คอลัมนิสต์

สร้างความเป็นธรรมให้นักลงทุน

สร้างความเป็นธรรมให้นักลงทุน

28 ต.ค. 2562

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม 2562

 

 


          นับเป็นอีกหนึ่งข่าวดีของประเทศหลังจากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้เผยแพร่การจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจประจำปี 2563 (Doing Business 2020) ของประเทศต่างๆ รวม 190 ประเทศ ปรากฏว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 21 ดีขึ้น 6 อันดับ จากอันดับที่ 27 ในปีที่แล้ว โดยประเทศไทยได้รับคะแนน 80.10 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1.65 คะแนน ถือเป็นอันดับที่ดีที่สุดของไทยในรอบ 6 ปี และมีคะแนนขึ้นมาใกล้เคียงกับประเทศสิงคโปร์ ซึ่งอยู่อันดับที่ 2 ที่ 86.20 คะแนน และมาเลเซีย ซึ่งอยู่อันดับที่ 12 ที่ 81.50 คะแนน ซึ่งอันดับที่ดีขึ้นน่าจะเป็นผลจากความพยายามของภาครัฐในการดำเนินมาตรการต่างๆ ทั้งความพยายามลดขั้นตอนการขออนุมัติ หรือการนำระบบดิจิทัลเข้ามาให้บริการภาครัฐ รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องกับบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ดีขึ้น รวมถึงการคุ้มครองผลประโยชน์ของนักลงทุน

 

 

          รายงานฉบับนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของประเทศไทยในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจในรอบปีที่ผ่านมา โดยด้านที่ไทยได้รับอันดับดีขึ้นและคะแนนสูงขึ้นมีอยู่ 2 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการขออนุญาตก่อสร้างที่มีอันดับดีขึ้นจาก 67 ที่ 71.86 คะแนน ในปีที่แล้ว เป็นอันดับที่ 34 ที่ 77.30 คะแนน ในปีนี้ เป็นผลมาจากการดำเนินการลดขั้นตอนในการขออนุญาตก่อสร้างลงจาก 19 ขั้นตอน เหลือ 14 ขั้นตอน และลดระยะเวลาดำเนินการลงจาก 118 วัน เหลือ 113 วัน และ 2.ด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อยโดยประเทศไทยมีอันดับที่ดีขึ้นจาก 15 ที่ 75.00 คะแนนในปีที่แล้ว เป็นอันดับที่ 3 ที่ 86.00 คะแนนในปีนี้ จากคะแนนด้านการคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นจาก 8 คะแนน เป็น 9 คะแนน โดยมีคะแนนเต็มอยู่ที่ 10 คะแนน


          ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมกับการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจประจำปีที่อันดับของเราดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้วางเป้าหมายจะขยับไปอยู่อันดับ 1 ใน 20 ของโลก โดยปีนี้คะแนนที่ได้เพิ่มมาก คือ ในส่วนของ ก.ล.ต. ปีต่อๆ ไปจะทำในเรื่องที่มีผลต่อคะแนนการจัดอันดับเพื่อให้ไทยขยับเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงเรายังจำเป็นต้องดำเนินการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้มีความสะดวกและเอื้อต่อการแข่งขันของผู้ประกอบการในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ในระยะยาว และผลประโยชน์จากการปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะนำมาซึ่งการเพิ่มการลงทุนและมีการจ้างงานคุณภาพมากขึ้นในอนาคต




          ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนทั้งจากสงครามการค้าสหรัฐกับจีน เบร็กซิต และจากอัตราแลกเปลี่ยน ทุกประเทศกำลังปรับตัวและหามาตรการรองรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ไม่เว้นแม้รัฐบาลไทยที่ได้วางโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อจะช่วยทำให้นักลงทุนที่ทำธุรกิจอยู่แล้วภายในประเทศมีแผนขยายการลงทุน ขณะเดียวกันก็จะดึงนักลงทุนรายใหม่ๆ เข้ามาด้วย ขณะที่การแข่งขันของประเทศคู่แข่งที่แม้จะอยู่ในอันดับต่ำกว่าเราแต่ก็ได้มีการปรับตัวไม่แพ้เรา เพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาอย่างเงียบๆ จึงเป็นเรื่องที่เราต้องไม่หลงละเลิงและต้องเร่งสร้างปัจจัยอื่นๆ รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศให้ครอบคลุมในหลากหลายด้าน เพื่อให้นักลงทุนเห็นว่าหน่วยงานภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีการดำเนินงานอย่างโปร่งใสเป็นธรรมด้วย