คอลัมนิสต์

วัฒนธรรมการวิ่งเต้นในโลกตำรวจ

วัฒนธรรมการวิ่งเต้นในโลกตำรวจ

01 ธ.ค. 2552

“โจรและตำรวจ” คือกลุ่มคนที่ดิฉันทำการศึกษาวิจัยในห้วงเวลาที่ต่อเนื่องกัน หลักการสำคัญที่ดิฉันยึดถือเป็นวิธีคิดในการวางแผนวิธีการศึกษาวิจัย คือ “คนใน” (insider view) หมายความว่าดิฉันมีความเชื่อที่วางอยู่บนพื้นฐานการหาความรู้คือ

 การที่เราจะเข้าใจในสิ่งใดนั้นผู้ศึกษามีความจำเป็นต้องก้าวเข้าไปอยู่ในสถานะที่ใกล้เคียงกับผู้ให้ข้อมูลหลักให้มากที่สุด ในขณะที่โดยทั่วไปนั้นตำรวจและโจรถูกแบ่งกลุ่มเสมือนเป็นคู่ตรงข้าม หากแต่ในทรรศนะของนักวิจัย ดิฉันกลับให้ความหมายบุคคลสองกลุ่มว่า พวกเขามิได้มีสถานะของความเป็นคู่ตรงข้าม เฉกเช่นที่พึงเป็นในอุดมคติ เช่นเดียวกับที่นักสังคมศาสตร์อธิบายว่าความเป็นหญิงและความเป็นชายก็มิได้อยู่ตรงข้ามแยกขาดจากกัน ในความเป็นหญิงนั้นบุคคลก็ยังมีลักษณะของความเป็นชายผสมผสานอยู่ด้วย เช่นเดียวกับที่ในความเป็นชายก็มีความเป็นหญิงแทรกซ่านอยู่เช่นกัน ตัวอย่างหนึ่งของความเหมือนระหว่างตำรวจกับผู้กระทำผิดกฏหมายคือ การมีความทุกข์อยู่บนความหวัง(ที่ไม่แน่นอน)

 ผู้กระทำผิดมีความหวังว่าตนเองจะรอดพ้นจากการถูกตัดสินให้รับโทษผ่านการ วิ่งเต้นคดี ระหว่างรอว่าจะสมหวังหรือไม่นั้นจะเกิดอาการกระวนกระวายไม่มีความสงบ กระสับกระส่าย หมกหมุ่น อยู่กับการวิ่งเต้นเพื่อให้ตนเองรอด ความหวังบนความทุกข์ ทุกข์กับความหวัง หน้าดำคร่ำเครียดกัน

 การวิ่งเต้น เป็นวิธีการหนึ่งที่ผู้กระทำผิดนิยมใช้เพื่อให้ตัวเอง "รอด” การวิ่งเต้นถูกผูกโยงเกี่ยวข้องกับเงินตรา บุญคุณต่างตอบแทน และอำนาจ สำหรับตำรวจนั้นการวิ่งเต้นมีความสำคัญต่อความก้าวหน้าในอาชีพการทำงานของตน นายตำรวจใหญ่บ่นระบายถึงความเสื่อมของวัฒนธรรมองค์กรที่ดำรงอยู่ท่ามกลางความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เงินตรา ยศถาบรรดาศักดิ์ จนกระทั่งมีผลกระทบอย่างมากต่อประสิทธิภาพการทำงานในบทบาทของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ว่า “เดี๋ยวนี้มันหนักถึงขั้นเป็นผู้เสียหายก็ยังต้องวิ่งเต้น เพราะตำรวจก็ต้องหาทรัพยากรไปวิ่งเต้นอีกที”

 ประวัติศาสตร์รากเหง้าที่มาของคำว่า “วิ่งเต้น” นั้นมาจากการกระทำทางการเมือง ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า lobbying ต่อมาการวิ่งเต้นขยายเข้าสู่วงการต่างๆ ทั่วทุกวงการ เมื่อพูดถึงคำว่า วิ่งเต้น ผู้ฟังส่วนใหญ่จะให้นิยามความหมายในเชิงลบมากกว่าเชิงบวก “องค์กรตำรวจมีวัฒนธรรมการวิ่งเต้นที่เข้มแข็งเกินไปจนทำให้นักวิ่งเต้นเต็มไปหมด” นายตำรวจใหญ่พูดย้ำพร้อมกับแสดงความเห็นว่าการวิ่งเต้นเป็นที่มาของความเสื่อมขององค์กรโดยทำให้การนำเสนอข้อมูลและสาเหตุที่แท้จริงรวมทั้งกระบวนการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ เพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น “ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ พร้อมที่จะบิดเบือนข้อมูลข้อเท็จจริง พร้อมที่จะเสนอสินบนแลกเปลี่ยน หาผู้มีอิทธิพลมีบารมีเข้ามาแทรกแซงผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ

 ในระหว่างที่สนทนากันนั้นนายตำรวจเปลี่ยนท่าทีจากการเล่าเรื่องกลายเป็นการตั้งคำถามด้วยความกระตือรือร้นว่า “เป็นไปได้มั้ยที่ตำรวจจะหยุดความคิดว่า เรารู้จักใครที่พอจะวิ่งเต้นได้บ้าง แต่คิดใหม่ว่า เรามีอะไรดีๆ จะนำเสนอเพื่อให้เขาพิจารณาเลือกเราบ้าง” ดิฉันอดแปลกใจไม่ได้ว่าเพราะเหตุใดนายตำรวจใหญ่จึงคิดนอกกรอบความจริงในโลกของตำรวจที่ล้วนเห็นพ้องต้องกันว่าความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานของตำรวจนั้นมีเพียงการ วิ่งเต้นหาตั๋ว จากผู้มีอำนาจในวงการต่างๆ มาสนับสนุนตนเท่านั้น หากมีตั๋วสนับสนุนมากเท่าไหร่ก็จะมีโอกาสมากเท่านั้น หรือว่าในยุคนี้มีเพียงตั๋วกับตังค์ก็ยังไม่พอ??

ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข