
ชักน่าเป็นห่วง
ทันทีที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติออกมาเปิดเผยตัวเลขจีดีพีของ 3 เดือนสุดท้ายของปี 2551 ว่าติดลบถึง 4.3% หลายสำนักก็ออกมาขยายผลและพยากรณ์เศรษฐกิจของไทยว่าในปี 2552 นี้คงจะแย่กว่าที่คิด โดยเฉพาะสำนักมูดี้ส์ (สถาบันจัดอันดับความน่าเช
นายกฯ อภิสิทธิ์ออกมาตอบโต้สำนักมูดี้ส์ด้วยความไม่พอใจว่า มูดี้ส์ใช้อะไรวัด วัดอย่างไร เพราะเท่าที่ดูตัวเลขต่างๆ แล้วไม่เห็นว่าจุดไหนจะมีปัญหาเป็นพิเศษ...
การที่ท่านนายกฯ ออกมาตอบโต้เช่นนี้ ในมุมมองหนึ่งก็นับว่าถูกต้องเพราะจะช่วยไม่ทำให้ชาวบ้านแตกตื่นไปกับคำทำนายของฝรั่งคนนอกบ้าน แต่หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลไทยก็คือต้องหาวิธีป้องกันอย่าให้เกิดเหตุอย่างที่เขาทำนายกัน นี่คือหน้าที่ที่สำคัญยิ่งกว่าอื่นใด
แต่หันมาสำรวจดูเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลใหม่เข้ารับหน้าที่ก็ดี พิจารณาดูจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลชุดนี้ออกมาอย่างรีบร้อนแล้วก็ให้น่าเป็นห่วง เป็นห่วงว่าเศรษฐกิจประเทศเราจะเป็นอย่างที่เขาทำนายกัน เพราะฝีมือบริหารบ้านเมืองไม่ถึง
พูดถึงเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ แม้ว่าต้นเหตุจะเกิดมาจากรัฐบาลชุดก่อนๆ ไม่ว่าเรื่องทางการเอาปลากระป๋องเน่าไปแจกชาวบ้าน ไม่ว่าเรื่องน้ำนมที่แจกเด็กจะมีปัญหาเน่าบูด และความไม่ชอบมาพากลในการจัดหาว่าจ้าง และแม้กระทั่งปัญหาต่างๆ ที่ถูกเปิดเผยออกมาภายหลังซานติก้าผับไฟไหม้ จะเห็นว่าการแก้ปัญหาของรัฐบาลชุดนี้งุ่มง่ามและไม่เฉียบขาด ทุกคนที่เกี่ยวข้องให้เหตุผลอยู่อย่างเดียวกันว่าต้นเหตุจากรัฐบาลชุดเก่า แต่เรื่องที่จะต้องแก้ให้ถูกนั้นเป็นของรัฐบาลชุดนี้ ทำไมไม่รีบสะสางทั้งตัวคนและระบบเสียใหม่ปล่อยให้เรื่องเดินไปเรื่อยๆ เหมือนเป็นเรื่องนอกความสนใจของรัฐบาล
หันมาดูงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจบ้าง เช่นเรื่องจะแจกเงินให้แก่คนที่มีรายได้ต่ำ 2,000 บาท ก็ถกเถียงกันเรื่องวิธีการจ่ายจะเป็นเช็คหรือเป็นการโอนเงิน เรื่องง่ายนิดเดียวแต่เถียงกันแทบตายระหว่างรัฐมนตรีต่างๆ (อย่างนี้เรื่องยากๆ จะแก้ไขได้อย่างไร ไม่น่าเป็นห่วงหรือ) อนึ่ง การเอาเงินงบประมาณซึ่งไม่ค่อยจะมีอยู่แล้วหว่านไปถึงเกือบ 2 หมื่นล้านนั้น นักวิชาการหลายคนเห็นว่าเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เพราะเงินแม้มากถึง 1.9 หมื่นล้านบาท ก็เป็นเพียงเศษส่วนนิดหน่อยกับจีดีพีทั้งก้อนและเทียบกับรายได้ส่งออกที่สูญไปก็น้อยนิดจึงไม่น่าจะมีพลังที่จะเพิ่มตัวเลขจีดีพีให้โตขึ้นได้อย่างไร ทำให้หลายคนพากันเชื่อนักวิชาการที่ออกมาขัดคอ
มาถึงเรื่องการแจกเงินคนสูงอายุคนละ 500 บาทต่อเดือน เป็นเงินในช่วง 6 เดือนตั้งเกือบ 3 หมื่นล้านบาท แต่รัฐมนตรีเจ้าของเรื่องกลับมาลอยหน้าลอยตาออกทีวีว่าเงินก้อนนี้น้อยนิดเดียวเมื่อเทียบกับงบประมาณของประเทศ มีคนฝากให้ถามว่าถ้าเป็นเงินของท่านจะใช้จ่ายอย่างนี้หรือไม่ การจ่ายก็ไม่ละเอียดรอบคอบแถมยังอธิบายเสียด้วยว่าคนแก่เจ้าของร้านทองก็มีสิทธิ์รับเงิน 500 บาทนี้ได้ ซึ่งผู้เสียภาษีฟังแล้วแสลงใจมาก
ถ้าเทียบการบริหารประเทศกับการเล่นหมากรุกแล้วขณะนี้ประเทศไทยต้องการนักเลงหมากรุกที่เล่นเป็น รู้หมากกลไม่ใช่พอแต่เล่นได้ นี่คืออาการน่าเป็นห่วง
นายหนูใหญ่
[email protected]



