คอลัมนิสต์

...เพียงเพราะผลประโยชน์

...เพียงเพราะผลประโยชน์

04 มี.ค. 2552

"ไม่เอาหรอก ขืนผมเป็นสายให้มัน ไปไหนมีแต่คนร้องยี้" เสียงของชายหนุ่มวัย 25 ผู้ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับสิ่งที่ผิดกฎหมายนานัปการพูดกับดิฉัน

เขาเล่าต่อว่า ”พอมันใช้งานเรา จนเราทำให้มันไม่ได้แล้ว ทีนี้มันก็เก็บเรา” แต่ยังมีเสียงที่ต่าง “ผมขอทำงานนะพี่” ผู้ต้องหาที่เพิ่งถูกนายตำรวจชุดสืบจับกุมพูดขึ้นในทันทีที่รู้ว่า อิสรภาพของเขากำลังจะหายไป
 ไม่ต้องหว่านล้อม ไม่ต้องข่มขู่หรือบังคับแต่ประการใด ประสบการณ์ในวงการยาเสพติดทำให้เขาเข้าใจว่า การเสนอตัวต่องานให้แก่ตำรวจจะทำให้เขารอด เขาอาจได้รับการยกเว้นหรืออย่างน้อยก็ลดหย่อน
 “พูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น ไม่ต้องพูดมาก” นายตำรวจใหญ่สอนดิฉันให้เข้าใจถึงหลักการบริหาร "สาย" ในโลกของตำรวจ
 “แล้วของกลางไปไหน” ตั้งคำถามไปแล้วดิฉันจึงฉุกคิดได้ว่า ในโลกของตำรวจนั้นบางเรื่องเป็นเรื่องต้องห้าม ห้ามพูดถึง ก็ในเมื่อตอนเข้าจับกุมกับตอนทำสำนวนจำนวนของไม่เท่ากัน นั่นคือที่มาของความสงสัย
 นายตำรวจใหญ่หัวเราะหึๆ ใบหน้าเจือด้วยรอยยิ้มตอบว่า ”เธอเป็นนักวิจัย เธอก็ลองค้นหาคำตอบดู แล้วกลับมาเล่าให้ฟังบ้าง” เขาพูดต่อว่า “เธอโชคดีกว่านักวิชาการคนอื่นๆ เธอเห็นโลกอย่างที่มันเป็น โลกที่มีทั้งสีเทาและสีดำ”
 เสียงร่ำลือและภาพที่ปรากฏในชุมชนเป็นประเด็นที่ดิฉันนำมาเริ่มต้นการสนทนา "มันเสพจนโทรม แล้วมันก็ขายด้วย คนในวงการพูดกันว่า เป็นยาของตำรวจ"
 อาจเป็นเพราะคนเปิดประเด็นอยู่ในฐานะเฉกเช่นน้อง และเพื่อนร่วมงานที่พร้อมจะเข้าใจ ส่งผลให้นายตำรวจพูดระบายถึงวิถีการทำงานที่บิดเบือนไปของนายตำรวจสายสืบรุ่นหลังว่า “สายสืบรุ่นก่อนเราใช้วิธีล่อซื้อ เดี๋ยวนี้มันใช้วิธีล่อขาย” คำอธิบายที่มาที่ไปของการกระทำที่มิชอบเริ่มต้นจากสาเหตุที่ตัวบุคคล
 "สมัยนี้มันมาเป็นสายสืบเพราะขี้เกียจ ไม่มีวินัย คิดแต่ว่าอยากมาอยู่ที่ที่มีผลประโยชน์" เสริมด้วย “ปัญหางานสืบส่วนใหญ่เกิดจากผลประโยชน์ไม่ลงตัว” การติดกับดักผลประโยชน์ทำให้ผู้ร่วมงานกลายสภาพจากมิตรเป็นอริ ปีนเกลียว ล้มระบบการปกครองบังคับบัญชา เลือกที่จะวิ่งเต้นเข้าหาผู้มีอำนาจเข้าสู่ระบบผลประโยชน์ต่างตอบแทน เมื่อวิธีคิดในการทำงานเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความคาดหวังในผลประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้นเมื่องานไหนที่ไม่มีผลประโยชน์จึงไม่มีใครอยากจะทำ
 "พองานไหนไม่มีผลประโยชน์แถมซ้ำเสี่ยงด้วยมันไม่ทำแล้ว ไม่สนใจหรอกผู้เสียหายเขาจะทุกข์จะเดือดร้อน สนใจแต่งานที่มีผลประโยชน์”
 เมื่อให้เหตุผลว่า สาเหตุมาจากตัวบุคคล การแก้ปัญหาจึงจบลงที่ระดับตัวบุคคลด้วย
 “ต้องไม่โลภ” นายตำรวจสายสืบมือปราบพูดสรุปช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ
 ท้ายที่สุดวงสนทนาก็ขยายเหตุผลที่ทำให้ภาพลักษณ์ของงานสืบสีกากีลดความศักดิ์สิทธิ์ลงว่า มีเหตุมาจากผู้นำ “ผู้ใหญ่พอใจใครก็เอามาเป็น มันไม่ใช่ บางคนมุ่งหวังผลประโยชน์ ทำงานไม่ได้ นักสืบต้องเสียสละทั้งในเรื่องส่วนตัวและผลประโยชน์ ควรคืนรายได้ที่ไม่ถูกต้องให้สังคมบ้าง...ทุกวันนี้จิตวิญญาณของความเป็นตำรวจนักสืบจริงๆ เหลือไม่ถึง 60% เพราะเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา ได้รับส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรม ทำงานไม่เจริญก้าวหน้า ผู้บังคับบัญชาไม่ได้กลั่นกรองข้อมูล ใครฟ้องก่อนได้เปรียบ" ความในใจพร่างพรู
 “นักสืบรุ่นเก่าๆ เติบโตมาด้วยสายงาน การสืบสวนมันเข้าถึงแก่น เข้าไปคลุกคลีอยู่กับโจร ลงพื้นที่คุมโซน แค่คนล้วงกระเป๋าก็รู้แล้วว่า น่าจะเป็นฝีมือใคร อยู่กลุ่มไหน ใครเป็นเจ้าถิ่น แล้วมาขายใคร จะรู้หมด วงการมือปืน พวกมาเฟียก็จะรู้เพราะวางคนเข้าไปแทรกซึม ปัจจุบันไม่ได้โตมาด้วยสายงาน แต่มาจากการวิ่งเต้น ไม่มีอุดมการณ์ไปอิงนักการเมือง คนที่ออกมาโชว์ทุกวันก็ไม่ได้ทำจริง ไม่รู้เรื่องจริง
 "เมื่อตำรวจมือใหม่อยู่ในวัฒนธรรมองค์กรเช่นนี้ แถมซ้ำไม่มีพี่เลี้ยงที่ดีและต้องทำงานอยู่บนกองผลประโยชน์ล่อใจ จะอดทนอดกลั้นต่อความโลภโดยมีความหวังที่จะเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ได้นานสักเพียงใด ในฐานะของประชาชนคงได้แต่เพียง...โหยหาอดีต

 

 ปนัดดา ชำนาญสุข

 [email protected]