คอลัมนิสต์

ทุกข์ยากยาวนานของเกษตรกร

ทุกข์ยากยาวนานของเกษตรกร

28 ส.ค. 2562

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 28สิงหาคม 2562

 

 

          มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดล่าสุดที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า เรื่องแรกก็คือ มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร อันเนื่องมาจากปัญหาภัยแล้ง 13 จังหวัด จำนวน 909,040 ราย ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประกอบด้วย ปรับลดดอกเบี้ย สำหรับหนี้เงินกู้ไม่เกิน 300,000 บาทแรก ระยะเวลา 1 ปี สินเชื่อใหม่ ได้แก่ สินเชื่อฉุกเฉิน รายละไม่เกิน 50,000 บาท วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท สินเชื่อฟื้นฟูและซ่อมแซมความเสียหาย รายละไม่เกิน 500,000 บาท วงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท ขยายระยะเวลาชำระหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. และสนับสนุนต้นทุนการผลิตเพื่อปลูกข้าวนาปีไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่

 


          ปัญหาภัยแล้ง และน้ำท่วมที่เกิดขึ้นติดต่อกันมานานหลายปี ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในภาคเกษตรกรรมลดลง หรือเพิ่มขึ้นบ้างในอัตราชะลอตัว จากการประเมินด้วยตัวเลขต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา แม้จะพบว่าภาคเกษตรกรรมมีปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุน อย่างเช่น การดำเนินนโยบายด้านการเกษตรเพื่อปฏิรูปภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม แต่ในขณะเดียวกัน นับตั้งแต่นั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จะต้องเข้าสู่หน้าฝนซึ่งเป็นฤดูกาลผลิต โดยเฉพาะในภาคการเพาะปลูกกลับประสบปัญหาภัยแล้งยาวนาน ตามด้วยน้ำท่วมในบางพื้นที่สร้างความเสียหายให้แก่ผลผลิตอย่างหนัก เมื่อประเทศไทยต้องประสบปัญหาจากความผันผวนจากภาวะเศรษฐกิจโลกซ้ำเติมอีกด้าน ก็จำเป็นต้องมีมาตรการรับมือและบรรเทาความเดือดร้อนเพิ่มเติมและเท่าทัน

 


          สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งนั้น พิจารณาจากตัวเลขปริมาตรการกักเก็บน้ำในอ่างของเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศอยู่ที่ 39,150 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)  หรือคิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่าง ทัั้งหมด แต่เขื่อนหลักๆ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนของภาคเกษตร เขตชลประทานภาคกลางยังถือว่าอยู่ในภาวะวิกฤติ คือ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม เขื่อนภูมิพลมีปริมาตรน้ำในอ่าง 4,690 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 35 ของความจุอ่าง เขื่อนสิริกิติ์ กักเก็บ 4,404 ล้านลบ.ม, หรือร้อยละ 46 ของความจุ เขื่อนแควน้อยฯ มีน้่ำในอ่างเก็บแค่ 202 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 21 ส่วนเขื่อนป่าสักฯเหลือน้ำขอดก้นอ่างที่ 32 ล้านลบ.ม. หรือร้อยะ 3 ความจุอ่าง ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเมื่อช่วงที่ผ่านมามีฝนหนักหลายพื้นที่ช่วยทำให้เขื่อนสิรินธรมีน้ำมากขึ้่นเป็นร้อยละ 63 แต่ก็เพียงเขื่อนเดียวเท่านั้น ส่วนเขื่อนอื่นที่เหลือล้วนมีน้ำน้อยไม่ถึงครึ่งอ่างทั้งสิ้น

 


          โดยภาพรวมแล้ว สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)คาดหมายว่า ในช่วงปลายปีก่อนเข้าสู่หน้าแล้ง คือตั้งแต่สิงหาคมถึงตุลาคม จะมีพายุพัดผ่านประเทศไทย แต่นั่นก็เป็นคาดการณ์ซึ่งขึ้นกับปัจจัยทางธรรมชาติ ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีความเสี่ยงอย่างสูงยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องประสบภาวะภััยแล้งต่อเนื่องจากปลายปี 2562 ไปจนถึงกลางปีหน้า หรือประมาณ 8-9 เดือนติดต่อกันเป็นอย่างน้อย ซึ่งนับเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับรัฐบาลที่จะต้องมีมาตรการรับมิือความเสียหายในภาคเกษตรและความเดือดร้อนของประชาชนจำนวนหลายล้านคน ไม่เฉพาะแต่เพียง 3 ล้านคนที่ลงทะเบียนไว้กับรัฐบาลเท่านั้น เพราะถึงอย่างไร มาตรการเฉพาะหน้าเยียวยาระยะสั้น ก็เป็นแค่การบรรเทาทุกข์ชั่วครั้งคราวเท่านั้น แต่ในสถานการณ์จริง ประชาชนส่วนนี้จะต้องเผชิญกับทุกข์เข็ญอย่างยาวนานยากจะมองเห็นจุดสิ้นสุด