
วัยรุ่นท้อง มีกฎหมายคุ้มครอง... ใครละเมิดโดน จำคุก
วัยรุ่นท้อง มีกฎหมายคุ้มครอง... ใครละเมิดโดน จำคุก โดย... ทีมข่าวรายงานพิเศษ
ช่วง 10 ปีที่ผ่านมารัฐบาลพยายามรณรงค์ช่วยเหลือ “ปัญหาแม่วัยใส” หรือเด็กวัยรุ่นไทยตั้งครรภ์ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ...แต่ปัญหาคือผู้ใหญ่มักคิดว่าต้องช่วยกัน “ห้ามเด็กมีเซ็กส์” หรือ “ห้ามท้อง” โดยไม่รู้ว่าการช่วยเหลือแท้จริงหมายถึง การเคารพสิทธิ การให้โอกาส และให้ความคุ้มครองให้แม่วัยเยาว์เหล่านี้สามารถเลี้ยงลูกน้อยและดูแลตัวเองให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ... ข้อมูลการสำรวจกรมอนามัยปี 2560 พบวัยรุ่นหญิงอายุ 10-19 ปี คลอดลูกเฉลี่ยวันละ 232 คน หรือประมาณปีละ 8.4 หมื่นคน หมายความว่ามีเด็กปีละเกือบ 1 แสนคนที่กำลังถูกเลี้ยงดูโดย “แม่” ที่ยังเป็นเด็กเหมือนกัน
ช่วงนั้น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พยายามช่วยรณรงค์ให้เด็กวัยรุ่นยึดถือวัฒนธรรมเดิมของไทย ผู้หญิงควรรักนวลสงวนตัว และผู้ชายต้องเป็นสุภาพบุรุษ พร้อมสัญญาว่ารัฐบาลจะพยายามช่วยเหลือให้พ่อแม่วัยใสมีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและมีงานทำ
โดยมีการออกกฎหมายใหม่ “พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559” หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “พ.ร.บ.แม่วัยรุ่น” มีเนื้อหาสาระสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของเด็กวัยรุ่นอายุระหว่าง 10-19 ปี เช่น สิทธิสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ 1.เด็กตั้งครรภ์ “มีสิทธิในการตัดสินใจ” ด้วยตัวเองว่าต้องการอุ้มท้องแล้วคลอดต่อ หรือต้องการยุติการตั้งครรภ์ หมายความว่า ครอบครัวหรือผู้ปกครองไม่มีสิทธิบังคับให้ทำแท้ง หรือบังคับให้เด็กแต่งงาน
2.แม่วัยรุ่นมีสิทธิได้รับบริการอนามัยเจริญพันธุ์ เช่น รับถุงยางอนามัย รับยาคุมกำเนิด การฝังยาคุมกำเนิด ฯลฯ 3.มีสิทธิในการรักษาความลับส่วนตัว เช่น หมอ พยาบาลไม่มีสิทธิไปบอกเรื่องการตั้งท้องกับผู้อื่น หรือไปแจ้งผู้ปกครอง ครู โรงเรียน เพื่อนๆ ฯลฯ 4.มีสิทธิได้รับสวัสดิการสังคมอย่างเสมอภาค และ 5.ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ
กฎหมายนี้กำหนดให้ตั้ง “คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น” เป็นเจ้าภาพดูแล ประกอบด้วย “นายกรัฐมนตรี” เป็นประธานพร้อมตัวแทนจากกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยงข้อง เช่น กระทรวงพัฒนาสังคมฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน ฯลฯ พร้อมด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านคุ้มครองสิทธิเสรีภาพวัยรุ่น และผู้แทนเด็กกับเยาวชน
ที่สำคัญคือกำหนดให้ “สถานศึกษา” ต้องจัดการเรียนการสอนเรื่องเพศวิถีศึกษาให้เหมาะสมและสร้างระบบดูแลช่วยเหลือคุ้มครองเด็กตั้งครรภ์ ส่วน “สถานที่ทำงาน” ห้ามกีดกันแม่วัยรุ่นเข้าทำงาน กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน แต่ปรากฏว่า แม่วัยใสยังคงถูกละเมิดสิทธิโดยเฉพาะในโรงเรียน !
