุ่มผู้มีรายได้เกิน 40,000 บาทต่อเดือน แต่กลุ่มที่น่าสนใจมากๆ คือความแตกต่างของหญิงชาย โดยเมื่อแตกข้อมูลออกมาพบว่า ผู้ชายส่วนใหญ่ประมาณ 32% ไม่เห็นด้วยเลยกับการปิดเมือง ในขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ประมาณ 39% บอกว่าเห็นด้วยมาก ถ้าจะให้สรุปแบบขำๆ อาจจะแปลว่าผู้ชายกลัวไม่ได้ออกจากบ้าน (ไปไหนไม่รู้นะ) แต่ผู้หญิงต้องการให้ผู้ชายอยู่บ้าน...หรือเปล่า

          สำหรับคำถามว่า รัฐบาลควรสั่งปิดผับ สถานบันเทิง สถานบริการทั้งประเทศชั่วคราวเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไม่ พบว่า ร้อยละ 79.00 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 14.08 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 3.82 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 2.23 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย

          จากผลโพลล์ทั้งสามข้ออาจพอสรุปได้ว่าคนส่วนใหญ่ต้องการให้มีการปิดประเทศ ปิดเมือง และปิดสถานบริการทั่วประเทศ

          อย่างไรก็ตาม การปิดประเทศอาจไม่ได้ผลหากผู้คนภายในประเทศยังคงมีการเดินทางไปมาหาสู่และมีปฏิสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันอยู่ ในประเด็นนี้มีคำอธิบายที่น่าสนใจจาก นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งพอสรุปใจความได้ว่า โควิด-19 เป็นโรคใหม่ มนุษย์จึงยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ในขณะที่ความรุนแรงของโรคที่แต่ละคนได้รับก็ไม่เท่ากัน บางคนได้รับเชื้อน้อยก็ไม่เกิดอาการ และในที่สุดอาจจะมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยประเทศที่ใช้หลักการนี้ คือ เกาหลี เยอรมนี อังกฤษ และมีอัตราการตายต่ำมาก ฉะนั้นการปิดประเทศระยะสั้นๆ พอเปิดประเทศเมื่อไร โรคนี้ก็จะกลับมาทันที เพราะประชาชนในประเทศยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อตัวนี้ แต่อย่างไรก็ตามคุณหมอรุ่งเรืองก็ยังเสนอว่าเราอาจชะลอการติดเชื้อด้วยการปิดประตูกับประเทศที่มีคนติดเชื้อจำนวนมากๆ

          คุณหมอรุ่งเรืองแนะนำว่าเราควรชะลอการติดเชื้อ เพื่อรอให้เกิด “ภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity)” และเป็นการให้เวลาบุคลากรทางการแพทย์ ในการรับมือกับผู้ป่วย โดยคุณหมอรุ่งเรืองเรียกร้องให้ทุกคนเคร่งครัด ช่วยกันรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการป้องกันตนเอง ป้องกันการแพร่เชื้อให้คนอื่น มีระยะห่างของสังคม งดกิจกรรมทางสังคมทั้งหมดงดหรือลดการเดินทางโดยไม่จำเป็น

          อย่างไรก็ตาม คำแนะนำให้ช่วยกันรับผิดชอบต่อสังคมนั้น อาจใช้ได้กับคน 80% แต่อีก 20% ที่ไม่รับฟังจะสร้างปัญหาให้แก่สังคม ฉะนั้นเพื่อให้เกิดการชะลอการติดเชื้อและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด เราคนไทยอาจจำต้องยอมเสียสละสิทธิและเสรีภาพในการเดินทาง การชุมนุมและการทำกิจกรรมหมู่มาก ด้วยการปิดเมืองอย่างเด็ดขาด (Lock Down) รวมถึงห้ามออกนอกเคหสถานโดยไม่จำเป็น หรือมีกฎระเบียบในการออกนอกบ้าน

          ในเมื่อผู้คนส่วนน้อยไม่มีจิตสำนึก แต่อาจสร้างปัญหาให้คนหมู่มาก รัฐก็ต้องมีมาตรการบังคับพฤติกรรม

          รัฐบาลอาจต้องประกาศพระราชกำหนดการบริหารประเทศในสถานการณ์ฉุกเฉิน อาศัยกำลังตำรวจ ทหารเข้าควบคุมหรือจำกัดการเดินทางและการทำกิจกรรมหมู่มากของผู้คน รวมถึงอาจต้องมีการประกาศเคอร์ฟิวในบางช่วงเวลา ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศก็ต้องบังคับใช้มาตรการนี้อย่างเคร่งครัด อย่าให้เกิดสองมาตรฐาน

          ในขณะเดียวกันรัฐบาลจะต้องสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่ามีมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมมารองรับผลกระทบต่างๆ ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการขาดสภาพคล่อง ความไม่สามารถชำระหนี้ของธุรกิจหรือบุคคลทั่วไป การตกงาน การขาดรายได้ เป็นต้น

 

 

 

          อย่างไรก็ตาม การสร้างความมั่นใจในหมู่ประชาชนที่มีต่อรัฐบาลต้องเริ่มด้วยการมีโฆษกรัฐบาลที่เป็นมืออาชีพ มีกลยุทธ์ทั้งทางการเมือง การสื่อสารสาธารณะและการประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่เอามือสมัครเล่น ไม่เข้าใจงาน มารับงานที่สำคัญนี้ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา โฆษกรัฐบาลก็สร้างความสับสนให้แก่ประชาชนด้วยการแถลงข่าวไม่สอดคล้องกับคำประกาศปิดห้างสรรพสินค้าและสถานที่อื่นๆ ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง (ผู้กล้าประกาศมาตรการแก้ไขปัญหา โดยไม่สนใจว่าจะมีใครไม่พอใจบ้าง...สุดยอด) ทำไมทั้งสองฝ่ายไม่มีการประสานงานกันก่อนการแถลงการณ์ใดๆ คนจะเป็นโฆษกรัฐบาลต้องหูตากว้างไกลด้วย จะได้รู้ว่าใครกำลังจะทำอะไรอยู่ (ขอแนะนำให้ปลดโฆษกรัฐบาลออกตอนนี้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความมั่นใจของประชาชน)

          ในทางการเมือง นักการเมือง/กลุ่ม/คณะทางการเมืองต้องหยุดทำตัวเป็นพวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ หยุดสร้างปัญหา หยุดปั่นกระแสหรือรณรงค์ทางการเมืองในเรื่องที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน เช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ไม่เข้าใจว่าเกี่ยวอะไรกับโควิด-19) การต่อต้านนายกรัฐมนตรี และ คสช. (ซึ่งไม่มีแล้ว) แต่ควรเสนอแนวคิดในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเป็นรูปธรรม และหากมีข้อเสนอที่ดี รัฐบาลก็ควรจะรับฟังด้วย

          ใครที่ไม่ชอบ พล.อ.ประยุทธ์ หรือรัฐบาลนี้ ให้รอหน่อย รอให้วิกฤตินี้ผ่านพ้นไปก่อน คงไม่ถึงกับอกแตกตายหรอก

          เชื้อโรคกลัวยา ไม่ได้กลัวนายกรัฐมนตรี ต่อให้เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีตอนนี้ เชื้อโรคก็ยังอยู่เพราะไม่ใช่ยา