คอลัมนิสต์

นายกฯ ออกคำสั่งด่วนรับมือโควิด-19

นายกฯ ออกคำสั่งด่วนรับมือโควิด-19

04 มี.ค. 2563

นายกฯ เข้ม ออกข้อสั่งการด่วน รับมือการแพร่ระบาดโควิด-19 เลื่อน งด กิจกรรม

 

 

          สถานการณ์ภัยการเมืองที่ว่าร้ายอาจจะร้ายกว่าภัยไวรัสโควิด-19 ไม่น่าจะจริงเสียแล้ว เมื่อ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกข้อสั่งการด่วนเพื่อรับมือการแพร่ระบาดโควิด-19

 

อ่านข่าว...  ศธ.ยกระดับ ป้องกันโควิด -19 จริงจัง

 

 

          โดยในการนี้ได้ขอความร่วมมือหน่วยงานรัฐภาคเอกชน เรื่องกิจกรรมที่มีการรวมตัวของประชาชนเสี่ยงการแพร่ระบาด ขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมพิจารณาเลื่อนกิจกรรม โดยเน้นสุขภาพประชาชนเป็นหลัก


          ทั้งนี้ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการมาตรการระยะเร่งด่วนสำหรับการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ประกอบด้วย 2 ด้านหลักๆ คือ ด้านการป้องกันโรคและดูแลสุขภาพ และด้านการบรรเทาผลกระทบที่เกี่ยวข้อง


++


          ด้านการป้องกันโรคและดูแลสุขภาพ
          1.ให้ส่วนราชการและหน่วยงานอื่นของรัฐ ดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และหากมีความจำเป็นให้ส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการกำหนดมาตรการเป็นการภายในต่อไป


          2.ให้ส่วนราชการและหน่วยงานอื่นของรัฐ ระงับหรือเลื่อนการเดินทางไปศึกษา ดูงาน อบรมหลักสูตร หรือประชุม ในประเทศที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และประเทศเฝ้าระวัง ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด 


          โดยในส่วนของการดูงานหรืออบรมหลักสูตรขอให้พิจารณาเปลี่ยนแปลงงบประมาณเป็นการดูงาน หรือจัดอบรมหลักสูตรภายในประเทศแทนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เว้นแต่กรณีมีความจำเป็นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ต้องได้รับอนุญาตจากหัวหน้าส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ทั้งนี้ให้กระทรวงการคลัง พิจารณามาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีผลระทบต่อเอกชนคู่สัญญาน้อยที่สุด


          3.ให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่เดินทางกลับมาจาก หรือเดินทางผ่าน หรือมีเส้นทางแวะผ่าน (Transit/Tansfer) ประเทศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อและแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และจำเป็นต้องสังเกตอาการ ปฏิบัติงานภายในที่พัก 14 วัน โดยไม่ถือเป็นวันลา

 


          ทั้งนี้ให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน จัดทำหลักเกณฑ์สำหรับให้ข้าราชการปฏิบัติงานภายในที่พัก โดยให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของประชาชนทั่วไปที่เดินทางกลับมาจาก หรือเดินทางผ่าน หรือมีเส้นทางแวะผ่านประเทศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อและแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการคัดกรองอย่างเคร่งครัด และปฏิบัติตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุข หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด


          ในกรณีที่มีความจำเป็นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการขนส่งประชาชนกลุ่มดังกล่าวกลับภูมิลำเนาหรือไปยังสถานพยาบาลอย่างเหมาะสม รวมถึงการกำกับดูแล การกักกันตนเอง ณ ที่พักอาศัย โดยให้มีการบูรณาการการดำเนินงานระหว่างชุมชน จิตอาสาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และสถานพยาบาลในพื้นที่ ในการติดตาม เฝ้าระวังตรวจสอบ และป้องกันอย่างใกล้ชิด


          4.จัดให้มีศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขึ้น ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อบูรณาการข้อมูลจากทุกส่วนราชการ รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่สาธารณชน โดยเฉพาะมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในทุกมิติ


          รวมถึงจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงทุกกลุ่ม เพื่อสร้างการรับรู้ ตระหนัก และขอความร่มมือประชาชนปฏิบัติตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยเฉพาะขั้นตอนการเฝ้าระวังและการป้องกัน


          5.มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกันพิจารณาปริมาณความต้องการของสินค้าที่จำเป็นต่อการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่น หน้ากากอนามัย และน้ำยาฆ่าเชื้อหรือเจลฆ่าเชื้อ และจัดหาให้เพียงพอต่อความต้องการดังกล่าวในแต่ละช่วงเวลา โดยควรจัดลำดับความสำคัญในการกระจายสินค้าจำเป็นตามระดับความเสี่ยงของบุคคล หน่วยงานและสถานที่ เช่น สถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และประชาชนทั่วไป


          6.มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการป้องกันการกักตุนและควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่น หน้ากากอนามัยและน้ำยาฆ่าเชื้อหรือเจลฆ่าเชื้อ อย่างเคร่งครัด โดยครอบคลุมถึงช่องทางการขายสินค้าออนไลน์


          7.มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินมาตรการคัดกรองผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟ สถานีรถไฟฟ้า สถานีขนส่งผู้โดยสารและท่ารถ อย่างเคร่งครัด


          8.ให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงาน ติดตามและดูแลคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และประเทศเฝ้าระวังตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดอย่างใกล้ชิด


          9.มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหม จัดเตรียมสถานที่/พื้นที่สำหรับสังเกตอาการในกรณีที่พบว่าผู้เดินทางเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตราย โรคระบาด หรือพาหะนำโรคตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด


          10.ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องจัดหาเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นเพิ่มเติมให้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานสำนักงบประมาณเพื่อขอรับจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้มีเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับดำเนินการอย่างเพียงพอ


