คอลัมนิสต์

เพิ่มโทษ 6 ล้านบาท เบื้องลึก..ไทยหลุดบัญชีดำไซเตส

เพิ่มโทษ 6 ล้านบาท เบื้องลึก..ไทยหลุดบัญชีดำไซเตส

03 ก.ย. 2562

โดย... ทีมข่าวรายงานพิเศษ

 


 

          ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาล “บิ๊กตู่” แสดงความดีอกดีใจที่ไทยหลุดออกจาก “บัญชีดำไซเตส” หลังโดนตีตรามานานกว่า 5 ปี นับเป็นช่วงที่หวาดเสียวเป็นอย่างยิ่ง เพราะบทลงโทษคือ “โดนคว่ำบาตรการค้า” ห้ามซื้อขายนำเข้าสินค้าสัตว์ป่าพืชป่าจากไทย อาจสร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท....กว่าจะหลุดพ้นมาได้รัฐไทยต้องทำอะไรบ้าง และจากนี้ไปถือว่าไทยปลอดภัยจากบัญชีดำจริงหรือไม่?

 

 

          “ไซเตส” (CITES) หรือ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2518 มีประเทศเข้าร่วมแล้ว 183 ประเทศ รวมถึงไทยแลนด์ที่ให้สัตยาบันไว้เมื่อ 21 มกราคม 2526 ที่ผ่านมา ไทยถูกจับตามองมาตลอดว่าเป็นแหล่งลักลอบซื้อขายสัตว์และพืชที่ใกล้สูญพันธุ์จำนวนหลายชนิด โดยเฉพาะการฆ่าช้างเพื่อเอา “งา” ไปขาย จนงาช้างไทยแทบหมดป่าต้องไปออเดอร์ของแอฟริกาและประเทศเพื่อนบ้านมาซื้อขายแทน แม้ถูกแจ้งเตือนหลายครั้งแต่รัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่ได้สนใจแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

 

 

เพิ่มโทษ 6 ล้านบาท เบื้องลึก..ไทยหลุดบัญชีดำไซเตส

 


          จนกระทั่ง 5 ปีที่แล้ว ไทยถูกขึ้นบัญชี “แบล็กลิสต์ไซเตส” หรือบัญชีดำ เพราะเป็นหนึ่งในประเทศที่ทำให้ช้างแอฟริกาถูกฆ่าตัดงากว่าปีละ 2 หมื่นเชือก หากไม่แก้ไขจะโดนลงโทษสูงสุด คือประเทศทั่วโลกจะ "คว่ำบาตรการค้าเชิงพาณิชย์ของสินค้าทุกประเภทที่อยู่ในความควบคุมของอนุสัญญาไซเตส" ซึ่งมีรายชื่อกว่า 3 หมื่นชนิดเช่น กล้วยไม้ นก จระเข้ หนังสัตว์ ไม้มีค่า ฯลฯ
 

          ย้อนไปในอดีต ไทยเคยถูกไซเตสคว่ำบาตรมาแล้วในปี 2534 เพราะไม่สนใจทำบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครองตามที่ไซเตสแนะนำ ส่งผลให้ประเทศสมาชิกกว่าร้อยประเทศยกเลิกการสั่งเข้า กล้วยไม้ทุกชนิดจากไทย กระเป๋าหนัง เครื่องหนังต่างๆ โดยไม่สนใจว่ามาจากป่าหรือไม่ ประเมินค่าเสียหายช่วงเวลานั้นประมาณ 2 พันล้านบาท 

 

 

 

เพิ่มโทษ 6 ล้านบาท เบื้องลึก..ไทยหลุดบัญชีดำไซเตส


 
          จากประสบการณ์ในอดีตทำให้รัฐบาลยุค คสช. ต้องรีบออกมาตรการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนตามที่ “ไซเตส” กำหนดเวลามาให้ โดยลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดังนี้
 

