
มาตรการต้องเข้าถึงทุกกลุ่ม
บทบรรณาธิการ...ประจำวันที่ 19 มีนาคม 2563
สถานการณ์ระบาดของโรค “โควิด-19” ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศในโลกใบนี้โดย สหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น คาดการณ์ว่าการ แพร่ระบาด จะสร้างความเสียหายต่อ เศรษฐกิจโลก สูงถึงราว 1-2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 31-62 ล้านล้านบาท หรือทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปีนี้มีความเสี่ยงเติบโตต่ำกว่า 2-2.5% ขณะที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี ออกบทวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในเอเชีย คาดว่าจะเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมกันมูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 0.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ของประเทศเหล่านั้น ซึ่งเป็นการคาดการณ์ในระดับปานกลางแต่หากสถานการณ์รุนแรงมีการระบาดอย่างหนักนั่นย่อมส่งผลกระทบเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่ประเมินแน่
เกือบทุกประเทศได้ใช้มาตรการเข้มข้นปิดเมือง-ปิดประเทศเพื่อยับยั้งการเสียชีวิตและผู้ติดเชื้อให้น้อยลงมากที่สุด พร้อมทุ่มเทด้านสาธารณสุขเพื่อดูแลปกป้องพลเมืองควบคู่ไปกับการใช้มาตรการการเงินใช้งบประมาณเพื่อเยียวยาผลกระทบจากการ ระบาด และสิ่งสำคัญที่ทุกรัฐบาลให้ความใส่ใจคือในภาวะระบาดรุนแรงนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องมีมาตรการรองรับ อีกทั้งปัญหาการเงินที่ประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยต้องตกอยู่ในสภาวะลำบาก เพราะบางส่วนตกงานและจำนวนไม่น้อยที่มีหนี้สินที่เป็นภาระต้องชำระ จึงทำให้รัฐบาลเกือบทุกประเทศใช้งบจำนวนไม่น้อยในการเข้าไปช่วยเหลือเพื่อพยุงไม่ให้ธุรกิจต่างๆ ทั้งขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ ต้องล้มละลายและช่วยเหลือให้ประชาชนมีงานทำ ไม่ตกงานในภาวะยามนี้จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลแต่ละประเทศต้องบริหารจัดการให้ดี
สหรัฐอเมริกา ตั้งกองทุนเพื่อสู้กับการระบาดสูงถึง 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐและมีมาตรการภาษีช่วยคนทำงาน และกรณีรัฐบาล อิตาลี ออกพระราชกฤษฎีกาตั้งงบประมาณฉุกเฉินจำนวน 2.5 หมื่นล้านยูโร หรือราว 9 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจเพราะต้องใช้มาตรการปิดเมืองเพื่อสกัดการระบาด จึงตั้งงบประมาณไว้ 3.5 พันล้านยูโร หรือราว 1.26 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือด้านสุขภาพ และอีก 1 หมื่นล้านยูโร หรือราว 3.6 แสนล้านบาท เพื่อช่วยครัวเรือนและแรงงาน อาทิ ขยายวันลาของพ่อแม่ผู้ปกครอง ช่วยค่าใช้จ่ายในการจ้างพี่เลี้ยงเด็ก และใช้ยับยั้งการเลิกจ้างพนักงานเพื่อให้ยังมีรายได้ โดยอิตาลียอมตั้งงบขาดดุลไว้สูงกว่าร้อยละ 3 ของจีดีพี และแม้แต่ ฝรั่งเศส ก็ตั้งงบพยุงเศรษฐกิจและช่วยเหลือพลเมืองซึ่งถือว่าจำเป็นต้องลงลึกไปถึงทุกกลุ่มเพราะรัฐบาลเป็นที่พึ่งในยามวิกฤติ
ในส่วนของ ไทย มีการตั้งงบประมาณจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือเยียวยาโดยระยะที่ 1 ใช้ในการดูแลทุกภาคส่วนทั้งผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปซึ่งมีทั้งมาตรการการเงินและมาตรการภาษี อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ พักเงินต้น-ขยายเวลาชำระหนี้ในส่วนธนาคารของรัฐ อีกทั้งมาตรบรรเทาจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ การคืนเงินประกันค่ามิเตอร์ไฟฟ้า และกันเงิน 20,000 ล้านบาทไว้ช่วยเหลือเยียวยาเลิกจ้างงาน อย่างไรก็ดียังมีอีกหลายส่วนที่รัฐบาลควรต้องดำเนินการ เช่นในส่วนธนาคารเอกชนที่ควรต้องมีส่วนร่วมช่วยเหลือลูกหนี้และผู้ประกอบการ รวมทั้งมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพให้มากที่สุด โดยเฉพาะมีหลายกลุ่มที่ยังน่าห่วง เช่น กลุ่มหาเช้ากินค่ำขายของรายวันมีรายได้รายวันซึ่งต้องเตรียมมาตรการให้ครอบคลุมทุกกลุ่มและต้องมีมาตรการไว้สำหรับระยะที่ 3 ที่อาจมาถึงขั้นต้อง ปิดประเทศ แล้ว



