
อะไรๆก็จำไม่ได้ 'เสีย' มากกว่า' ดี'... ธนาธร
เจษฎ์ โทณะวณิก แสดงความเห็น บอกว่าไม่รู้ ไม่ทราบ กับการรับรู้ รับทราบ อย่างไหนมีผลดีกว่ากันขึ้นอยู่กับรูปคดี
‘ ไม่ๆๆๆๆๆ’ แทบนับไม่ถ้วน ที่พรั่งพรูออกจากปาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในคดีหุ้น วี-ลัคมีเดีย ที่ไปขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 18 ต.ค. ที่ผ่านมา ในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้พิจารณาว่าความเป็น ส.ส.ของนายธนาธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา101 (6) ประกอบมาตรา 98(3) เนื่องจากถือหุ้นสื่อ บริษัทวี-ลัค มีเดีย จำกัด เข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.หรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องและสั่งนายธนาธร หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.
มาย้อนดูถึงส่วนหนึ่งของคำเบิกความในฐานะพยานของนายธนาธร ต่อศาลฯ
-ไม่เคยเข้าไปบริหารหรือทำธุรกรรมใดๆ ใน บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด
- ไม่ได้ร่วมจัดตั้งบริษัทฯ ไม่ได้ร่วมลงทุนตั้งแต่วันแรก ไม่เคยยุ่งกับกิจการบริษัทฯนี้
-ไม่ทราบหลักการว่า เลิกกิจการ บริษัทฯ ต้องไปจดแจ้งต่อเจ้าพนักงานการพิมพ์
ศาลถาม : โอนหุ้น 8 ม.ค. 2562 ต้องนัดก่อน
- ผมจำไม่ได้จริงๆ ว่าผมนัดหาเสียงไว้ก่อน หรือนัดโอนหุ้นไว้ก่อน
ศาล : ถ้าไม่รู้ มีคนบอกว่า 8 ม.ค. 2562 ต้องไปหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ คุณธนาธรต้องนึกได้ว่าวันที่ 8 ม.ค. นัดโอนหุ้นที่ กทม. ผมจะไปหาเสียงดีกว่า เพราะเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน จะเลื่อนโอนหุ้นวันที่ 8 ม.ค. 2562 ได้ไหม
-ผมจำไม่ได้เลยครับว่า ผมนัดหาเสียงไว้ก่อน หรือนัดการประชุมโอนหุ้นไว้ก่อน ผมจำไม่ได้เลยครับ
ศาล : ค่าซื้อขายหุ้นเป็นเงินเท่าไหร่
- ผมจำไม่ได้ครับ 6 ล้านกว่าหรือยังไง
ศาล : ขอพยานดูเช็คหน่อยแล้วกัน เงินตั้ง 6 ล้าน พยานจำไม่ได้ ผมไม่กล้าเซ็นต์นะ 6 ล้านเนี่ย
- ผมไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินครับ
ศาล : ได้นัดโอนหุ้น ของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ในวันที่ 8 ม.ค. 2562 ไว้ล่วงหน้า ก่อนแล้ว นัดไว้ล่วงหน้านานสักเท่าไหร่ ประมาณเดือนไหน
- “โอย…จำไม่ได้เลยครับ”
ศาล : ขณะที่ได้รับหุ้นวีลัค-มีเดีย 675,000 หุ้นในปี 51 ซื้อมาหรือได้มาโดยเสน่หา
ธนาธร : จำไม่ได้ว่าซื้อจากใคร และจำไม่ได้ว่าหลังซื้อหุ้นมาแล้วได้ไปจดแจ้งไปที่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทหรือไม่
“อะไรๆก็จำไม่ได้ “ ส่ง ผลดี-เสีย ต่อ ธนาธร แค่ไหนหรือไม่
“มันขึ้นอยู่กับรูปคดี บอกว่าไม่รู้ ไม่ทราบ กับการรับรู้ รับทราบ อย่างไหนมีผลดีกว่ากันขึ้นอยู่แต่ละกรณีไป” รศ. ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย เริ่มให้ความเห็นเรื่องนี้กับ“ คมชัดลึกออนไลน์” และว่า แต่ว่าคดีทั่วไปถ้าเป็นกรณีที่คนในฐานะจำเลยสมควรที่จะทราบหรือคนทั่วไปควรจะรู้ แต่ปฏิเสธว่าไม่รู้ เป็นผลลบมากกว่าโดยเฉพาะคนที่มีความรู้หรืออยู่ในสถานะที่สามารถแสวงหาความรู้หรือข้อเท็จจริงนั้นได้ การปฏิเสธก็ย่อมเป็นผลลบมากกว่าบวก
แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเรา แล้วเราบอกว่าไม่ทราบ เป็นเรื่องที่พูดยาก มันก็ต้องดูว่าเป็นคนในสถานะไหน ถ้าเป็นคนไม่รู้ความ ไม่รู้เรื่อง ทำมาค้าขายก็ขาดทุน ตกๆหล่นๆ ทำอะไรก็ไม่ก้าวหน้า ไม่เจริญ ก็พออ้างได้ แต่ถ้าเป็นนักธุรกิจประสบความสำเร็จ ทำงานในระดับที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูง ต้องใช้ความรอบคอบมาก เรื่องที่ไม่ได้ซับซ้อนมากแล้วบอกว่าไม่รู้ ไม่ทราบ จำไม่ได้ อ้างยาก
"อย่างกรณีคุณธนาธร เป็นผู้บริหาร วันๆหนึ่งเซ็นเอกสารจำนวนมากและเซ็นเอกสารทุกวัน แล้วบอกว่าจำไม่ได้ว่าเซ็นเอกสารอะไรไปบ้าง ถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องไม่มีความสำคัญเป็นพิเศษกับชีวิต ไม่ต้องจำอะไรเป็นพิเศษ ก็เป็นไปได้ที่จำไม่ได้ เคยมีอดีตรัฐมนตรีเซ็นเอกสารโครงการหมื่นล้านไปแล้วอ้างต่อศาลว่าจำไม่ได้ เพราะบอกว่าเอกสารที่ให้เซ็นกองเต็มโต๊ะไปหมด ่และสุดท้ายอดีตรัฐมนตรีคนนั้นหลุดคดีไปแต่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างมาก แต่เมื่อนำมาเทียบกับกรณีคุณธนาธร อาจมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง คนคิดจะเล่นการเมืองโดยเฉพาะลงสมัครรับเลือกตั้ง อาจจะต้องพิจารณาเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญๆของผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งว่ามีอะไรบ้าง และอาจจะต้องจับตาดูเรื่องเหล่านั้นและอาจจะต้องบันทึกไว้เป็นพิเศษว่าผู้สมัครรับเลือกตั้ง ควรจะตรวจสอบเรื่องอะไร ควรให้ความสำคัญในเรื่องอะไรบ้าง อาจจะเป็นอย่าง หมวดเจี๊ยบ ว่าก็ได้ โดยเฉพาะเรื่องโอนหุ้น เป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับว่าจะขาดคุณสมบัติหรือมีคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งอาจจะต้องบันทึกว่าโอนหุ้นไปเมื่อไหร่ อีกทั้งที่ผ่านมาการอธิบายของคุณธนาธรในหลายๆครั้งทั้งเรื่องการตั้งพรรคการเมือง เรื่องหุ้น คุณธนาธร ก็แจงได้หมด ตัวเองรู้หมด และคุณธนาธร มักพูดว่าทำอะไรก็ให้นักกฎหมายดูแล้ว ไม่ผิดพลาดหรอก ซึ่งการพูดแบบนี้เป็นการผูกมัดตัวเองในระดับสูง
(ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง หรือ หมวดเจี๊ยบ แสดงความเห็นกรณี นายธนาธร เข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญคดีหุ้นสื่อ ว่า นายธนาธร ควรต้องเอาพยานหลักฐานไปแสดงต่อศาลเรื่องการถือหุ้นสื่อ แต่ก็แปลก เพราะพอเป็นเรื่องของตัวเอง นาย ธราธร กลับอ้างว่าจำเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ได้เลย แม้แต่เรื่องง่าย ๆ ที่คนมีสติสัมปชัญญะ โดยเฉพาะคนที่คิดการใหญ่ถึงขั้นเสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ ควรต้องจดจำ เพราะเป็นเรื่องกติกาในการลงสมัครรับเลือกตั้ง เช่น ตัวเองโอนหุ้นก่อนหรือหลังกำหนดวันหาเสียง นาย ธราธร กลับอ้างว่าจำไม่ได้ว่าตัวเองทำอะไรก่อน-หลัง)
ทั้งหมดนี้คือ การให้ความเห็นส่วนตัวของ ดร.เจษฎ์ ในฐานะนักกฎหมายคนหนึ่ง สุดท้ายก็ขึ้นกับดุลยพินิจของศาลฯ
บ่าย 2 ของวันที่ 20 พ.ย.จะเป็นวันชี้ชะตาเส้นทางการเมืองของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”



