
หมดโปรโมชั่น
หมดโปรโมชั่น บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน 2562
หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้บันทึกชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี หลังที่ประชุมรัฐสภามีมติเห็นชอบ 500 ต่อ 244 เสียง ถือเป็น ความท้าทายอีกครั้งในการเข้ามาบริหารประเทศสมัยที่สอง ที่รูปแบบการทำงานจะปรับเปลี่ยนไปจากบุคคลที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติจัดสรรเข้ามา เข้าสู่การเมืองในรูปแบบประชาธิปไตยที่มีนักการเมืองตัวจริงเสียงจริงเข้ามาข้องเกี่ยวในระบบรัฐสภามากยิ่งขึ้น ว่ากันว่าเวทีแห่งนี้เต็มไปด้วยนักการเมืองชนิดเสือ สิงห์ กระทิง แรด ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และฝ่ายตรวจสอบ ซึ่งก็คือฝ่ายค้านที่มีทั้งในและนอกสภา ยิ่งสถานะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำแบบนี้แล้ว การบริหารประเทศของผู้นำอย่างพล.อ.ประยุทธ์ ในยุคนี้ไม่ง่ายแน่ แม้แต่การจัดสรรคณะรัฐมนตรีที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในเร็ววันนี้
ไม่เพียงแค่ความท้าทายทางการเมืองเท่านั้น เรื่องเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ ซึ่งศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาว่า ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 77.7 ต่ำสุดในรอบ 19 เดือนนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จากความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นหลัก สะท้อนจากดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 5 ปี อยู่ที่ระดับ 71.9 นอกจากนี้ความกังวลปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่กระทบต่อเศรษฐกิจและการส่งออกไทย และราคาสินค้าเกษตรยังคงทรงตัวระดับต่ำ ทำให้กำลังซื้อชะลอตัว คาดว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงครึ่งแรก เพราะสัญญาณเศรษฐกิจเข้าสู่ขาลงชัดเจนขึ้น ซึ่งหากสงครามการค้าสหรัฐและจีนไม่เกิดความรุนแรง เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
ขณะเดียวกันปัจจัยการเมืองในประเทศที่การจัดตั้งรัฐบาลมีความล่าช้า อาจส่งผลให้การจัดสรรและเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2563 ล่าช้าออกไปด้วย ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังอาจขยายตัวชะลอลงกว่าที่คาดไว้ จึงมีข้อเสนอจากภาคเอกชนว่ารัฐบาลชุดใหม่ควรจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ โดยเฉพาะมาตรการทางภาษี ที่จะเข้ามากระตุ้นให้เกิดการใช้สอยมากขึ้น นอกจากนี้ ควรจะสานต่อในเรื่องที่เป็นประโยชน์ของรัฐบาลชุดนี้ต่อไป เช่น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพราะหากทิ้งกลางคันไปเริ่มใหม่ก็จะเสียเวลา เพราะการลงทุนได้เริ่มไปในระดับหนึ่งแล้ว ส่วนในระยะยาว รัฐบาลควรจะเร่งพัฒนาการศึกษา และการสร้างบุคลากรขึ้นมารองรับการขยายตัวของอีอีซี และอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง
เห็นได้ว่าปัญหาเศรษฐกิจถือเป็นโจทย์สำคัญที่รอรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาแก้ไข หลังจากทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อนายกรัฐมนตรีแล้ว ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้การจัดตั้งรัฐบาลน่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนมิถุนายน ครม.ชุดใหม่ก็จะเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณในช่วงเดือนกรกฎาคม 15 วันจากนั้นก็จะมีการแถลงนโยบาย รัฐบาลประยุทธ์สองก็จะเดินหน้าทำงาน แม้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 63 อาจจะล่าช้าไปถึงต้นปีหน้า ทำให้เกิดสุญญากาศครึ่งปีหลัง แต่รัฐบาลสามารถใช้งบกลางหรืองบที่เหลือแต่ละกระทรวง เพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ให้ขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3.5 ตามที่ได้มีการวางเป้าหมายไว้ เห็นได้ว่าทุกมิติปัญหาชาติเป็นเรื่องที่เร่งทำ จึงเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาลต้องหาข้อตกลงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาขับเคลื่อนประเทศชาติไปข้างหน้า ไม่มีเวลาฮันนีมูนหรือโปรโมชั่นให้สนุกกันอีกแล้ว