          ปี 2550–2555 กลุ่มเครือข่ายต่อต้านการค้าสัตว์ป่าร่วมมือกันแกะรอยจับกุม “งาช้างแอฟริกา” ส่งเข้าไทยหลายคดีต่อเนื่อง แต่ละครั้งยึดได้หลายร้อยงา บางคดีพบงาช้างขนาดใหญ่รวมกันไม่ต่ำกว่า 500 กิโลกรัม ทำให้ไทยถูกจัดเป็นประเทศที่อยู่ใน “เส้นทางการนำเข้า เส้นทางผ่าน และเส้นทางส่งออก” งาช้างผิดกฎหมายรายใหญ่ของโลก


          ปี 2557 “ไซเตส” ลงมติจับ “ไทย” ขึ้นบัญชีดำกลุ่ม 1 หรือ “กลุ่มน่ากังวลสูงสุด ประเทศที่มีปัญหาการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายอย่างรุนแรง” (Primary Concern) กลายเป็น 1 ใน 8 ประเทศที่โดนพร้อมกันคือ ฟิลิปปินส์ จีน เวียดนาม มาเลเซีย เคนยา แทนซาเนีย และอูกันดา พร้อมให้เวลา 1 ปีเพื่อแก้ปัญหา ไม่เช่นนั้นจะโดนคว่ำบาตรจากนั้นมารัฐบาลพยายามผลักดัน แผนปฏิบัติการงาช้างแห่งประเทศไทย (Thailand's National Ivory Action Plan (NIAP) 

 

 

เพิ่มโทษ 6 ล้านบาท เบื้องลึก..ไทยหลุดบัญชีดำไซเตส

 


          ปี 2558 “ไซเตส” แสดงความพอใจหลังไทยประกาศกฎหมายใหม่ พ.ร.บ.งาช้าง พ.ศ.2558 และเพิ่มให้ “ช้างแอฟริกา” เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535 ยิ่งไปกว่านั้นยังปรับปรุงบทลงโทษและวิธีการจดทะเบียนรูปพรรณช้างเลี้ยงของไทย พร้อมทั้งการสั่งปราบปรามจับกุมงาช้างที่ผ่านเข้ามาตามด่านท่าเรือและด่านศุลกากรต่างๆ


          เนื่องจากที่ผ่านมาบทลงโทษคดีสัตว์ป่าคุ้มครองมีโทษเพียงปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาทหรือจำคุกไม่เกิน 4 ปี ส่วนกฎหมายนำเข้าหรือส่งออกสินค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายโทษเพียงปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี ทำให้เครือข่ายแก๊งค้าสัตว์ป่าและงาช้างข้ามชาติไม่ได้มีความกลัวเกรง 


          แต่หลังจาก 21 มกราคม 2558 ที่ “พ.ร.บ.งาช้าง” บังคับใช้ กำหนดให้ ผู้ประกอบกิจการหรือครอบครองงาช้างต้องแจ้งขออนุญาต และถ้าใครค้างาช้างผิดกฎหมายจะโดนโทษจำคุก 3 ปีปรับ 6 ล้านบาท พร้อมระบุให้ต้องจ่าย “ใบอนุญาตค้างาช้าง” ฉบับละ 5 หมื่นบาท
  

          นั่นคือหนึ่งในเบื้องลึกที่คณะกรรมการไซเตสรู้สึกพอใจเป็นอย่างมากที่รัฐไทยเพิ่มค่าปรับจากหลักหมื่นบาทเป็น 6 ล้านบาท


          จากนั้นเดือนตุลาคมปี 2559 “ไซเตส” ปรับลดสถานะไทยจากบัญชีดำกลุ่ม 1 มาเป็นกลุ่มที่ 2 หรือกลุ่มน่ากังวลระดับรอง (Secondary Concern) หมายความว่า ยกสถานะขึ้นมาแต่ยังไม่ปลดล็อก ทำให้ไทยต้องรีบจัดการปราบปรามตามกฎหมายงาช้างที่ออกใหม่

 

 

 

เพิ่มโทษ 6 ล้านบาท เบื้องลึก..ไทยหลุดบัญชีดำไซเตส

 


