คอลัมนิสต์

สองความวุ่นบนกระดานการเมือง

สองความวุ่นบนกระดานการเมือง

01 เม.ย. 2562

ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น



 

          ค่อนแน่ชัดแล้วว่าวันนี้ 27 พรรคการเมืองที่มี “ว่าที่ส.ส.สองระบบ” รวม 500 คน สิ่งที่ต้องตามต่อคือ...พรรคไหนจะอยู่กับขั้วใดบนเวทีการเมือง รวมทั้งผลพวงจากความพิลึกพิลั่นในการทำหน้าที่ของ กกต.ยามนี้ว่าจะออกหัวหรือก้อย...เพราะสองเรื่องนี้ผูกติดกันแบบแยกออกไม่ได้

 

 

          เริ่มที่การจับขั้วการเมืองของสองพรรคใหญ่ แม้จะซาลงไปบ้างแต่ยังมีลูกติดพัน โดย "ขั้วเพื่อไทย” ยามนี้มี 246 เสียง อันประกอบด้วย อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย เศรษฐกิจใหม่ ประชาชาติ เพื่อชาติ พลังปวงชนไทย (ตัวเลขล่าสุดที่คำนวณเบื้องต้น อนาคตใหม่หายไป แที่นั่ง เสรีรวมไทยหายไป 2 ที่นั่ง จากตัวเลขที่พรรคเหล่านี้ประกาศสัตยาบันจับมือตั้งรัฐบาลเมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่มีการอ้างว่ารวบรวมได้ 255 เสียง)


          “ขั้วพลังประชารัฐ” ตอนนี้ตัวเลขน่าจะอยู่ที่ "122 ส.ส.” โดยนับรวมพลังประชาชาติไทยและประชาชนปฏิรูปมาแตะมือขั้นต้น


          พรรคอื่นๆ ที่ยังไม่แจ้งว่าจะชูมือหนุนขั้วใดอีก “132 คน” พรรคเหล่านี้ยังแทบไม่ออกอาการว่าจะแตะมือขั้วใด แต่ค่อนข้างชัดว่าส่วนหนึ่งจะเทไปยังพลังประชารัฐ เช่น ชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนา รวมทั้งพรรคเล็กๆ ที่เพิ่งรับอานิสงส์ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จากการประกาศผลในเบื้องต้นของ กกต. เพราะพรรคเล็กๆ หลายพรรคเหล่านี้จะมีว่าที่ส.ส.เฉลี่ยพรรคละ 1 คน


          การรวมเสียงจากพรรคเหล่านี้ คีย์แมนพลังประชารัฐและเพื่อไทยต่างไม่ละความพยายามในการประสานเข้าขั้วเป็นแน่แท้ เพราะตอนนี้ 1 เสียงมีความหมายสูงยิ่งกับการเมืองยุคไทยแลนด์ 4.0


          แต่น้ำหนักยังไม่เท่ากับ “ภูมิใจไทย กับ ประชาธิปัตย์” ที่มีในมือพรรคละกว่า 50 เสียง แต่สองพรรคนี้ยังไม่บอกว่าจะเอาอย่างไร ? และอ้างคำเดียวเหมือนกันคือ “รอผลอย่างเป็นทางการ 9 พฤษภาคม” !

 



          แน่นอนว่าการยังไม่เปิดจุดยืนตอนนี้ นับเป็นแต้มที่มีราคาสำหรับพรรคที่มีเสียงตุนในมือไว้พอที่จะชี้เป็นชี้ตายทางการเมืองไทยยามนี้ได้

 

          พรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงินจึงลอยชายในขั้นนี้ แต่บริบทแตกต่างกัน...


          พรรคสีน้ำเงินเป็นปึกแผ่น แกนนำชี้ทิศอย่างไร ลูกพรรคตบเท้าไปมุมนั้น แบบนี้ง่ายสำหรับการดีล แต่พรรคนี้ยังต้องลุ้นในคดีทุจริตเลือกตั้งซึ่งอาจเกิดขึ้นกับกรรมการบริหารพรรคบางคนตามที่มีกระแสข่าววงในแพลมออกมา


          หากเป็นความจริงย่อมมิใช่เรื่องสนุกเป็นแน่แท้


          ส่วนพรรคสีฟ้าในกาลข้างหน้าต้องมองว่าจะเดินย่ำเหตุการณ์ 10 มกราหรือไม่ เพราะสถานการณ์วันนี้เริ่มบ่งชี้ไปยังประวัติศาสตร์หน้าเดิมแล้ว

 

          แม้จะดึงเวลาการเคาะโต๊ะไปจนนาทีสุดท้ายว่าจะสังกัดขั้วใด เนื่องจากวันนี้ไร้กัปตันทีมตัวจริง แต่รอยแยกสีฟ้านั้นชัดแล้วว่าใครจะเป็นฝ่ายคัาน ใครจะหนุนพลังประชารัฐ...