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา “1663 สายด่วน” รับปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม จัดแถลงข่าวว่ามีผู้โทรเข้ามาปรึกษาเรื่อง “ท้องไม่พร้อมสูงขึ้นทุกปี” ตั้งแต่ กันยายน 2561-สิงหาคม 2562 มีทั้งสิ้น 31,013 ราย เพิ่มขึ้น 3 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2557-2558 ที่มีบันทึกไว้ประมาณ 1 หมื่นราย โดยเป็น "วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี ที่ตั้งครรภ์แล้ว 5,353 ราย หรือเพิ่มขึ้น 4 เท่า โดยพบปัญหาว่าวัยรุ่นจำนวนมากยังไม่ได้รับทั้งบริการและสิทธิตามที่กฎหมายข้างต้นระบุไว้ ไม่ได้รับบริการ "คุมกำเนิด" เช่น การฝังยาคุม ที่หน่วยบริการอ้างให้พาผู้ปกครองมาเซ็นยินยอม นอกจากนี้ยังพบปัญหาโรงเรียนกีดกันหรือกดดันด้วยวิธีต่างๆ ให้ลาออกหรือกดดันให้ย้ายไปเรียนที่อื่นแทน
ข้อมูลร้องเรียนข้างต้นแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานที่ตั้งใหม่ “คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น” ยังไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่ในการดูแลและคุ้มครองสิทธิของแม่วัยใสอย่างจริงจัง หรือยังไม่เข้าใจว่า “พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559” กำหนดไว้ชัดเจนในมาตรา 20 ให้คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการมีอํานาจออกคําสั่งเป็นหนังสือเรียกบุคคลที่ละเมิดสิทธิหรือไม่ช่วยป้องกันแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เข้ามาให้ข้อเท็จจริง หรือหรือส่งคําชี้แจงเอกสาร ข้อมูล หลักฐานพยานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา และในมาตรา 23 ระบุบทลงโทษว่า
“หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคําสั่งโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”
เป็นข่าวใหญ่ได้ไม่กี่วัน “กรมอนามัย” รีบออกมายืนยันว่าวัยรุ่นอายุ 10-20 ปี สามารถเข้ารับบริการ “ฝังยาคุมกำเนิด” โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตหรือไม่ต้องให้พ่อแม่ผู้ปกครองมา “เซ็นยินยอม”
ล่าสุดวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 คณะรัฐมนตรีมีมติผ่าน “ร่างกฎกระทรวงเพื่อการจัดสวัสดิการให้กับแม่วัยรุ่น” สาระสำคัญคือกำหนดให้รัฐต้องจัดสวัสดิการสังคมและให้บริการด้านต่างๆ แก่แม่วัยรุ่น ดังต่อไปนี้
1.ให้กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวจัดหาที่ฝึกอาชีพให้แม่วัยรุ่น 2.ให้กรมกิจการเด็กและเยาวชนจัดหา “ครอบครัวทดแทน” ในกรณีที่แม่วัยรุ่นไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ 3.กำหนดให้มีบริการให้คำปรึกษา จัดหาที่พักปลอดภัย รวมถึงการให้แม่วัยรุ่นได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสม
ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า “รัฐบาลยุคบิ๊กตู่” มีความตั้งใจในการออกกฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ เพื่อช่วยเหลือแก้ไข “ปัญหาแม่วัยโจ๋” แต่อุปสรรคอยู่ที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และผู้บริหารสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ยังมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง หรือขาดจิตสำนึกในการดูแลเด็กๆ กลุ่มนี้
ดังนั้น “บิ๊กตู่” อาจต้องคิดค้นวิธีใหม่เข้ามาจัดการ “เปลี่ยนทัศนคติ” หรือ “ปรับตำแหน่งหน้าที่” ให้ผู้ที่มีความเหมาะสมเข้ามาทำงานที่เกี่ยวข้องกับ “พ่อแม่วัยรุ่น” แทน !
โดยเฉพาะเมื่อใช้ไม้นวมไม่ได้ “รัฐบาล” ก็ต้องบังคับใช้กฎหมาย เอาผู้ใหญ่ที่ทำผิดมาลงโทษ “จำคุก” เป็นตัวอย่าง อย่าปล่อยให้ “แม่วัยรุ่น” กับทารกปีละเกือบแสนคน เคว้งคว้างไร้ทางออก...



