คอลัมนิสต์

"ธนาธร" ผ่านด่านแรกได้ไหม อย่าเอากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

"ธนาธร" ผ่านด่านแรกได้ไหม อย่าเอากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

08 เม.ย. 2562

คอลัมน์... กวาดบ้านกวาดเมือง โดย... ลมใต้ปีก

 

          การตรวจสอบ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ประกาศอาสาปฏิวัติสังคมที่เขาเห็นว่าไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม และยังเป็นสังคมศักดินาที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน ไม่ว่าการประกาศสานต่อภารกิจ 2475 (การเปลี่ยนแปลงการปกครอง) ให้ลุล่วง หรือการจำกัดอำนาจของกองทัพทางการเมือง ต้องบอกว่าเป็นเป้าหมายที่ “ท้าทาย” สำหรับคนหนุ่มที่มีความมุ่งมั่น

 

 

          ท้าทายมากกว่าภารกิจ “พิชิตขั้วโลกใต้” ที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยพิชิตมาแล้ว เพราะนอกจากการต้องทำร่างกายให้แข็งแรงและจิตใจที่เข้มแข็งแล้ว พฤติปฏิบัติทั้งในอดีต-ปัจจุบันและอนาคต ของเขาจะต้องถูกต้องตามกติกา ไร้ข้อด่างพร้อยเช่นกัน


          ประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังตรวจสอบพฤติปฏิบัติของธนาธรอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าคดีอาญาตามมาตรา 116 ว่าด้วยการยุยงปลุกปั่นอันเนื่องจากการช่วยเหลือผู้ต้องหาหลบหนีหรือให้ที่พักพิง รวมทั้งคดีว่าด้วยคุณสมบัติผู้สมัครส.ส. (กรณีการโอนหุ้นสื่อ) หรืออื่นๆ เป็นหนึ่งในขั้นตอนการตรวจสอบ “การเข้าสู่อำนาจทางการเมือง” ตามหลักการของรัฐธรรมนูญที่มีการปฏิรูปกันมาตั้งแต่ปี 2540


          หลักการที่เหมือนกันของรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ทั้งรัฐธรรมนูญปี 2540, รัฐธรรมนูญปี 2550 และรัฐธรรมนูญปี 2560 แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเรื่องอื่นใด แต่หลักการ 3 อย่างในการร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย คือการตรวจสอบผู้เข้ามามีอำนาจทางการเมือง 3 ช่วง เพื่อให้การเมือง “สะอาดและโปร่งใส” นั่นคือ 1.การตรวจสอบก่อนที่จะเข้ามาสู่อำนาจ 2.การตรวจสอบระหว่างการใช้อำนาจ และ 3.การตรวจสอบหลังการเข้ามามีอำนาจ หลักการทั้ง 3 นี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ชุด อานันท์ ปันยารชุน ใช้เป็นหลักในการร่างรัฐธรรมนูญ และยังถูกถอดมาใช้ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน


    

          ดังนั้นการตรวจสอบว่าการถือครองหุ้นสื่อ และคดีเก่าๆ ของนายธนาธร ขัดกับคุณสมบัติของผู้เข้ามาใช้อำนาจทางการเมืองหรือไม่ จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา หาใช่การทำลายล้างพรรคอนาคตใหม่ดังที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพลพรรคอนาคตใหม่ พยายามโน้มน้าวให้แฟนคลับ 6.3 ล้านเสียงที่เลือกมา มาช่วยปกป้อง (save ธนาธร) อย่างที่ก่อกระแสหรือไม่
  

          หากธนาธรมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง มิได้ทำหลักฐาน “ปลอม” หรือแต่งเรื่องเท็จมาเพื่อเอาตัวรอดดังที่สำนักข่าวอิศรา และภาคประชาชนบางส่วนตั้งข้อสงสัย ก็ไม่เห็นจะต้องวิตกถึงขนาดขอให้ประชาชนมาช่วยเหลือ
  

          เพราะ “ทองแท้” ต้องไม่กลัวไฟ ความจริงเท่านั้นที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ยกเว้นทั้งหมดคือ “ทองปลอม!”
  

          อย่าให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแบบเดียวกับกรณี ทักษิณ ชินวัตร ในกระบวนการเข้าสู่อำนาจปี 2544 กรณีซุกหุ้นไว้กับยาม-คนรับใช้และคนขับรถ เอาตัวรอดด้วยการใช้กระแสกดดันและอ้างว่า “บกพร่องโดยสุจริต” ขนาด นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว ยังหลงผิด หันมาเชียร์ ทักษิณ ชินวัตร เชิดให้เป็น “อัศวินควายดำ” จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญมีมติ “ปลดล็อก" ปล่อยให้ ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่อำนาจ
  

          และเป็นไปตามคำทำนายของ ประเสริฐ นาสกุล อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็น 1 เสียงวินิจฉัยว่าทักษิณขาดคุณสมบัติ บอกไว้ว่า “จะเป็นบุคคลอันตรายต่อแผ่นดิน” ซึ่งก็เป็นดังว่า


          เรื่องของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ควรยึดบทเรียน ทักษิณ ชินวัตร ปี 2544 หากข้อเท็จจริงผิด เจ้าตัวควรยอมรับผิด


          อย่าคิดเอามวลชนเป็นกำแพงบังกาย ผู้มีหน้าที่วินิจฉัยต้องวินิจฉัยตามตัวบท อย่าวินิจฉัยเพราะแรงกดดันของมวลชน


          “ความถูกต้องของกฎหมายต้องบังคับใช้กับทุกคน จะยกเว้นให้ใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ แม้ว่าจะได้รับเลือกตั้งมาด้วยเสียง 6.3 ล้านเสียงก็ตาม”