คอลัมนิสต์

ระวัง!ชนตบทรัพย์ ดราม่าวิชามารบนทางหลวง

ระวัง!ชนตบทรัพย์ ดราม่าวิชามารบนทางหลวง

23 พ.ค. 2562

รายงาน...

 

 

          มีข่าวเตือนภัยแจ้งถึงคนใช้รถใช้ถนน 


          ตอนนี้แก๊งขับรถชนแล้วตบทรัพย์กลับมาอาละวาดบนท้องถนนอีกแล้ว


          พฤติกรรมของมิจฉาชีพกลุ่มนี้จะใช้วิธีแกล้งขับรถเข้าไปเบียดรถเหยื่อที่ขับอยู่บนถนน แล้วทำทีว่าเกิดการเฉี่ยวชนกัน ก่อนจะเรียกให้เหยื่อจอดรถลงมาเจรจาจ่ายค่าเสียหาย

 

 

          เหยื่อรายล่าสุดคือคุณลุงทหารวัยเกษียณยศร้อยตรี


          เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา


          ลุงทหารท่านนี้คือ ร.ต.ณัฐกรณ์ ภิรมย์สุข ถูกแก๊งมิจฉาชีพจัดฉากตามประกบตั้งแต่ออกจาก อ.นางรอง จ.บุรีรัย์ ขณะขับรถกระบะไปทำธุระในตัวเมือง 

 

 

ระวัง!ชนตบทรัพย์ ดราม่าวิชามารบนทางหลวง

 


          ร.ต.ณัฐกรณ์ เล่าให้ฟังว่า ขณะขับรถมาถึง ต.หนองโสน ก็มีรถเก๋งฮอนด้า ซิตี้ ทะเบียน กรุงเทพมหานคร ขับแซงขึ้นไปแล้วชะลอความเร็วลงจนรถของ ร.ต.ณัฐกรณ์ ตามมาทันอีกครั้ง แต่รถเก๋งฮอนด้า ก็ยังคงขับช้าๆ ขวางหน้าอยู่ 


          ปกติ ร.ต.ณัฐกรณ์ เป็นคนขับรถไม่เร็ว แต่รถเก๋งฮอนด้าที่อยู่ข้างหน้าก็ขับช้าเกินจะตามไหว จึงตัดสินใจเร่งเครื่องแซงให้พ้นๆ ไป ทว่าเมื่อแซงขึ้นไปได้ไม่นานกลับถูกรถเก๋งคันเดิมขับเข้ามาจี้ท้ายแล้วก็แซงกลับขึ้นไปอีก เป็นแบบนี้ตลอดระยะทางประมาณ 2-3 กม.


          ถึงตอนนี้ ร.ต.ณัฐกรณ์ เริ่มรู้สึกผิดสังเกตแต่ก็ยังไม่ได้เฉลียวใจและยังขับรถต่อไปตามปกติ  


          ทันใดนั้นตัวละครในทีมงานของแก๊งมิจฉาชีพอีกคนก็ขับรถกระบะสีน้ำเงินมาเข้าฉาก ด้วยการขับตามจี้ท้ายเพื่อบีบให้รถของ ร.ต.ณัฐกรณ์ ซึ่งกำลังจะแซงรถเก๋งฮอนด้า ต้องรีบหักเข้าเลนซ้ายโดยเร็ว 

 

 

 

ระวัง!ชนตบทรัพย์ ดราม่าวิชามารบนทางหลวง

 


          เมื่อรถของ ร.ต.ณัฐกรณ์ หลบเข้าช่องทางซ้ายแล้ว จังหวะนั้นเองคนขับรถกระบะสีน้ำเงินก็โบกมือเรียกให้ ร.ต.ณัฐกรณ์ จอดรถ แล้วบอกว่าลุงขับรถปาดหน้าเฉี่ยวรถเก๋งจนรถได้รับความเสียหาย


          ตอนนั้น ร.ต.ณัฐกรณ์ งงอยู่ว่าไปเฉี่ยวรถเก๋งตอนไหน แต่ปรากฏว่าผู้หญิงที่ขับรถเก๋งได้ลงมาเจรจาแล้วพยายามเร่งให้ ร.ต.ณัฐกรณ์ จ่ายค่าเสียหาย 4 พันบาท เพื่อที่เรื่องจะได้ไม่ต้องถึงตำรวจ 



          แต่ลุงบอกว่าไม่มีเงินมากขนาดนั้น  ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปหญิงสาวไว้ จนทำให้หญิงสาวคู่กรณีไม่พอใจแล้วบอกให้ลบรูปทิ้งซะ!

