คอลัมนิสต์

'รัฐ' ผวา มือที่3  'ม็อบปัญญาชน' เล่น ประเด็นล่อแหลม

'รัฐ' ผวา มือที่3 'ม็อบปัญญาชน' เล่น ประเด็นล่อแหลม

01 มี.ค. 2563

'รัฐ' -'ม็อบ' หากทั้งสองฝ่ายไม่ล้ำเส้นกัน หาจุดร่วม สงวนจุดต่าง ไม่ใช้สายตาหวาดระแวง เกลียดกลัวใส่กัน บ้านเมืองก็ยังจะไปได้

       ความเห็นต่าง หรือความขัดแย้งทางความคิดระหว่าง 'นิสิต นักศึกษา' กับ'ผู้นำทางการเมือง' ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน   เหตุการณ์ในอดีต ทั้ง 14 ตุลาฯ 2519 , 6 ตุลาฯ 2519 หรือ พฤษาทมิฬ 2535

      ส่วนการเคลื่อนไหวครั้งล่าสุด ของนิสิต นักศึกษา ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยหลายแห่งแบบต่อเนื่อง ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ผู้คุมกฎจะปล่อยให้คลาดสายตาได้ 

       การออกมาของปัญญาชนในพ.ศ.นี้ มีเป้าหมายคือแสดงออกว่าอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล ต่อต้านการสืบทอดอำนาจคสช. รวมถึงผลพวงอื่นๆ ที่ตกทอดมา

    ความได้เปรียบหนึ่งของยุคสมัยนี้ คือทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ มีเครือข่ายโซเชียลมีเดีย ที่ข้อมูลข่าวสาร ความเป็นไปทุกอย่างส่งถึงกันได้ในพริบตา 

     จึงทำให้การเคลื่อนไหวดูมีพลังมากกว่า การเคลื่อนไหวหลายครั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา 

    เราจึงได้เห็นปรากฎการณ์ไฟลามทุ่ง หรือ ปรากฎการณ์แบบโดมิโน ลามไปทุกหนแห่ง ขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ 

     การออกมาในรูปแบบที่ไม่ต้องมีการจัดตั้ง ย่อมลดคำครหาได้มากกว่า มีคนหน้าเดิมๆ ที่เคยเคลื่อนไหวต่อต้านคสช. มาเป็นแกนนำ ซึ่งอาจเป็นที่จับตามากกว่าปกติ หรือทำให้บางฝ่ายหวาดระแวง 

     ถึงอย่างนั้น สถานการณ์แบบนี้ยิ่งน่าวิตกกังวลสำหรับผู้มีอำนาจ การเคลื่อนไหวที่เป็นการสะท้อนภาวะความอึดอัด คับข้องใจกับการเมืองไทย ภายใต้การนำของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" และองคาพยพทั้งหลาย มานาน โดยเฉพาะกับรัฐบาลที่เป็นหน่อเนื้อเดียวกับ "คสช."

     อย่างไรก็ตาม ฝ่ายความมั่นคง ก็ดูจะอดเป็นห่วงไม่ได้ เมื่อบางส่วนที่เคลื่อนไหว ออกลูกกล้าดีเดือด พูดอะไรคาบลูกคาบดอกในประเด็นอ่อนไหวอยู่บ่อยครั้ง ถือว่าอันตราย!!! 

     อาจเป็นชนวนทำให้ทุกอย่างบานปลาย กระทบกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวอย่างคาดไม่ถึง 

       จริงอยู่ว่า รัฐธรรมนูญให้สิทธิในการแสดงออก ความคิดความเห็น แต่ไม่ได้หมายความว่า จะทำอะไรก็ได้แบบไร้ขีดจำกัด

'รัฐ' ผวา มือที่3  'ม็อบปัญญาชน' เล่น ประเด็นล่อแหลม

      บทเรียนทางการเมืองในอดีตที่ผ่านมา มีให้เห็นมานักต่อนัก 

     การขยับในส่วนของผู้มีอำนาจเอง ก็เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป หากกดมากไปก็จะระเบิด แต่หากปล่อยจนเลยเถิด ก็จะสั่นคลอนอำนาจรัฐ

      แหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาล เปิดเผยว่า ยอมรับได้ถึงการแสดงออกทางการเมืองตามสิทธิและเสรีภาพที่มีอยู่ เพียงแต่ขอให้อยู่กติกา อยู่ในที่ในทาง ใครก็ไปปิดกั้นไม่ได้โดยเด็ดขาด ฝ่ายรัฐมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัย ให้เกิดความสงบเรียบร้อย ป้องกันมือที่สามฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ จนลุกลามบานปลาย จนยากจะควบคุม 

     ทั้งนี้ ไม่อยากจะคิดว่า ถ้ามีนักศึกษา ถูกลอบทำร้ายจนบาด หรือเสียชีวิตแล้วอะไรจะเกิดขึ้น

     ดังนั้น หากทั้งสองฝ่ายไม่ล้ำเส้น นักศึกษา ไม่ยั่วยุ หยิบยกประเด็นอ่อนไหวมาเป็นธงนำ ใช้บทเรียนในอดีตเตือนสติ ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา ส่วนฝ่ายคนคุมอำนาจ ถ้าอดทนอดกลั้น ไม่ผลีผลาม ไม่พยายามเร่งปิดเกม กดดันจนเกินไป ที่สำคัญไม่มองนักศึกษาเป็นปีศาจร้าย เปิดพื้นที่มีช่องทางรับฟังพวกเขา เชื่อว่า เหตุการณ์จะไม่เลวร้ายแบบที่ใครก็ไม่อยากให้เกิด

     เว้นแต่ ทั้งสองฝ่าย ไม่เรียนรู้อดีต ฝ่ายหนึ่ง พยามเร่งเร้าด้วยประเด็นล่อแหลม อีกฝ่ายก็คงมองการเคลื่อนไหวเป็นภัยกับความมั่นคงของรัฐเมื่อไหร่ เมื่อนั้นความเกลียดชังจะสุมไฟให้เกิดความแตกหักสูญเสียไม่ไม่ยาก 

     ที่ระบุเช่นนั้น ไม่ใช่ว่ามองเห็นอนาคต แต่เห็นอดีตที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 

      ทั้งๆที่ ทุกฝ่ายต่างหวังดีกับชาติบ้านเมือง หากหาจุดร่วม สงวนจุดต่างได้ ไม่ใช้สายตาหวาดระแวง เกลียดกลัวใส่กัน บ้านเมืองก็ยังจะไปได้

  อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เริ่มเปิดไฟกระตุ้นม็อบ เพนกวิน ยัน ไม่มีใครปลุกปั่น