          การเมืองไทยวันนี้และวันหน้าแปลความได้ว่าดึงเช็งกันได้เป็นเดือน สิ่งที่ใช่อาจจะไม่ใช่ก็เป็นได้ เพราะปฏิทินของจริงต้องนับจากวันที่ 9 พฤษภาคม เป็นต้นไป เนื่องจากจะเห็นภาพชัดว่างูเห่าภาคสามจะค่อยๆ โผล่ออกมาจากพรรคใดบ้าง และจะชัดเจนสุดในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี


          ส่วนกระแสข่าวต่อรองเก้าอี้การเมืองเริ่มแพลมมาแล้ว โดยเฉพาะจากอีกขั้วหนึ่งที่วันนี้นอกจากทำศึกนอกแล้วศึกในระอุไม่ต่างกัน เพราะมีการเลื่อยขาเก้าอี้และปล่อยข่าวอัดอีกก๊กในพรรคกันนัวไปหมด...เพราะการตีตราจองเก้าอี้หลักๆ ที่หมายมั่นปั้นมือกันนั้นมันคือการรับรางวัลในการต่อสู้ และเป็นธรรมดาของการเมืองไทย เนื่องจากคนวงในมองกันแล้วว่ารัฐบาลใหม่อยู่ไม่ยืด


          สรุป ณ เพลานี้ การจับขั้วการเมืองคงยุติชั่วคราว บนหน้าสื่อ แต่ในทางลับนั้นการดีลต้องมีการประสานไปเรื่อยๆ มิฉะนั้นอาจโดนแผนล้วงคองูเห่าและตายน้ำตื้นจากน้ำมือขั้วตรงข้าม เพราะความนอนใจในสถานการณ์นั่นเอง


          เมื่อเกมจับขั้วยุติเบื้องต้นไปกลายๆ เกมยามนี้ตกหนักไปที่ กกต. เพราะตอนนี้มีหลากเรื่องทิ่มแทงไป เช่น ข้อร้องเรียนให้เปิดคะแนนดิบผู้สมัคร ส.ส.ออกมา เพราะมันไม่สอดรับกับคะแนนที่ กกต.ประกาศตัวเลขล่าสุด จนเกิดความอลหม่านไปทั่ว


          การร้องนับแต้มใหม่ในบางเขตที่มีความไม่โปร่งใส


          รวมทั้งกระแสข่าวลือหนาหูว่า "ใบสารพัดสี” ที่ กกต.เก็บไว้ หากเปิดออกมาให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยแว่วมาว่ามีนับไม่ถ้วนที่น่าจะออกมาเร็วๆ นี้ และแว่วว่าอาจจะจัดเลือกตั้งซ่อมในช่วงหลังสงกรานต์


          อีกทั้งอาจมีการยุบพรรคบางพรรคเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้าพ่วงมาด้วย


          หากใบหลากสีผลิออกมาไปยังพรรคต่างๆ ที่แว่วมาว่าโดนกันถ้วนหน้า และบางพรรคอาจโดนของหนักถึงขั้นยุบพรรคจากหลากฐานความผิด


          ถ้าสถานการณ์ออกมารูปนี้ บางพรรคมีเปรียบ บางพรรคเสียจังหวะ และจะกระทบการฟอร์มรัฐบาลใหม่ด้วย


          รวมทั้งข้อกล่าวหาและหลักฐานว่า ใบสารพัดสีที่ผลิมานั้นมาจากสาเหตุใดและต้องชัดเจนต่อสังคม


          แต่หากใบสารพัดสีว่อนออกมาท่ามกลางเครดิตของ กกต. ที่ยามนี้แทบหมดไปนั้น มันคือโจทย์ยากอีกข้อที่ กกต.ต้องตอบสังคมให้กระจ่าง ยิ่งมีการเลือกตั้งซ่อมมากเท่าใด คำถามจะมากขึ้นทวีคูณ