          ปี 2560 กรมศุลกากรรายงานสถิติการจับกุมตรวจยึด “งาช้าง” และสินค้าจากงาช้างได้ 16,730 ชิ้น น้ำหนักรวม 75 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 7.5 ล้านบาท เมื่อรวมกับข้อมูลจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ระบุว่าหลังใช้ “แผนปฏิบัติการงาช้าง” พบว่าช่วงปี 2557-2561 มีการตรวจยึดงาช้าง 43 คดี ปริมาณงาช้างของกลางมากกว่า 4.5 ตัน สร้างความพอใจให้คณะกรรมการไซเตสเป็นอย่างมาก
 

          ในที่สุดการประชุมสมัยสามัญไซเตสครั้งที่ 18 (CITES COP18) วันที่ 24 สิงหาคม 2562 มีมติถอดไทยออกจากกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการค้างาช้างผิดกฎหมายหมายความว่า “หลุดจากบัญชีดำ” เรียบร้อยแล้ว


          ข่าววงในแจ้งว่า... นายกฯ บิ๊กตู่ ปลื้มปีติเรื่องนี้มาก ฟังแล้วยิ้มแย้มอารมณ์ดีทันที แตกต่างจากสีหน้าบึ้งตึงเวลาฟังแต่ข่าวอื่นๆ มาตลอดทั้งอาทิตย์


          อย่างไรก็ตามตัวแทนเครือข่ายนักอนุรักษ์สัตว์ป่าในประเทศไทย ก็ยังไม่รู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจมากนัก เพราะไม่แน่ใจว่าคดีจับกุมงาช้างแอฟริกา ที่เริ่มลดจำนวนลงเรื่อยๆ นั้น เกิดจากการปกปิดข้อมูลเพื่อไม่ให้เป็นคดีดังขายหน้าชาวโลก หรือ เป็นเพราะกฎหมายและการปราบปรามที่เข้มงวดมากขึ้น


          "เมื่อไซเตสปลดได้ ก็ขึ้นบัญชีดำใหม่ได้เหมือนกัน บางครั้งการปรับปรุงให้กฎหมายเพิ่มโทษมากขึ้นก็ยิ่งทำให้เงินสินบนต้องจ่ายเพิ่มขึ้นด้วย อยากให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่านี้เพราะที่ผ่านมาเหมือนทำกันเฉพาะเจ้าหน้าที่ไม่กี่คน ข้อมูลการสืบสวนจนเอาผิดหัวหน้าแก๊งค้าสัตว์ป่าหรือซากสัตว์ป่าก็ไม่ค่อยมี เห็นแต่จับลูกน้องตัวเล็กๆ และไม่ควรเข้มงวดเฉพาะงาช้างแอฟริกาเท่านั้น ยังมีสัตว์ป่าและพืชป่าหายากหลายชนิดที่เสี่ยงสูญพันธุ์เพราะการลับลอบซื้อขายอย่างต่อเนื่อง" ตัวแทนนักพิทักษ์สัตว์ป่าข้างต้นกล่าวแนะนำ

 

 

เพิ่มโทษ 6 ล้านบาท เบื้องลึก..ไทยหลุดบัญชีดำไซเตส

 


          หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฉบับล่าสุด” ที่จะบังคับใช้เดือนพฤศจิกายน 2562 โดยเพิ่มโทษจำคุก 10-20 ปี และปรับอย่างน้อย 1-2 ล้านบาทจะช่วยให้สิ่งแวดล้อมในโลกใบนี้ได้รับความคุ้มครองมากขึ้น รวมถึงคนไทยต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา อย่ามอบภาระให้ “เจ้าหน้าที่” ทำงานลำพังอย่างโดดเดี่ยว..
 

          เพิ่มโทษ 6 ล้านบาท เบื้องลึก..ไทยหลุดบัญชีดำไซเตส      3 กลุ่ม “บัญชีดำไซเตส”
          กลุ่ม 1 “น่ากังวลสูงสุด” (Primary Concern) พบการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายอย่างรุนแรง
          กลุ่ม 2 “น่ากังวลระดับรอง” (Secondary Concern) ได้รับผลกระทบจากการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย
          กลุ่ม 3 “เฝ้าระวังจับตามอง” (Importance to watch)  มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