คอลัมนิสต์

ส่งซีพียูให้ไอซีทีแกะรอยฮั้วประมูลจยย.สายตรวจ

ส่งซีพียูให้ไอซีทีแกะรอยฮั้วประมูลจยย.สายตรวจ

26 พ.ย. 2552

กองปราบฯส่งซีพียูให้ไอซีทีแกะรอยฮั้วประมูล จยย.สายตรวจ มูลค่า 1.1 พันล้าน จ่อสอบนายตำรวจยศ "พล.ต.ท.-พ.ต.ท." คาดเอี่ยวทุจริต ด้านรอง ผบช.น.ร้อนตัวปัดเกี่ยวข้อง ยันแค่กำหนดสเปก

 ความคืบหน้าภายหลัง พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รรท.รอง ผบช.ก.) และ พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รักษาราชการแทนผู้บังคับการกองปราบปราม (รรท.ผบก.ป.) นำหมายศาลเข้าตรวจค้น 4 จุด คือ 1.บ้านนายบัณฑูร สุภัควณิช อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง 2.บ้าน พ.ต.อ.รวมนคร ทับทิมธงไชย อดีตนายตำรวจ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อาร์.เอ็น.ที.เทเลวิชั่น จำกัด 3.บริษัท มิลเลนเนี่ยม มอเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ยี่ห้อไทเกอร์ และ 4.บริษัท อีซูซุ สยามซิตี้ จำกัด เนื่องจากเชื่อว่าอาจมีส่วนเชื่อมโยงในการฮั้วประมูลโครงการจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจ ขนาด 200 ซีซี จำนวน 19,147 คัน มูลค่า 1,144,990,600 บาท ของสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น

 ล่าสุด เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ต.อ.สุพิศาล ให้พนักงานสอบสวนทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในการช่วยตรวจพิสูจน์ข้อมูลในภายเครื่องซีพียู คอมพิวเตอร์ 6 เครื่อง ที่ตรวจยึดมาจากบริษัท อีซูซุ สยามซิตี้ จำกัด โดยเฉพาะข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งสัญญาการประมูล หรือข้อมูลต่างๆ ที่อาจเกี่ยวข้องระหว่างบริษัทกับหน่วยงานรัฐ ส่วนเอกสารหลักฐานอื่นๆ ที่ยึดมาจากบ้านของ พ.ต.อ.รวมนคร ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบอีกสักระยะ

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พยานบุคคล 2 คน คือ นายบัณฑูร และนางปราณี ศุกระศร รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ตำรวจออกหมายเรียกให้มาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ มีตัวแทนของทั้งสองติดต่อพนักงานสอบสวนแล้ว แต่เป็นเพียงการสอบถามถึงสาเหตุที่ถูกเรียกตัวเท่านั้น ว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีนี้ได้อย่างไร แต่พยานทั้งสองปากยังไม่มีการยืนยันว่าจะเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนตามวันเวลาที่นัดหมายหรือไม่ นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้ออกหมายเรียก น.ส.รัชนก แจ๊ะซ้าย กรรมการบริษัท ไทเกอร์ มอเตอร์ จำกัด กับพวก ให้มาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 4 ธันวาคมนี้

 มีรายงานอีกว่า หลังจากพนักงานสอบสวนตรวจสอบเอกสาร และหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และมีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องจากบริษัทเอกชน และพยานแวดล้อมอื่นๆ มาสอบปากคำแล้ว พนักงานสอบสวนจะนำมาพิจารณาอีกครั้งว่าจำเป็นต้องเชิญนายตำรวจตั้งแต่ระดับ พล.ต.ท. จนถึง พ.ต.ท. อีกกว่า 10 นาย มาสอบปากคำด้วยหรือไม่

 ด้าน พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) รับผิดชอบงานด้านการจราจร กล่าวถึงการจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจและจราจรจำนวน 19,147 คัน ว่า เป็นการดำเนินการตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่กำหนดให้ซื้อรถจักรยานยนต์ใช้ในราชการเป็นรถขนาด 200 ซีซี ขึ้นไป เน้นเรื่องของศูนย์ซ่อมบริการที่มีอยู่ทั่วทุกจังหวัดเป็นหลัก

 "ขอยืนยันว่า การดำเนินงานกำหนดสเปกของรถนั้น เป็นไปตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกอย่าง ส่วนกรณีที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้เป็นเรื่องของการจัดซื้อและการตรวจรับ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องและอยู่คนละส่วนกัน ที่ผ่านมาผมมีหน้าที่เป็นเพียงผู้ดูแลในเรื่องกำหนดสเปกเท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อและตรวจรับ" พล.ต.ท.ภาณุกล่าว

 รอง ผบช.น.กล่าวอีกว่า ตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างในรูปแบบของประมูลนั้น บางครั้งอาจได้ของที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ เพราะใช้ราคาต่ำในการประมูลเป็นหลัก ไม่เหมือนกับระบบการเช่าจากภาคเอกชนที่สามารถกำหนดคุณภาพเองได้ เหมือนกรณีของรถเมล์ 4,000 คัน ที่มีการเช่าซื้อทางบริษัทที่เป็นเจ้าของจะเป็นผู้ดูแลให้บริการซ่อมแซมหลังการใช้ตลอดเวลาจนกว่าจะหมดสัญญาเช่า หน่วยงานของรัฐไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