          การบ้านเหล่านี้ 7 เสือ กกต. รับไปเต็มๆ เพราะความไม่ชัดแจ้งในการทำหน้าที่จัดการและควบคุมการเลือดตั้งครั้งนี้ เนื่องจากผลการหย่อนบัตรที่ออกมาเป็นคำตอบที่คาใจสังคม จนมีการขยับของนิสิตนักศึกษารวมทั้งมวลชนจำนวนหนึ่ง ล่ารายชื่อบีบกกต.ให้ยุติการทำหน้าที่ครั้งนี้ ซึ่งมีความไม่ชอบมาพากล
หากมองดีๆ แล้วการที่จะทำให้ กกต.ชุดนี้ยุติการทำหน้าที่ด้วยการล่ารายชื่อนั้นต้องยื่นต่อกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง และหากมีการรับคำร้องไว้ก็ต้องดูต่อว่าจะมีคำสั่งใดลงมาตามคำร้องบ้าง


          หากสิ้น กกต.ชุดนี้ ผลจะเป็นเช่นใด...


          แน่นอนว่าหาก 7 เสือกกต.ต้องหลุดพ้นหน้าที่ก่อนวันที่ 9 พฤษภาคม ผลการหย่อนบัตรก็ไม่มีใครรับรอง และการเลือกตั้งครั้งล่าสุดต้องโมฆะไปโดยปริยาย ...จากนั้นต้องมีการสรรหา กกต.ชุดใหม่เพื่อมาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งใหม่


          รัฐบาลและคสช.ต้องอยู่ทำงานต่อไปจนกว่ารัฐบาลใหม่จะมารับช่วงต่อ


          หากสถานการณ์วันข้างหน้าเป็นแบบนั้น แน่นอนว่า บางพรรคที่เคยมีเสียงมากอาจจะมีเสียงลดลง บางพรรคที่พอมีแต้มอาจจะสูญพันธุ์ไป บางพรรคจะยึดที่นั่งเพิ่ม


          แต่หาก กกต.ยังดึงดันเดินหน้าต่อไปและไร้คำชี้แจงที่เคลียร์ใจให้แก่สังคมได้ แนวโน้มการปลุกระดมมวลชนให้ออกมาขับไล่นั้นจะมีสูงยิ่ง และหากมีการทำแบบนี้จริง อาจจะเข้าเงื่อนไขที่ใครบางคนมองและคาดเอาไว้ว่าจะต้องทำให้เกิดขึ้นและจะมีผลพวงตามมา การต่อสู้ทางการเมืองจากหีบบัตรเลือกตั้งจะไหลลงมาสู่ท้องถนนเพื่อเคลื่อนตัวประท้วงไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และอาจลุกลามไปเรื่อยๆ โดยอาศัยพลังบริสุทธิ์ของคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กับเส้นสนกลในที่ใครบางคนวางหมากไว้ 


          คนเหล่านี้ย่อมเป็น “เหยื่อ” เพราะหากวันข้างหน้าสถานการณ์บานปลาย หน่วยงานความมั่นคงต้องควบคุมสถานการณ์ และตอนนั้นอาจมีมือที่สามมาเป็นผู้ปลุกชนวนให้สองฝ่ายเกิดการปะทะและมีความสูญเสียตามมา โดยคนที่วางแผนในเกมนี้หวังผลลัพธ์ว่าจะเข้าทาง...เพราะคนวางแผนนี้ขับเคลื่อนรูปเกมแล้วแบบเป็นระบบ เพราะหวังพลิกจังหวะด้วยการใช้พลังบริสุทธิ์เป็นตัวแทน


          ดังนั้นการที่พลังบริสุทธิ์จะออกไปแสดงพลังใดๆ ควรเริ่มจากข้อกฎหมายและความสงบ ก่อนที่จะตัดสินใจไหลบ่าลงสู่ถนน


          หวังว่าคนบริสุทธิ์ที่จะออกมาเคลื่อนไหว จะมีสติไตร่ตรองและไม่ร่วงลงหลุมพรางที่ใครบางคนวางไว้


          เพราะบทเรียนการสูญเสียของการต่อสู้ทางการเมืองไทยในอดีตหลายครั้งนั้น ควรยุติไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่พึงต้องเพิ่มเติมบันทึกหน้าใหม่ที่มีการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตเพียงเพื่อสนองความต้องการของใครบางคน