
นโยบายในโลกจริง
บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 10 กรกฎาคม 2562
ช่วงนี้อยู่ระหว่างการประชุมและประสานงานของพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อนำนโยบายของแต่ละพรรคที่หาเสียงเอาไว้ในช่วงรณรงค์เลือกตั้งมาปรับเป็นนโยบายของรัฐบาลเพื่อแถลงต่อรัฐสภา และเป็นแนวทางในการบริหารงานต่อไป จึงเป็นที่จับตากันว่า นโยบายของรัฐบาลจะออกมาสอดคล้องกับที่หาเสียงเอาไว้หรือไม่ จะสามารถปฏิบัติได้จริงอย่างไร แม้ว่า นโยบายของแต่ละพรรคจะเน้นหนักไปที่เรื่องปากท้องของประชาชน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก พัฒนาคุณภาพชีวิต ประกันราคาสินค้าเกษตร ผลิตสินค้าตัวใหม่ เช่น กัญชาเสรี ทั้งนี้ก็เพื่อลดช่องว่างที่เรียกกันว่า ความเหลื่อมล้ำ อันนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอีกหลายด้านด้วยกัน นอกจากนั้นก็จะเป็นนโยบายด้านการเมือง เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้านการศึกษาที่จะต้องเร่งปฏิรูปให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุค 4.0 เรียนฟรี สร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงของการหาเสียงนั้น ทุกพรรคก็ต้องพยายามสร้างจุดขาย ประกาศแนวนโยบายที่เข้าถึงประชาชน ยุคสมัยหนึ่งเคยมีคำกล่าวว่า ประชาธิปไตยกินได้เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นแนวทางประชานิยมจึงเป็นเสมือนเรือธงของทุกพรรค ที่ผ่านมา มีเสียงท้วงติงกันว่า หากทำตามที่แต่ละพรรคบอกกับประชาชนทั้งหมด จะต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาล ซึ่งมากกว่างบประมาณประจำปีเสียด้วยซ้ำ และกระทรวงการคลังเองก็ได้ออกมาท้วงติงว่า นโยบายที่หาเสียงไว้ทั้งหมดนั้นจะเป็นจริงได้หรือไม่ต้องขึ้นกับวินัยทางการคลังด้วย ดังนั้นการปรับแนวนโยบายของแต่ละพรรคให้เป็นหนึ่งเดียว จึงต้องยืนอยู่บนโลกของความจริง เพราะขณะนี้บางพรรคการเมืองมีแผนจะต้องใช้งบประมาณมากถึงเกือบ 5 แสนล้านบาท เช่นเดียวกับนโยบายด้านสังคม การเมือง ก็ต้องอยู่ในกรอบด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แนวนโยบายของรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่จะสะท้อนผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี การปัญหาความเหลื่อมล้่ำ อาจจะเป็นแค่วาทกรรมทางการเมืองเท่านั้น หากว่าไม่สามารถทำนโยบายและบริหารงบประมาณเพื่อแก้ปัญหา “รวยกระจุก จนกระจาย” ได้ อย่างเช่น การลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวนมากกว่า 2 ล้านล้านบาท ก็ต้องคำนึงว่า จะสร้างมูลค่าหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ในประเทศอย่างไร เช่น รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับคนอีกชนชั้นหนึ่งหรือไม่ก็น่าคิด เช่นที่เคยมีข้อท้วงติงว่า งบประมาณขนาดนั้นควรนำไปทำถนนให้ดีเสียก่อนจะดีกว่า ขณะที่ในด้านการศึกษาก็ต้องลงทุนอย่างมีแบบแผนและเป้าหมายเพื่อสร้างบุคลากรให้ทัดเทียมหรือเหนือกว่านานาประเทศ ไม่ใช่เบียดบังแม้แต่ค่าอาหารของเด็กอย่างทุกวันนี้
ยังมีแนวนโยบายอีกหลายด้านที่พรรคร่วมรัฐบาลจะร่วมกันผลักดัน แต่ทั้งหมดนั้นก็อยู่ภายใต้แนวทางที่ถูกวางเอาไว้ครอบคลุมทุกนโยบายคือ น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นหลักในการบริหาร ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการพัฒนาประเทศไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ให้ประชาชนไทยมีความเป็นอยู่มั่นคงตามหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติ โดยที่ต้องมีความชัดเจนเรื่องที่มาของงบประมาณที่จะนำมาใช้ในนโยบายต่างๆ ด้วย และที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือ การบริหารอย่างโปร่งใส อย่าให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน และการคอร์รัปชั่นโกงกินกับโครงการที่กำลังจะเกิดตามมาอีกมากมาย