 "ส่วนการดำเนินคดีต่างๆ ไม่มีผลต่อการใช้รถของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะซื้อขาดไปแล้ว คงไม่มีการยึดคืน การจะเอาผิดกับใครเป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฟ้องร้องดำเนินคดีกันเอง ไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการกำหนดสเปก" พล.ต.ท.ภาณุกล่าว

 "ปทีป" ยันตั้งกรรมการสอบทุจริตจยย.แล้ว

 พล.ต.อ.ปทีป  ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณี ตำรวจกองปราบปรามเข้าค้นบ้านพักของอดีต ผบ.สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และ พ.ต.อ.รวมนคร   ทับทิมธงไชย ผู้บริหารบ.อาร์เอ็นทีจำกัดและอดีตนายตำรวจชื่อดัง  เพื่อ หาหลักฐานการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างรถจักรยานยนต์สายตรวจของ ตร.ว่า ขณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามไม่ได้รายงานอะไรให้ตนทราบ เพราะเป็นการดำเนินคดีไปตามปกติ แต่เท่าที่ตนทราบก็เป็นคดีเรื่องการจัดซื้อรถจักรยานยนต์ ที่มีผู้ไปร้องทุกข์ที่กองปราบปราม  ถือว่าเป็นการดำเนินคดีไป ตามปกติ ส่วนเรื่องมูลค่าความเสียหายนั้น ถือว่ายังพิสูจน์ไม่ได้ แต่คดีนี้ เท่าที่จำได้เกิดในสมัยที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส เป็นผบ.ตร. ในปี 2550  และมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกัน โดยมี นายจุฑาธวัช  อินทร สุขสี อดีต ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ แต่ตนก็ไม่รู้จบอย่างไร เพราะตอนนั้นตนไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอะไร  ส่วนเรื่องทางการสอบสวนทางวินัยนั้น มีการตั้งคณะกรรมการเช่นกัน

เมื่อถามว่า ทางตร. ต้องตรวจสอบด้วยหรือไม่ว่า มีข้าราชการตำรวจระดับอี่นที่มีอำนาจในการทำทำสัญญา  เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ต้องรอดูผลการสืบสวนของคณะกรรมการ ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช  อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของ ผบ.ตร.   เป็นผู้แต่งตั้ง  ซึ่งเรืองนี้ น่าจะอยู่ที่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  สำหรับโครงการจัดซื้อรถจยย.นั้น ทางตร.ได้จ่ายเงินไปหมดแล้ว และผ่านมา 2 ปีแล้ว

เมื่อ ถามว่าทาง ตร. จะต้องลงไปกำชับการทำงานของพนักงานสอบสวน กองปราบปรามหรือไม่ พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ในทางวินัยก็มีการตั้งคณะกรรมการมาก่อนนี้แล้ ว ส่วนคดีอาญาก็มีคนไปแจ้งความที่กองปราบปราม ซึ่งทางกองปราบปรามก็ดำเนนินการไปและปล่อยให้ทั้งส่วนนี้ เดินหน้าต่อไป 

เมื่อ ถามว่า ทางตร. ต้องตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงไปกำกับดูแลคดีนี้ทั้งทางอาญาและวินัย ด้วยหรือไม่ พล.ต.อ.ปทีป กล่าวต่อว่า โดยระเบียบแล้ว การตั้งสอบวินัย ซ้อนวินัยนั้นทำไม่ได้  คือวินัย ก็ตั้งแล้ว โดยนายกสมัคร ตั้งอดีตปลัดกระทรวงแรงงานแล้วและทางอาญาก็มีกองปราบ ก็มีหัวหน้าพนักงานสอบสวนอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องให้ใครไปดูแล ก็ดำเนินคดีไปตามปกติ 

ส่วนกรณีมีกระแสข่าว การเปิดเผยชื่อ พล.ต.ท.   ป. ซึ่งใกล้ชิดกับพล.ต.อ.ปทีป รวมอยู่ด้วยนั้น คิดว่าเป็นการดิสเครดิตหรือไม่ พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า       เมื่อ ยังตอบไม่ได้ว่า พล.ต.ท.ป คนนี้เป็นใคร ตนก็ตอบอะไรไม่ได้ แต่ขณะนี้กองปราบปรามเขาดำเนินการตามสำนวนสอบสวน อย่างเพิ่งไปคาดเดาอะไร เมื่อผลการสอบสวนเป็นอย่างไรก็เอาตรงนีไปดำเนินการ  โดยยืนยันว่าหากสอบสวนแล้ว มีตำรวจระดับสูงเกี่ยวข้องนั้น จะไม่มีการช่วยเหลือกัน ทุกอย่างว่าไปตามข้อเท็จจริง ไม่มีการปกป้อง  และไม่เคยมองว่า คดีนี้ จะเกี่ยวโยงกับการเมือง

" เรื่องนี้ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างเสร็จไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2550 มีการอนุมัติจ่ายเงินส่งมอบสินค้าและนำสินค้ามาใช้แล้ว ขั้นตอนทุกอย่างจบไปหมดแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้ยืนยันว่าไม่มีการทุจริตเรื่องนี้ก็ต้องอยู่ที่กองปราบปราม เป็นผู้สอบสวน"รรท.ผบ.ตร.กล่าว