คอลัมนิสต์

"โควิด ก้าวไกล เพื่อไทย" กับศึกใหญ่ของรัฐบาล

"โควิด ก้าวไกล เพื่อไทย" กับศึกใหญ่ของรัฐบาล

18 มี.ค. 2563

"โควิด ก้าวไกล เพื่อไทย และศึกใหญ่ของรัฐบาล" คอลัมน์ล่าความจริง โดย ปกรณ์ พึ่งเนตร

          ตั้งไข่และเริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ “พรรคก้าวไกล” ชายคาใหม่ของส.ส.ที่เคยสังกัดพรรคอนาคตใหม่ หลังพรรคถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ

          ว่าที่หัวหน้าพรรคเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เจ้าของทฤษฎีกลัดกระดุม 5 เม็ดแก้ปัญหาการเกษตรไทย

          ที่น่าสนใจคือ “ชัยธวัช ตุลาธน” ที่ขยับจากแกนนำแถว 2 ที่ไม่ค่อยเปิดตัวเปิดหน้ามากนัก ก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำแถวหน้าในตำแหน่งเลขาธิการพรรค ทำหน้าที่แทนแกนนำกลุ่มเดิมที่ถูกเบียดตกเวทีสภาไป

อ่านข่าว-(คลิป) โควิด-19หนักมาก"เพื่อไทย"ตื๊อเปิดวิสามัญแก้ปัญหา

 

 

 

 

 

 

 

          ชัยธวัช หรือ “ต๋อม” คืออดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนนท. ในปี 2541 ที่เป็นประหนึ่งเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หรือ “เอก” อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเคยเป็นรองเลขาธิการ สนนท. ในปี 43

          อีกคนหนึ่งคือ ศรายุทธ ใจหลัก หรือ “ติ่ง” อดีตเลขาธิการ สนนท. ในปีที่ ธนาธร เป็นรองเลขาฯ และยังเป็นอดีตผู้อำนวยการพรรคอนาคตใหม่ด้วย ทั้งสามเคยร่วมเคลื่อนไหวมวลชนบนท้องถนนมาแล้วหลายครั้ง ทั้งเหตุการณ์ประท้วงคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและวางท่อก๊าซธรรมชาติที่ อ.จะนะ จ.สงขลา และการชุมนุมใหญ่คนของคนเสื้อแดงในปี 2553

          การวางตัว ชัยธวัช เป็นเลขาธิการพรรค ในจังหวะก้าวทางการเมืองยามนี้นับว่าน่าสนใจ เพราะ พิธา เองก็ประกาศแนวทางของพรรคก้าวไกลไว้แล้วว่าจะทำงานในสภาโดยผสานกับความเคลื่อนไหวนอกสภาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง

ขณะที่กิจกรรมนอกสภา โดยเฉพาะการเมืองบนท้องถนนมี “คณะอนาคตใหม่” นำโดย ธนาธร และปิยบุตร แสงกนกกุล ตลอดจนแกนนำเคลื่อนไหวอื่นๆ อุ่นเครื่องรออยู่แล้ว

          ถ้าสถานการณ์บ้านเมืองไม่เผชิญกับการแพร่ระบาดของ “โควิด-19” ต้องบอกว่าวันนี้ “แฟลชม็อบนักศึกษา” ที่มีฐานการจัดตั้งอย่างยาวนานของ “คณะอนาคตใหม่” ตั้งแต่ก่อนตั้งพรรค ผสานกับแกนนำคนเสื้อแดงที่สิ้นหวังกับพรรคเพื่อไทย น่าจะผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด และเบ่งบานทั่วประเทศไทยไปแล้ว เรียกว่างานนี้ไวรัสโคโรนาช่วยเซฟรัฐบาลเอาไว้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          แต่ในระหว่างรอเคลื่อนไหวใหญ่นอกสภา ก็มีเกมถล่มรัฐบาลโดยใช้เวทีสภาได้อยู่ ทว่าช่วงนี้เป็นช่วงปิดสมัยประชุมจึงต้องล่าชื่อกันเพื่อขอเปิดการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 123 ติดอยู่แค่ว่าต้องใช้เสียงมากถึง 246 เสียง คือ 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา (ปัจจุบัน ส.ส.มี 488 คน และ ส.ว.250 คน สมาชิกทั้งหมดของ 2 สภาจึงอยู่ที่ 738 คน เสียง 1 ใน 3 คือ 246 เสียง) แต่ส.ส.ฝ่ายค้านมีเสียงในมือแค่ 213 เสียงเท่านั้น (คิดบนฐานพรรคก้าวไกลเหลือ ส.ส. 54 คน จากเดิมคาดว่า 55 คน)

          การเปิดสภาสมัยวิสามัญจึงไม่ง่าย ตอนนี้พรรคฝ่ายค้านโดยเฉพาะเพื่อไทยจึงพยายามสร้างกระแสกดดันจากสังคมอยู่เพื่อหวังให้เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญให้ได้ จากนั้นก็จะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะของสมาชิกเกี่ยวกับปัญหาวิกฤติการณ์โควิด-19 ซึ่งรัฐบาลกำลังโดนถล่มจากสังคมจนเสียศูนย์อยู่ในปัจจุบัน

พลิกดูมาตรา 152 ใช้เสียง ส.ส.แค่ 1 ใน 10 หรือ 48-49 คนเท่านั้น ฉะนั้นเองถ้าฝ่ายค้านรวมเสียงกระทั่งสามารถเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญได้ก็เชื่อขนมกินได้เลยว่า การอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติจะเกิดขึ้นแน่นอน

          ปัญหาก็คือจะสร้างความมั่นใจแก่รัฐบาลได้อย่างไรว่างานนี้ไม่มี “รายการหลอกด่า” เพราะรัฐบาลคุมเสียงทั้งสภาบน (วุฒิสภา) และสภาล่าง (ส.ส.) แทบจะเบ็ดเสร็จ!