
รอยทางกลางภูไพร
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเดินทางล่องใต้ ตามคำเชิญของเพื่อนพ้องเอ็นจีโอที่อยากให้ไปพูดกับผู้นำชุมชนที่สงขลา พอเสร็จงานก็กลับมาขึ้นเครื่องบินที่สนามบินหาดใหญ่
บังเอิญเจอ "มิตรร่วมรบ" ที่มาช่วยงานราชการใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เลยถือโอกาสเสวนาเรื่องสถานการณ์ความไม่สงบที่ปลายด้ามขวาน
ในฐานะที่เพื่อนผมลงไปคลุกคลีอยู่กับทหารหาญมาตั้งแต่ปี 2548 เขาบอกกับผมสั้นๆ "สงครามครั้งนี้ยังอีกยาวไกล"
ทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร กว่า 6 หมื่นคน ทำได้อย่างเก่งก็แค่เป็น "ยาม" เฝ้าดูแลความสงบเท่านั้น
ตราบใดที่รัฐบาลและฝ่ายทหาร ยังไม่เข้าใจคำว่า "การเมืองนำการทหาร" อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การถอดถอนบทเรียนมาจากยุคสงครามเย็น
อันเป็นยุคที่รัฐบาลทำสงครามในเขตชนบทเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว และการเมืองนำการทหาร พ.ศ.โน้น มันทำง่ายไม่ซับซ้อน แต่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีเรื่องที่ต้องแก้ไขมากกว่าปัญหาความยากจน
สรุปสั้นๆ อีกครั้ง การเมืองนำการทหารที่ชายแดนใต้ ไม่ได้แก้ด้วยงานสังคมสงเคราะห์ หรือการถมงบฯ พัฒนาสารพัดโครงการเข้าไปในพื้นที่
เมื่อพูดถึงเรื่อง "สงครามลัทธิประหลาด" ทำให้นึกได้ว่า วันก่อนมิตรร่วมรบอีกคนหนึ่งโทรศัพท์มาจากอุดรธานี ผมจำเสียงจากปลายสายทางโน้นได้แม่นยำคือ สหายฟันเฟือง
ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ประมาณ 4 เดือน เราเคยเรียนร่วมกันที่โรงเรียนการเมืองการทหารบนเทือกเขาภูพาน และหลังจากนั้นก็แยกย้ายกันไปทำงานตามเขตงานเดิมของตัวเอง ผมกลับภูสระดอกบัว สหายฟันเฟืองก็มุ่งหน้าไปดงมูล
และในวันที่ 8-9 มีนาคมนี้ เพื่อนเก่าชาวดงมูล ได้ร่วมกันจัดงานทำบุญบรรจุอัฐิสหายผู้เสียสละชีวิต ณ อนุสรณ์สถานนักรบประชาชนดงมูล บริเวณใกล้กับวัดถ้ำไทรทอง ต.ดงมูล อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์
ในอดีตดงมูล เป็นป่าดิบดงดำที่ทอดยาวมาจากเทือกภูพานตะวันตก จึงเหมาะแก่การเป็นที่มั่นของหน่วยจรยุทธ์ ของกองทัพปลดแอกฯ แต่ระหว่างปี 2521-2523 รัฐบาลสมัยนั้นเปิดแนวรุกทางการเมือง เร่งพัฒนาหมู่บ้านรอบๆ ดงมูล พร้อมกับส่งเสริมให้ชาวบ้านบุกรุกป่ามาขยายพื้นที่ทำกิน
ด้วยการเข้ามาจับจองถางป่าเป็นที่ทำกิน ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกอ้อย ฯลฯ นัยว่านี่แหละคือ การเมืองนำการทหารในทางยุทธศาสตร์ และ "บ้านล้อมป่า" ในทางยุทธวิธี
ครั้นสงครามยุติ ดงมูลก็ไม่เหลือสภาพผืนป่าขนาดใหญ่ และมีชุมชนใหม่ๆ เกิดขึ้นมาแทนที่ อดีตชาวนาแดงก็เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เขตจรยุทธ์เก่าแห่งนี้
แต่ "สงครามชีวิต" ในยุคบริโภคนิยมต่างจากสงครามสู้รบในป่าเขา มันหนักหน่วงและรุนแรงถึงขั้นที่ดินชาวบ้านผู้จับจองผืนป่ามาก่อน ต้องหลุดลอยไปเป็นของนายทุนไร่อ้อย
วันนี้จึงมีอดีตนักรบดงมูลกลุ่มหนึ่งเรียกร้องต่อรัฐบาล ให้จัดสรรงบประมาณมาซื้อที่ดิน เพื่อให้ชาวนาผู้ไร้ที่ดินทำกินได้สร้าง "ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง" ขึ้นมา
เนื่องจากพวกเขาตระหนักดีว่า ถ้าไม่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ก็ยากที่จะยืนอยู่ได้อย่างยั่งยืน
เพราะสงครามชีวิตหลังป่าแตก มันสูญเสีย และ "เสียศูนย์" ยิ่งกว่าการสู้รบกลางสมรภูมิเลือดดงมูลเสียอีก
แคน สาริกา



