
วิบากกรรม พรรคการเมือง ภายใต้ พ.ร.ป.พรรคการเมือง 60
นักวิชาการชี้ การออกแบบพ.ร.ป.พรรคการเมือง 60โดยเฉพาะให้ทำไพรมารี่โหวต เป็นการเพิ่มบทบาทของสมาชิกพรรคให้มีส่วนร่วม แต่สภาพสังคมไทยไม่ได้เอื้อให้ทำ
ขนิษฐา เทพจร
ตั้งแต่การประกาศใช้ของ "พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560" ซึ่งเป็นเครื่องมือกำกับการเมือง ผ่านกลไกและกระบวนการของการเลือกตั้ง ของ "รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560" ที่ถูกขนานนามให้เป็น รัฐธรรมนูญปราบโกง และ เป็นมาตรวัดของ "นักการเมือง" ที่จะเข้าสู่ระบบรัฐสภาและการใช้อำนาจรัฐ
การบังคับใช้กฎหมาย ที่ผ่านบททดสอบจาก "การเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไป" เมื่อ 24 มีนาคม 2562 และการจัดการเลือกตั้งซ่อม อย่างน้อยอีก 2 ครั้ง ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในเขต8 และ จังหวัดนครปฐม ในเขต 5 มีภาพประจักษ์ที่ทำให้เห็นเป็นปรากฎการณ์ การใช้กฎหมายไม่เต็มใบ เพราะ ภายใต้การบังคับนั้น มีกฎหมายพิเศษ ซึ่งออกตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้คลายล็อคเงื่อนไขบางประเด็น
กับเรื่องที่เกิดขึ้น ถูกสำรวจและถ่ายทอดเป็นงานวิจัย ผ่านนักวิชาการสายรัฐศาสตร์ชั้นเซียน จาก 2 สถาบัน คือ ศ.ดร. ไชยันต์ ไชยพร นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ร่วมนำเสนอผลงานวิจัย เรื่อง "ความเป็นสถาบันของพรรคการเมืองกับการพัฒนาประชาธิปไตย ศึกษา กรณีพรรรคการเมืองไทยภายใต้ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560" ซึ่งพอจะชี้ให้เห็น ทิศทาง ว่า "พรรคการเมืองไทย จะไปทางไหน" นับจากนาทีนี้
เริ่มประเด็นที่เป็นจุดเริ่มของการวิจัย ดร.ไชยันต์ เกริ่นด้วยว่า ก่อนการรัฐประหาร 2549 จนถึง รัฐประหารปี 2557 พรรคการเมืองเป็นปัญหา ที่ทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพของการเมืองการปกครอง เพราะมีรูปแบบความเป็นพรรค 2 ลักษณะ คือ 1.พรรคการเมืองของคนๆ เดียว ปกครองโดยคนๆ เดียว คือ ให้หัวหน้าพรรคมีสิทธิขาดต่อการส่งบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้ง อาทิ พรรคของ "ทักษิณ ชินวัตร", พรรคชาติไทยพัฒนา ของ "บรรหาร ศิลปอาชา", พรรคชาติพัฒนา ของ "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ" โดยพรรคกการเมืองที่อยู่ในมือของคนๆ เดียว มีอำนาจอยู่ที่คนๆ เดียว ไม่ต่างจากระบอบปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิ์ ทั้งนี้ความเป็นสถาบันพรรคการเมืองไม่ควรถูกผูกขาด
2. พรรคการเมืองถูกผูกขาดอยู่ภายใต้คณะบุคคล ทั้ง คณะกรรมการบริหารพรรค หรือ กลุ่มบุคคลที่มีอำนาจทางการเงินด้วย ซึ่งพรรคการเมืองไทยที่เข้าข่ายลักษณะนั้น คือ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งหัวหน้าพรรคไม่มีอำนาจโดยสมบูรณ์ แต่อยู่ภายใต้มุ้ง หรือ ก๊วน ภายในพรรค ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ตนยังสงสัยว่าเป็นพรรคการเมืองที่เข้าลักษณะแบบใดกันแน่ เพราะยังมองไม่ออก
"การออกแบบรัฐธรรมนูญ ที่ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หรือให้พรรคการเมืองไม่เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง ตามงานวิจัยเชื่อว่าจะทำให้พรรคการเมืองยั่งยืน มีเสถียรภาพ และชอบธรรม ต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ คน ซึ่งมีตำแหน่งผู้นำ หรือ หัวหน้าพรรค, คณะบุคคล ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบบุคคลที่เป็นผู้นำ และฐานมวลชน ซึ่งต้องให้สิทธิ การมีส่วนร่วม แสดงความต้องการ ลงโทษ ชมเชยการทำงานผ่านการลงคะแนนได้ ซึ่งการออกแบบของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 โดยเฉพาะให้ทำการเลือกตั้งขั้นต้น หรือ ไพรมารี่โหวต คือ การเพิ่มบทบาทของสมาชิกพรรค แต่ในข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการเขียนกฎหมาย" ดร.ไชยันต์ กล่าว
