คอลัมนิสต์

ขยายปมร้อน-เอกภาพไม่ได้หมายถึงสงคราม

ขยายปมร้อน-เอกภาพไม่ได้หมายถึงสงคราม

13 พ.ย. 2552

น่าสังเกตว่า ผลการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีนั้น ผลออกมาเป็นข้อๆ ที่แต่ละข้อล้วนเกี่ยวเนื่องถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

 1.ที่ประชุมมีความไม่เห็นด้วยกับความขัดแย้งระหว่างไทบกับประเทศกัมพูชาที่จะนำไปสู่ความรุนแรง

 2.ยืนยันทุกมาตรการที่รัฐบาลดำเนินการจะไม่ทำให้กระทบต่อการดำรงชีวิติของประชาชนทั้งสองประเทศ และจะใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดของประชาชนทั้งสองประเทศ

 ที่เป็นเช่นนั้น เพราะมีการประเมินกันก่อนหน้านี้แล้วว่า มาตรการที่รัฐบาลออกมาเพื่อตอบโต้ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่เปิดบ้านพักต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งที่รู้ว่า ทักษิณ เป็นผู้ต้องโทษจำคุก 2 ปี

 ถึงแม้ว่าการตัดสินใจของนายกฯ อภิสิทธิ์ จะได้รับเสียงขานรับจากภายในประเทศ เห็นได้จาก โพลล์ที่สำรวจคะแนนนิยมพุ่งขึ้นชนิดที่ว่า ต่อให้นายกฯ อภิสิทธิ์ นำพาชาติฝ่าฟันวิกฤติเศรษฐกิจมาได้ ก็ไม่น่าจะพุ่งมากถึงขนาดนั้น 

 อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินแล้วว่า รัฐบาลแทบไม่มีทางเลือกมากกว่าที่ได้แสดงท่าทีออกไป

 เพราะนี่คือการกระทำเพื่อรักษาเกียรติยศศักดิ์ศรีของไทย และกระบวนการยุติธรรมของไทย

 จึงจำเป็นที่จะต้องเลือกกระทำในสิ่งที่เด็ดขาด ถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง

 คงไม่ต้องถามว่า เสี่ยงจากอะไร?

 เพราะเท่าที่ ทักษิณ และพรรคเพื่อไทยโจมตีรัฐบาลอยู่นี้ ก็คือเรื่องที่รัฐบาลใช้กลยุทธ์ปลุกชาตินิยมตอบโต้กัมพูชา อันเป็นกลยุทธ์เดียวกับกลุ่มเสื้อเหลืองที่เคยปลุกเร้าคนไทยในก่อนหน้านี้

 ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็เป็นเรื่องที่เสี่ยง

 เสี่ยงเพราะโอกาสที่ชาตินิยมจะพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นพวกคลั่งชาติมันก็มีอยู่

 ตรงนี้นี่เองที่ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงตั้งคำถามการตัดสินใจรัฐบาลด้วยเช่นกัน เพราะมองเห็นว่า เมื่อใช้วิธีนี้แล้ว หนทางสุดท้ายที่อาจจะต้องถูกบังคับเดินไปก็คือ การเข้าสู่ภาวะสงคราม

 ไม่ว่าจะเป็นสงครามกับเพื่อนบ้าน หรือสงครามกลางเมือง

 ถามว่าเหตุใดถึงไม่ใช้วิธีจากเบาที่สุดไปสู่หนักที่สุด

 ทำไมไม่เรียกทูตมาประท้วง แถลงการณ์ประท้วง ยกเลิกการให้ความช่วยเหลือ ก่อนที่จะไปตัดสัมพันธ์ทางการทูต ปิดสถานทูต และเมื่อไม่พูดแล้วยังมาแหย่กันอีกก็ค่อยไปว่ากันในเรื่อง การตบตี รบรากัน

 นี่กลับเลือกใช้ในจุดที่เกือบจะตัดสัมพันธ์ทางการทูต เพราะเรียกทูต ณ กรุงพนมเปญกลับประเทศ

 ตรงนี้นี่กระมังที่ทำให้นายกฯ อภิสิทธิ์ ออกมาแถลงว่า จะหลีกเลี่ยงทุกปัจจุบัยที่จะนำพาไปสู่การใช้วิธีรุนแรงต่อกัมพูชา

 ถึงแม้ว่าการประชุมสภาความมั่นคงหนนี้จะมีผู้นำเหล่าทัพนั่งกันเต็มพรืด อันแสดงถึงเอกภาพด้านความมั่นคงของรัฐบาลนี้ก็ตามเถอะ

 แต่การเลือกใช้วิธีที่ว่า สุดท้ายแล้วจะทำให้ภาพออกมากลายเป็นว่ารัฐบาลทำเพื่อเอาใจกลุ่มการเมืองที่เคลื่อนไหวต่อต้านกัมพูชา

 ถึงทำแล้วคะแนนจะพุ่งปรี๊ด แต่ก็น่าเชื่อว่าไม่นานนับจากนี้คะแนนจะค่อยๆ ถดถอย

 สัญญาณอย่างหนึ่งก็คือ บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลต่างก็เลือกที่จะเป็นคนนั่งดูมากกว่าจะเข้ามาร่วมหัวจมท้าย

 เพราะในข้อเท็จจริงก็คือ บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลต่างก็รู้ดีว่า ทักษิณ จ้องที่จะเล่นเกมแบบนี้อย่างต่อเนื่อง

 หมดมุกนี้ ก็จะต้องกลับไปหามุกใหม่มาบีบ

 ขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับพรรคที่พร้อมจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับทุกขั้วที่จะด่วนไปแสดงท่าทีเลือกข้าง ถึงแม้ในวันนี้ ทักษิณ จะยังอยู่นอกประเทศก็ตามที

 เพราะชัดเจนว่า เหตุผลที่ ทักษิณ เลือกที่จะโผล่ที่นั่นโผล่ที่นี่ ก็เพราะเหตุผลในเรื่องของถิ่นที่อยู่

 ถึงแม้ว่ากัมพูชาจะทำหน้ามึน ดื้อด้าน ไม่ยอมส่งตัวมาให้ไทยจับเข้าคุก แต่ ทักษิณ ก็ไม่อาจอยู่ในพนมเปญได้นานจนรัฐบาลอภิสิทธิ์เจอช่องทางเข้าไปจับกุม

 แต่เกมล่อให้ชนกับกัมพูชานี่เป็นเกมที่หน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินว่า น่าจะยืดเยื้อยาวนาน

 เพราะมันเป็นเกมที่ทำให้ ทักษิณ ได้แต้ม เพราะเขย่าขวัญรัฐบาลได้อย่างที่ต้องการ แล้วก็ดูกันออกว่า รัฐบาลพยายามไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปจนถึงขั้นก่อสงครามกับ

 หากชายแดนเดือด ก็มีคนที่พร้อมจะจุดไฟกลางเมืองซ้ำ !

 ถึงแม้วันนี้ กองทัพจะแสดงให้ อภิสิทธิ์ เห็นชัดแล้วว่าพร้อมที่จะยืนเคียงข้างและพร้อมที่จะเป็นหลักอิงให้แก่รัฐบาล แต่ต่างก็รู้ดีว่าสงครามไม่ได้ให้อะไรที่ดีแก่ใครเลยแม้แต่น้อย

 อย่าว่าแต่สงครามที่เกิดขึ้นจากสาเหตุเพราะคนคนเดียว !

ศรุติ ศรุตา