คอลัมนิสต์

เส้นทางคดีร้อน งบ 3.2 ล้านล้าน

เส้นทางคดีร้อน งบ 3.2 ล้านล้าน

31 ม.ค. 2563

เปิดเส้นทางวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดร่างงบปี 63 ตราขึ้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ คอลัมน์... Special Report

 

 

          เป็นไปตามความคาดหมาย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ส.รัฐบาล เข้าชื่อผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง (1) ว่า ร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ สืบเนื่องจากมี ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน

 

 

          พร้อมแจ้งให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย น.ส.ภริม พูลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ และนายสมบูรณ์ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ยื่นคำชี้แจงต่อศาล ภายในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 โดยเฉพาะรายของ “ฉลอง” น่าสนใจว่าจะมีคำชี้แจงออกมาอย่างไร ภายหลัง “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดประเด็นและปรากฏความผิดอย่างชัดเจน


          สำหรับการ “รับคำร้อง” ของศาลครั้งนี้ เป็นขั้นตอนแรกในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 “เนชั่นสุดสัปดาห์” พาไปตรวจสอบกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจากนี้จะเป็นอย่างไร


          เริ่มที่ข้อเท็จจริงตามคำร้องที่ส่งมาถึงศาลรัฐธรรมนูญผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรมีทั้งหมด 3 สำนวนด้วยกัน ตั้งแต่คำร้องของ “วิรัช รัตนเศรษฐ” และ ส.ส.รวม 109 คน แต่มีประเด็นพิจารณาเป็นเรื่องเดียวกันกับคำร้องของ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” และ ส.ส.รวม 84 คน ศาลจึงสั่งให้ไปรวมคำร้องพิจารณาทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกัน ส่วนคำร้องของ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” พร้อม ส.ส.อีก 77 คน พบว่า มีรายชื่อ 30 ส.ส. ลงชื่อซ้ำกับในคำร้องของ “สมพงษ์” ทำให้ยอด ส.ส.ไม่ถึง 1 ใน 10 ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 148 วรรคหนึ่ง (1) ของรัฐธรรมนูญ คำร้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์จึงตกไป


          จากนั้นเมื่อศาลรับคำร้องแล้ว ภายในระยะเวลา 15 วัน หรือภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ศาลจะเปิดให้ “ผู้ถูกร้อง” และผู้ที่เกี่ยวข้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือ ซึ่งในกรณีนี้กำหนดไว้ไม่เกินวันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาคดี โดยมาตรา 58 วรรคหนึ่ง ของกฎหมายฉบับนี้ ระบุไว้ว่า หากศาลเห็นว่าคดีใดเป็นปัญหาข้อกฎหมาย หรือมีพยานหลักฐาน “เพียงพอ” จะพิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลจะประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาและวินิจฉัย โดย “ไม่ทำการไต่สวน” หรือ “ยุติการไต่สวน”




          ในขั้นตอน “ไม่ทำการไต่สวน-ยุติการไต่สวน” องค์คณะตุลาการจะประชุมเพื่อพิจารณาวินิจฉัย โดยตุลาการทุกคนต้องทำความเห็นส่วนตนเป็นหนังสือ พร้อมแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุม เพื่อให้ที่ประชุมปรึกษาหารือร่วมกันก่อนลงมติ โดยในขั้นตอนนี้ องค์คณะอาจมอบหมายให้ตุลาการคนหนึ่งคนใด เป็นผู้จัดทำคำวินิจฉัยตามมติของศาล ขณะเดียวกันในคดีนั้นมี “ผู้ถูกร้อง” ศาลจะแจ้งให้มาฟังคำวินิจฉัย จนเมื่อศาลมีคำวินิจฉัยของคดีแล้ว งานธุรการศาลจะประกาศคำวินิจฉัยส่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป


          แต่หากเป็นขั้นตอน “ศาลไต่สวน” ศาลจะกำหนดวันนัดไต่สวนครั้งแรก พร้อมส่งสําเนาประกาศให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนวันนัด โดยระหว่างนี้คู่กรณี “ผู้ร้อง-ผู้ถูกร้อง” มีสิทธินำเสนอพยานหลักฐานอื่นๆ เพิ่มเติมประกอบการไต่สวนได้ แต่ต้องยื่นก่อนวันที่ศาลกำหนดจะมีคำวินิจฉัยไม่น้อยกว่า 7 วัน ขณะเดียวกันตามมาตรา 61 ยังเปิดให้อำนาจศาลสามารถ “ตรวจพยานหลักฐาน” คู่กรณีที่เสนอมาได้ ก่อนที่ศาลจะออกนั่งพิจารณาและ “ไต่สวนพยาน”


          ขั้นตอนสำคัญของระยะเวลาพิจารณาคดีจะเป็นอย่างไร อยู่ที่อำนาจองค์คณะตุลาการจะเห็นว่าควรไต่สวน “เพิ่มเติม” หรือไม่ หรือกำหนดวันไต่สวนนัดอีกเมื่อใด ซึ่งอยู่ในขั้นตอนไต่สวนตามที่มาตรา 61 กำหนดไว้อีกครั้ง แต่ที่สุดแล้วหากศาลเห็นว่ามีพยานหลักฐาน “เพียงพอ” วินิจฉัยคดี จะมีคำสั่ง “ยุติการไต่สวน” ตามอำนาจในมาตรา 58 วรรคหนึ่ง เพื่อให้ตุลาการประชุมเพื่อพิจารณาคำวินิจฉัย


          สำหรับขั้นตอนนี้จะเป็นเช่นเดียวกับขั้นตอน “ไม่ทำการไต่สวน-ยุติการไต่สวน” โดยองค์คณะตุลาการทุกคน ต้องทำความเห็นส่วนตนเป็นหนังสือ พร้อมแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุม ก่อนประชุมลงมติ และแจ้ง “ผู้ถูกร้อง” มาฟังคำวินิจฉัย ซึ่งผลคำวินิจฉัยของคดีตามที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 กำหนดไว้ต่อผลตัดสินใน 2 แนวทาง


          1.ให้มีผลในวันอ่าน ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง หรือ 2.ให้มีผลในวันที่ศาลลงมติ ซึ่งเป็นวันที่ปรากฏในคำวินิจฉัยเป็นวันอ่านตามมาตรา 76 วรรคสาม โดยทั้ง 2 แนวทางเมื่อได้คำวินิจฉัยแล้วจะประกาศคำวินิจฉัยของศาล ส่งไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป


          สำหรับประเด็นประกอบคำร้อง ส.ส.รวม 109 คน ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.กระบวนการร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ขัดหรือแย้งกับหลักการการออกเสียงลงคะแนน ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 120 หรือไม่ 2.หากมีปัญหา จะมีปัญหาทั้งฉบับหรือเฉพาะมาตราที่มีปัญหา และ 3.จะดำเนินการในแต่ละกรณีต่อไปอย่างไร


          ถึงแม้กรอบเวลาการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 แต่ประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจของทุกฝ่ายถึงความเป็นไปต่อ “งบปี 63” ที่แขวนไว้บนปากเหวจะเป็น “โมฆะ” หรือไม่.