ด้าน "อ.สติธร" ให้มุมมองด้วยว่า รัฐธรรมนูญให้สิทธิต่อการตั้งพรรคการเมือง 2 เรื่องสำคัญ คือ การจัดตั้งพรรคให้เป็นสถาบัน และ การส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในพรรค ผ่านข้อกำหนดไพรมารี่โหวต สำหรับ การออกแบบรัฐธรรมนูญ ตามเจตนารมณ์คือการเปลี่ยนแปลงจากพรรคของคนๆเดียว ไปเป็น พรรคของมวลชน ตามความต้องการที่จะปฏิรูปการเมือง
จากผลการศึกษา "อ.สติธร" โฟกัสที่ 27 พรรคการเมือง ที่ได้ ส.ส.เข้าสภาฯ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพรรคการเมืองขนาดใหญ่ คือ มี ส.ส. 50 คนขึ้นไป และ พรรคการเมืองขนาดเล็ก เมื่อนำองค์ประกอบของการสร้างพรรคการเมืองมาพิจารณาพบว่ามี 3 พรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญและสิทธิกับสมาชิกพรรคซึ่งเขียนไว้ในข้อบังคับพรรค ซึ่งรวมถึงการกำหนดสัดส่วนสมาชิกพรรคเป็นองค์ประชุม ซึ่งมีสิทธิต่อการตัดสินใจ คือ พรรคเพื่อไทย, พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคอนาคตใหม่ ขณะที่ภาคปฏิบัติผ่านการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ พบว่าการให้พื้นที่กับสมาชิกพรรค ต่อการขับเคลื่อนและมีส่วนร่วมกับพรรคการเมือง คือ 3 พรรคนั้นเช่นเดียวกัน โดยสมาชิกพรรคนั้นมีความกระตือรือร้นในการทำงาน แต่ขึ้นอยู่กับพื้นที่พรรคที่มีส.ส.ด้วย แต่ในประเด็นไพรมารี่โหวต การเลือกตั้งรอบนี้ไม่สามารถบังคับใช้ได้เต็มรูปแบบ เพราะมี คำสั่ง คสช. ให้ลดขั้นตอน
"หากใช้ไพรมารี่โหวต แบบเต็มรูปแบบในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัคร ส.ส. ต้องตั้งสาขาพรรคให้ได้ 4 สาขา , ตัวแทนพรรคประจำจังหวัดๆ ละไม่ต่ำกว่า 100 คน และต้องมีให้ครบ 350 เขต ดังนั้นพรรคต้องมีตัวแทนประจำจังหวัดซึ่งรวมเป็นยอด 35,000 คน และตามข้อมูลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีพรรคการเมืองที่ทำงานได้จำนวน 85 พรรค ดังนั้นต้องใช้สมาชิกพรรคจำนวนมาก ทั้งนี้อาจจะเกิดปัญหาในการบริหารจัดการได้ เช่น การแย่งประชาชนให้สมัครเป็นสมาชิกพรรค เป็นต้น ดังนั้นหากพรรคการเมืองไม่เร่งหาสมาชิกพรรค ให้มากกว่าปัจจุบันให้ได้มากถึง 3 เท่า ต่อให้การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอีก 3 ปีข้างหน้า หากทำวันนี้ไม่รู้จะทันหรือไม่"
นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า นำเสนอด้วยว่า สำหรับการทำไพรมารี่โหวตในการเลือกตั้งแบบเขต ที่การเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา พบว่าพรรคอนาคตใหม่ ทำไพรมารี่โหวต แต่มีกระบวนการคือ คัดเลือกก่อนส่งให้สาขาพรรคลงมติอีก โดยอ้างว่าเพื่อให้ได้คนที่มีอุดมการณ์เดียวกับพรรค พบว่ามีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้น ดังนั้นกรณีที่พรรคใช้ไพรมารี่โหวตแบบเปิด ปัญหาจะเกิดขึ้นแน่นอน คือ ได้บุคคลที่ไม่ตรงกับอุดมการณ์ของพรรค และอาจเสียความเป็นตัวตนของพรรค รวมถีงปัญหาความเป็นเอกภาพของพรรค โดยเฉพาะการลงมติในสภาฯที่ ส.ส. อาจจะลงมติสวนพรรคได้ ส่วนการทำไพรมารี่โหวตของ ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ข้อดีคือ ให้สมาชิกพรรคเป็นผู้กำหนดลำดับผู้สมัคร ตามการลงคะแนนของสมาชิกพรรคในจังหวัด ดังนั้นนายทุนพรรคไม่มีสิทธิกำหนดอันดับของตนเองได้ตามใจ ซึ่งในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ยังไม่พบพรรคการเมืองใดทำ จึงเป็นสิ่งท้าทายว่าหากทำแบบเต็มรูปแบบจะมีผลลัพธ์เป็นอย่างไร