 

 

 

ระวัง!ชนตบทรัพย์ ดราม่าวิชามารบนทางหลวง

 


          ด้วยความที่เป็นคนใจเย็นและไม่อยากให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โต ร.ต.ณัฐกรณ์ จึงยอมลบรูปทิ้งแล้วควักเงินที่มีทั้งเนื้อทั้งตัว 800 บาท ส่งให้หญิงสาว ก่อนที่เธอจะรับไปแล้วรีบขับรถหายเข้ากลีบเมฆทันที


          หลังเกิดเหตุ ร.ต.ณัฐกรณ์ ไม่ได้แจ้งความกับตำรวจ เพียงแต่นำเรื่องไปเล่าให้ครอบครัวฟังและคุยกันว่าพวกนี้น่าจะเป็นมิจฉาชีพก่อเหตุตบทรัพย์หรือเปล่า เพราะเคยได้ยินมาว่าหลายพื้นที่ก็มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นเหมือนกัน  


          จนกระทั่งลูกสาวของร.ต.ณัฐกรณ์ นำเรื่องราวมาโพสต์ลงบนเฟซบุ๊กเพื่อเตือนภัยผู้ใช้รถใช้ถนนให้ระมัดระวัง และมีคนเข้ามาแสดงความเห็นและให้ข้อมูลมากมาย จึงได้รู้ว่า “ลุงเจอดีเข้าแล้วจริงๆ”


          “ไม่ได้แจ้งความอะไร เพราะเสียเงินไปไม่เยอะ แต่อยากจะเตือนคนที่ขับรถไปไหนมาไหนคนเดียวโดยเฉพาะคนสูงอายุให้ระวัง ถ้าเกิดเหตุเฉี่ยวชนกันให้โทรแจ้งตำรวจหรือประกันเลย อย่าจ่ายเงินให้คู่กรณีเด็ดขาด”

 

 

 

ระวัง!ชนตบทรัพย์ ดราม่าวิชามารบนทางหลวง

 


          เหตุการณ์ที่เกิดกับ ร.ต.ณัฐกรณ์ แม้เจ้าตัวไม่ได้แจ้งความเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แต่เมื่อดูพฤติการณ์แล้วเชื่อได้ว่าเป็นการจัดฉากเพื่อกรรโชกทรัพย์ของแก๊งแกล้งขับรถชนแล้วตบทรัพย์อย่างแน่นอน เพราะพฤติกรรมการก่อเหตุมีลักษณะเดียวกับกรณีแกล้งขับรถเฉี่ยวชนแล้วตบทรัพย์ที่เคยเกิดขึ้นกับเหยื่อหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อถูกต้อนแล้วมักไม่ค่อยมีใครรอดไปได้ง่ายๆ 


          เพราะพวกนี้คือ มืออาชีพ และน่าจะได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์มาจากแหล่งเดียวกันคือ หมู่บ้านชนตบทรัพย์!


          ย้อนกลับไปราว 5-6 ปี พื้นที่ภาคอีสานพากันกล่าวขานถึงเหตุการณ์ชนแล้วตบทรัพย์อย่างกว้างขวาง 


          “คม ชัด ลึก” เคยรายงานตีแผ่เบื้องหลังของขบวนการนี้ไว้อย่างละเอียดจนทำให้รู้ว่าจุดกำเนิดวิชามาร “ชนแล้วตบทรัพย์” นี้มาจากคนในหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด 

 

 

 

ระวัง!ชนตบทรัพย์ ดราม่าวิชามารบนทางหลวง

 


          ผู้อาวุโสในหมู่บ้านให้ข้อมูลแก่ “คม ชัด ลึก” ตอนนั้นว่า  เดิมทีวิถีชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านนี้ก็เหมือนกับวิถีของชาวบ้านหมู่อื่น ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา 


          กระทั่งวันหนึ่งมีชาวบ้านที่ไปทำงานกรุงเทพฯ กลับมาเล่าให้พรรคพวกฟังถึงเหตุการณ์ที่ไปขับรถเฉี่ยวชนรถคันอื่นแล้วได้ค่าเสียหายจากคู่กรณีมาจำนวนมาก เมื่อเห็นว่ามีรายได้ดีจึงชักชวนกันไปทำจนมีเครือข่ายกว้างขวางขึ้น จากครอบครัวหนึ่งก็เพิ่มเป็น 20 ครอบครัว จนถูกขนานนามว่า “หมู่บ้านชนตบทรัพย์”


          "บางกลุ่มจะทำเป็นขบวนการในกลุ่มเครือญาติ บางรายติดตามไปดูลาดเลากับคนที่ก่อเหตุชำนาญแล้ว เมื่อไปก่อเหตุบ่อยครั้งก็เริ่มจะแยกตัวออกมาทำเองในครอบครัว ทำให้กลุ่มนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”