          11.ให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีรับทราบสถานการณ์และข้อมูลต่างๆ รวมถึงร่วมพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหา


          12.ให้กระทรวงสาธารณสุข ดูแลบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ อย่างเหมาะสม และจัดให้มีสวัสดิการพิเศษเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง และครอบครัว


          13.ให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข บูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อรองรับการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 หากมีความจำเป็น


          14.ให้ส่วนราชการและหน่วยงานอื่นของรัฐขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการภาคเอกชนให้หลีกเลี่ยง หรือเลื่อนการจัดกิจกรรมที่มีการรวมตัวของประชาชนจำนวนมาก และอาจมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโดยไม่จำเป็น เช่น การแข่งขันกีฬา การจัดคอนเสิร์ต และการจัดมหรสพ เว้นแต่เป็นกิจกรรมที่เป็นการดำเนินการของสถานประกอบการค้าตามปกติ ให้ดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังและป้องกัน ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดอย่างเคร่งครัด 


          ในกรณีที่กิจกรรมที่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ ให้ผู้มีอำนาจอนุญาตพิจารณาความเหมาะสมของกิจกรรมอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงความเสี่ยงต่อสาธารณชนโดยรวมต่อการแพร่ระบาดของโรคเป็นสำคัญ


++


          ด้านการบรรเทาผลกระทบที่เกี่ยวข้อง
          ในส่วนของการบรรเทาผลกระทบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้มอบหมาย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบและกระตุ้นเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อเสนอคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจพิจารณาโดยเร็ว ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป


          รวมทั้งให้ข้อมูลและสื่อสารแก่สาธารณชนเพื่อให้เกิดเอกภาพและสร้างความมั่นใจผ่านศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่จะมีการจัดตั้งขึ้น ในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยครอบคลุมด้านต่างๆ ดังนี้ มาตรการทางภาษี มาตรการด้านสินเชื่อและพักชำระหนี้มาตรการด้านงบประมาณ มาตรการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน มาตรการการจ้างงานและพัฒนาทักษะ และมาตรการด้านสินค้าเกษตรและสินค้าอื่นในชุมชน


          อย่างไรก็ดียังมีประเด็นอื่นเพิมเติม เช่นในส่วนของปัญหาหน้ากากอนามัยได้มีการหารือร่วมกับ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ รวมถึงคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องซึ่งปัจจุบันมีโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย 11 โรงงาน ซึ่งมีกำลังผลิต 30 ล้านชิ้นต่อเดือน เฉลี่ยวันละล้านกว่าชิ้น ซึ่งในจำนวนนี้ต้องจัดสรรปันส่วนให้กระทรวงสาธารณสุขให้แก่บุคคลากรทางการแพทย์ 350,000 ชิ้นต่อวัน ส่วนที่เหลืออีก 700,000 ชิ้น จะต้องมีการกระจายจำหน่ายไปยังประชาชนทุกพื้นที่ ทั้งร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ ร้านประชารัฐ


          นอกจากนี้ยังมีมาตรการที่จะให้ท้องถิ่นผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้าจำนวน 50,000,000 ชิ้น ภายใน 10 วัน เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกและเพียงพอต่อความต้องการมากที่สุด ทั้งนี้หากพบมีการจำหน่ายหน้ากากอนามัยที่อาจเข้าข่ายไม่ถูกต้องตามมาตรฐานก็ขอให้แจ้งข้อมูลเข้ามาที่หน่วยงานรัฐ


          ส่วนแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับคนไทยที่เดินทางกลับจากประเทศเกาหลีนั้น จะมีการประชุมหารือต่อไปเพื่อให้ได้ความชัดเจนถึงแนวทางปฏิบัติ ซึ่งเกาหลีมีมาตรการในการควบคุมอยู่แล้วส่วนหนึ่ง เท่ากับถูกกักตัวอยู่แล้ว 14 วัน ถึงไทยก็ต้องกักตัวอีก 14 วัน หรือหากตรวจพบเชื้อจะหาวิธีการที่เหมาะสมต่อไป


          พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังฝากถึงกลุ่มคนที่จะไปรวมตัวกันจำนวนมาก ระบุว่าถ้าเลื่อนได้ก็ขอให้เลื่อน เป็นการขอความร่วมมือ หากมีการจัดงานขอให้สถานที่จัดงานมีมาตรการ ดูแลตัวเอง เว้นแต่สิ่งที่รัฐบาลห้าม ปัญหาคือมีคนหลายกลุ่มหลายกิจกรรม ดังนั้นต้องดูผลดีผลเสียด้วย โดยต้องให้ความสำคัญสุขภาพของประชาชนคนไทยเป็นหลัก


          “มาตรการที่ออกมาจะครอบคลุมเรื่องการศึกษาดูงาน การสังเกตอาการเมื่อมีการกักตัว ถ้าพบเชื้อต้องทำอย่างไร ไม่มีอะไรทำได้ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ แต่การจัดกิจกรรมที่จะมีคนจำนวนมากไปร่วม ทั้งการขายสินค้าต่างๆ การประชุม การท่องเที่ยว และการกีฬาขอให้เลื่อนทั้งหมด ขอฝากทุกคนที่จะไปร่วมกิจกรรมที่มีคนจำนวนมากๆ อะไรเลี่ยงได้ขอให้เลี่ยงไปก่อน หรือถ้าจำเป็นต้องจัดงาน เจ้าของงานก็ต้องมีมาตรการดูแลสถานที่ ปัญหาของประเทศคือเรามีคนหลายกลุ่ม หลายกิจกรรมที่ต้องดู บางอย่างรัฐบาลเข้าไปควบคุมไม่ได้ สิ่งสำคัญคือสุขภาพของคนไทยต้องเป็นหลัก”