"ระบบไพรมารี่ที่เห็นผ่านข้อมูล ตัวเลข การปฏิบัติ ข้อบังคับพรรคการเมือง อาจเห็นว่าพื้นที่ของสมาชิกพรรคเพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่ผลการออกแบบของกฎหมาย เพราะพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น เกิดจากระบบเลือกตั้ง, การปรับตัว และยุทธศาสตร์ของพรรคการเมือง เช่น การแตกแบงค์พัน เพื่อหวังผลต่อการชนะเลือกตั้ง รวมถึงมีอุบัติเหตุกับบางพรรคการเมือง ดังนั้นปัจจัยที่ไม่เกิดขึ้นโดยตรงจากพ.ร.ป.พรรคการเมือง ผมมองว่ายังไม่ได้พิสูจน์ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้น ส่งผลต่อการพัฒนาพรรคการเมืองได้อย่างไร ดังนั้นสิ่งที่จะตอบโจทย์เรื่องนี้ คือ 1.แก้ไขทั้งฉบับหรือเฉพาะจุดบกพร่อง หรือ 2.รอเวลาการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ เพราะขณะนี้ยังไม่มีบทพิสูจน์ว่ากลไกที่กำหนดไว้ในกฎหมายพรรคกการเมืองนั้นล้มเหลว" นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า ระบุ
ขณะที่ "นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" มองด้วยว่าระบบเลือกกตั้งตามกฎหมายใหม่กำหนด ยอมรับว่ามีแรงจูงใจให้คนลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยการเลือกตั้งที่ผ่านมาพบผู้สมัคร ส.ส. รวมกว่าหมื่นคน แต่การเลือกตั้งรอบหน้าเชื่อว่าจะพบปรากฎการณ์นั้นจะสวนทาง เพราะจะมีพรรคการเมืองจำนวนที่ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญ คือ การสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง แบบเปิดหน้า
"จะมีคนไทยประเภทไหนที่จะเปิดหน้าสมัครเป็นสมาชิกพรรค เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ ถ่วงดุล ภายในพรรคแบบกลมกลืน และสมดุล เชื่อว่าข้าราชการจะไม่เปิดหน้าเพื่อไปทำไพรมารี่โหวตแน่นอน ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า คนที่จะเปิดหน้าไปทำไพรมารี่โหวตคือคนที่ไม่มีอะไรจะเสียเท่านั้น แม้การทำไพรมารี่โหวตจะเป็นเงื่อนไขจะดี แต่สภาพเศรษฐกิจ สังคมไทย ไม่ได้เอื้อให้ทำ ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นปัญหาและคำถามตามมาได้ นอกจากนั้นการให้บทบาทสมาชิกพรรคกำหนดผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่ยึดเฉพาะเงิน หรือ มีคำถามว่า จะได้อะไร เชื่อว่าสิ่งที่ออกแบบยากจะทำให้สำเร็จ" นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุ
สำหรับปรากฎการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ "อ.ไชยันต์" ตั้งข้อสังเกตว่า การทำไพรมารี่โหวตของพรรค ไม่คาดหวังว่าจะให้ ผู้ลงสมัคร ส.ส. ได้รับเลือกตั้ง แต่ด้วยกระแสไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทำให้ได้ ส.ส.เขต 30 คน และได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ 51 คน แต่เมื่อต้นสัปดาห์พบปรากฎการณ์ที่ สมาชิกพรรคลาออก ทั้งส่วนที่เป็น อดีตผู้สมัคร ส.ส. และ สมาชิกพรรค ซึ่งตนเชื่อว่าเป็นเพราะ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค" ที่ไม่สนใจการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรค ในวลีที่พูดว่า "สนิม" ดังนั้นสิ่งที่จะแก้ไขได้ คือ มอบบทบาท และส่งเสริมการทำงาน ไม่ใช่เอาคนของบริษัทตนเอง เข้ามาทำงานในพรรค หากไม่แก้ไขจะกลายวนไปสู่ปัญหาพรรคการเมืองแบบเก่า ที่บริหารพรรคจากคนเพียงคนเดียว