          อย่างไรก็ดีจากการติดตามข้อมูลทางคดีช่วงเวลาดังกล่าวพบว่าแก๊งมิจฉาชีพที่ว่านี้ได้ออกตระเวนก่อเหตุ “ชนแล้วตบทรัพย์” อย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคอีสานและลงมาถึงภาคกลาง แต่ภายหลังถูกชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 4 ออกติดตามกวาดล้างจนเงียบไปพักหนึ่ง 


          กระทั่ง 1-2 ปีที่ผ่ามนมาข่าวคราวเเกี่ยวกับเหตุการณ์ชนแล้วตบทรัพย์เริ่มกลับมาปรากฏให้เห็นอีกหลายครั้ง แต่ไม่มีการยืนยันว่าเป็นฝีมือของแก๊งตบทรัพย์จากหมู่บ้านเดิมหรือไม่ 


          จนเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 ได้เกิดคดีคนร้ายก่อเหตุชนแล้วตบทรัพย์หญิงวัยกลางคนในพื้นที่ อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น ขณะขับรถพาสามีกลับจากโรงพยาบาล ซึ่งต่อมาชุดสืบสวน สภ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น สืบทราบว่าแก๊งคนร้ายรายนี้คือ นายวิศรุต หรือ ตื้ด อนันทวัน อายุ 25 ปี ชาว อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด และน.ส.มาระตี หรือ บุ๋ม บัวระพันธ์ อายุ 38 ปี ชาว อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด จึงประสานตำรวจ สภ.จังหาร ร่วมกันติดตามจับตัวนายวิศรุตได้คาบ้านพักใน อ.จังหาร เมื่อช่วงสงกรานต์ปีนี้ ส่วน น.ส.มาระตี ยังหลบหนีลอยนวล


          เปิดแฟ้มประวัติอาชญากรรม นายวิศรุตเคยก่อเหตุชิงทรัพย์ กรรโชกทรัพย์มาอย่างโชกโชน เพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำมาได้ 2 ปี ก่อนจะกลับมาร่วมกับพรรคพวกตระเวนก่อเหตุลักษณะเดิมอีกหลายครั้งในพื้นที่ภาคอีสานและเป็นบุคคลตามหมายจับในคดีร่วมกันก่อเหตุใช้รถยนต์ตบทรัพย์ก่อนจะทำร้ายเหยื่อจนเสียชีวิตในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ ด้วย


          พ.ต.อ.สุวัฒน์ สมจิตต์ ผกก.สภ.บ้านไผ่ ให้ข้อมูลว่า แก๊งตบทรัพย์กลุ่มนี้จะตระเวนก่อเหตุไปตามจังหวัดต่างๆ ในพื้นที่ภาคอีสาน มีทั้งทำเป็นขบวนการและลงมือคนเดียว หลังก่อเหตุคนกลุ่มนี้จะกลับเข้าหมู่บ้านใช้ชีวิตปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ประกอบกับเมื่อเกิดเหตุแล้วเหยื่อไม่ไปแจ้งความจึงไม่มีหลักฐานเอาผิดคนกลุ่มนี้ไปดำเนินคดี 


          ผกก.สภ.บ้านไผ่ ให้ข้อมูลที่ตรงกันว่า เริ่มแรกคนกลุ่มนี้ทำงานกันอยู่ 1-2 ครอบครัว เมื่อเห็นว่ามีรายได้ดีก็จะชักชวนกันไปก่อเหตุ ตำรวจภูธรภาค 4 ได้ติดตามพฤติกรรมของคนร้ายกลุ่มนี้มาโดยตลอดและให้ข้อมูลว่ามีรายชื่อของมิจฉาชีพกลุ่มนี้ทั้งหมดแล้วแต่ยังอยู่ระหว่างติดตามพฤติกรรม


          จากข้อมูลการสืบสวนของตำรวจ เป็นไปได้มากทีเดียวว่า แม้นายวิศรุต ผู้ต้องหาระดับหัวโจกแห่งหมู่บ้านชนตบทรัพย์จะถูกซิวไปแล้วแต่ไม่ได้หมายความว่าแก๊งมิจฉาชีพที่ก่อเหตุในลักษณะนี้จะสูญหายไปจากท้องถนน 


          เพราะความจริงยังพบว่าเครือข่ายของแก๊งนี้ได้แตกแขนงไปตามพื้นที่ต่างๆ อย่างกว้างขวางจนยากที่จะปราบปรามให้สิ้นซากได้ 


          ฉะนั้นเรื่องนี้อ่านจบแล้วต้องแชร์ต่อเพื่อช่วยระแวดระวังกันอีกทาง!!