คอลัมนิสต์

การบ้านรัฐบาลใหม่

การบ้านรัฐบาลใหม่

05 มิ.ย. 2562

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 5 มิถุนายน 2562

 

 

          รูปร่างหน้าตารัฐบาลชุดใหม่จะเป็นอย่างไร ที่ประชุมรัฐสภาเสียงข้างมากจะร่วมกันกำหนดในวันนี้ (5 มิ.ย.) ซึ่งไม่ว่าผลสรุปจะเป็นในทิศทางใด ภารกิจข้างหน้าของรัฐบาลถือว่า เป็นงานใหญ่และหนักหนาสาหัส โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ที่กำลังถูกซ้ำเติมด้วยสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ได้จัดทำข้อมูลสภาวะประเทศไทย เพื่อรายงานให้แก่รัฐบาลชุดใหม่เอาไว้อย่างรอบด้าน เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำนโยบาย ที่สำคัญคือการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในรายงานชุดนี้ ประกอบด้วย สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน รายงานผลการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งแนวทางการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญเร่งด่วนในช่วงที่เหลือของปีนี้้ คือการส่งออก การท่องเที่ยว การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

 

 


          ปัญหาการส่งออก ที่แต่เดิมก็ติดลบอยู่แล้ว น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ลำดับต้นๆ ดังนั้น สศช.จึงได้เสนอแนะทางออกเพื่อให้ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าน้อยที่สุดด้วยการหาตลาดใหม่ทดแทน เพื่อรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 3% ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต ขณะที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่องนั้น สศช.แนะนำว่า ควรวางเป้าหมายให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวเติบโตไม่น้อยกว่า 8.6% จากปีก่อน หรือสร้างรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อยกว่า 2.1 ล้านล้านบาท แต่ถึงอย่างไร รัฐบาลชุดใหม่ก็ต้องเน้นในเรื่องคุณภาพสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ขณะที่การลงทุนภาครัฐต้องกำชับให้หน่วยงานราชการเร่งรัดโครงการเพื่อเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งในปี 2563 จะเบิกจ่ายล่าช้าออกไป 2.3 เดือน ขณะเดียวกัน ต้องสนับสนุนให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งที่อนุมัติแล้วและรอการอนุมัติ

 


          จะเห็นได้ว่า การบ้านที่ สศช.ส่งถึงรัฐบาลใหม่ เน้นหนักไปในเรื่องเศรษฐกิจ ดังนั้น กระทรวงเศรษฐกิจหลายกระทรวงซึ่งจัดอยู่ในระดับเกรดเอ จึงมีความสำคัญยิ่ง ดีลการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลที่มีข่าวกันแบบรายวันเกี่ยวกับการต่อรองที่ไม่ลงตัว ก็มักจะเป็นการช่วงชิงกระทรวงเกรดเอ อย่างเช่น กระทรวงคมนาคม ที่จะดูแลโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนน รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า สนามบินพาณิชย์ ท่าเรือ ส่วนการส่งออกก็ต้องอาศัยแม่งานอย่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม ส่วนกระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา ต้องเดินตามเป้าหมายสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ได้ เพราะเป็นอีกหนึ่งเครื่องจักรสำคัญในการจับเคลื่อนเศรษฐกิจ สำหรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตก็โยงใยอยู่กับหลายกระทรวง เรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณขึ้นกับทุกกระทรวง แต่โดยสรุปแล้วโดยภาพรวมกระทรวงการคลังก็เป็นกำลังสำคัญ

 


          อย่างไรก็ตาม ถ้าหากจะให้เครดิตสำหรับพรรคการเมืองที่กำลังเจรจาต่อรองกันอย่างหนัก ก็ต้องมองว่า พรรคการเมืองนั้นๆ ต้องการที่จะผลักดันนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและประชาชนเป็นที่ตั้ง เช่น พรรคที่หาเสียงเอาไว้ในเรื่องกัญชาก็อาจจะได้ดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข พรรคที่มีความโดดเด่นเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ก็อาจจะได้โควตากระทรวงศึกษาธิการ แต่ในอีกด้านหนึ่ง สังคมก็ยังหวั่นเกรงกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะในขณะนี้ที่ถูกจับตามากที่สุดก็คือ กระทรวงคมนาคม ที่พรรคพลังประชารัฐต้องการที่จะดูแลเอง เพื่อความต่อเนื่องจากรัฐบาลที่แล้ว แต่บางพรรคก็ปรารถนาที่จะเข้ามาบริหารเช่นกัน กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งกับการขับเคลื่อนรายได้จากการท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 8.6% ตามคำแนะนำของ สศช. แต่ก็ยังถูกมองว่า หากมีวาระซ่อนเร้น ก็จะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนได้เช่นกัน แกนนำรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องแจกการบ้านอย่างเหมาะสมให้สอดคล้องกับแนวทางของประเทศ ไม่ปล่อยให้รุมทึ้งกันไม่มีที่สิ้นสุด