
นิการากัว 1
คอลัมน์วันเว้นวัน วันนี้ จะพาคุณผู้อ่านข้ามฟ้าไปสัมผัสกับ "ประเทศนิการากัว" ครับ นิการากัวเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกากลาง คือในราว 1.3 แสน ตร.กม. มีพรมแดนต่อกับประเทศฮอนดูรัส และคอสตาริก้า
โดยมีชายฝั่งติดกับมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียน ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่มาของชื่อประเทศที่มีความหมายว่า “ล้อมรอบด้วยน้ำ”
ดินแดนแห่งนี้เป็นแหล่งวัฒนธรรมของชาวพื้นเมืองในอเมริกากลางและอเมริกาใต้มาบรรจบกัน ใน ค.ศ.1502 โคลัมบัสเดินทางมาถึงนิการากัวและแล่นเรือสำรวจชายฝั่ง แต่ผู้ที่ประกาศยึดครองดินแดนแห่งนี้คือ กอนซาเลส ดาวิลา ภายหลังเดินทางไปถึงปานามาในปี 1520
แต่ดาวิลาก็ถูกชาวอินเดียนพื้นเมืองโจมตีจนต้องหนีกลับไปปานามา หลังจากนั้นอีก 4 ปี สเปนจึงเริ่มเข้าไปตั้งถิ่นฐานในนิการากัวและถูกต่อต้านจากชาวพื้นเมืองอย่างหนัก จนถึงปี 1529 สเปนจึงสามารถกำราบเจ้าของพื้นที่เดิมลงอย่างราบคาบ ในปี 1538 สเปนได้แต่งตั้งข้าหลวงใหญ่มาประจำที่นิการากัว แต่ภายหลังปี 1610 นิการากัวก็ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเม็กซิโก ก่อนจะกลายมาเป็นรัฐหนึ่งในเป็นสหรัฐอเมริกากลางในปี 1821 และแยกตัวออกมาเป็นประเทศสาธารณรัฐในปี 1838
เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของนิการากัวที่ตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับแอตแลนติก ทำให้สหรัฐ และประเทศมหาอำนาจในยุโรปต้องการที่จะขุดคลองผ่านประเทศนี้เพื่อเชื่อมสองมหาสมุทรดังกล่าวเข้าด้วยกัน นอกจากจะลดระยะทางและค่าใช้จ่ายในการดินเรือแล้ว ยังเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ซึ่งรัฐบาลสหรัฐในขณะนั้นได้เสนอพระราชบัญญัติขุดคลองนิการากัวในปี 1899 แต่ไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เนื่องจาก "ซาโมส เซลายา" ซึ่งดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีนิการากัว อยู่ในเวลานั้นมีแนวคิดชาตินิยมและต่อต้านการกอบโกยทรัพยากรของชาติ ทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องเปลี่ยนไปขุดคลองที่ปานามาแทน
ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้กลุ่มอนุรักษนิยมก่อการกบฏ แต่ทหารรัฐบาลนิการากัวสามารถปราบปรามพวกกบฏได้ และในเดือนพฤศจิกายน 1909 ประธานาธิบดีเซลายาก็สั่งลงโทษประหารชีวิตกบฏถึง 500 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีชาวอเมริกันรวมอยู่ด้วย 2 คน สหรัฐส่งเรือรบไปยังนิการากัวทันทีด้วยข้ออ้างว่าเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของชาวอเมริกัน ส่งผลให้ประธานาธิบดีเซลายาต้องลาออกจากตำแหน่ง
ต่อมาในปี 1912-1933 สหรัฐได้ส่งนาวิกโยธินเข้ายึดครองนิการากัวด้วยข้ออ้างเพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยและทรัพย์สินของชาวอเมริกัน กับเพื่อคุ้มครองประเทศนิการากัวแต่ถูกต่อต้านจากกลุ่มกองโจรติดอาวุธภายใต้การนำของ นายพลโอกุสโต ซานดิโน และจบลงด้วยการที่สหรัฐยอมประนีประนอมกับกองโจร โดยยินยอมให้มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมอันนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตามในปี 1934 ซานดิโน ก็ถูกสังหารด้วยฝีมือของกองกำลังแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นและได้รับการฝึกจากสหรัฐ ส่วนสมาชิกกองโจรของซานดิโนหลายร้อยคนทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก และผู้ใหญ่ ถูกกวาดล้างอย่างโหดเหี้ยม และในปี 1937 อนาสตาซิโอ โซโมซา กราเซีย มิตรสนิทของรัฐบาลสหรัฐ ก็ก้าวขึ้นมาเป็น ประธานาธิบดี
โซโมซาและครอบครัวซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ อยู่ในอำนาจเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 40 ปี จน คาร์ลอส ฟอร์เนสกา ร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน รื้อฟื้นแนวทางการต่อสู้ของซานดิโนขึ้นมาใหม่ โดยก่อตั้งแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติซานดินิสต้า ขึ้นในปี 1961 ซึ่งก็ถูกปราบปรามจากรัฐบาลเผด็จการอย่างรุนแรง แต่แล้วเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดในปี 1972 และการคอรัปชั่นของรัฐบาลโซโมซาจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนั้นก็ได้ปลุกกระแสความไม่พอใจและการต่อต้านรัฐบาลให้แพร่ขยายออกไปทั่วประเทศ
ซานดินิสต้าซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนและคาทอลิก รวมทั้งรัฐบาลของประเทศในภูมิภาคและนานาชาติ ประสบชัยชนะในปี 1977 ซานดินิสต้าและพันธมิตรจึงได้ร่วมกันตั้งรัฐบาล แต่ในที่สุดก็เกิดความขัดแย้งภายในกลุ่มซานดินิสต้าเองระหว่างคนผิวดำที่เรียกว่า “แบล็ก ซานดินิสต้า” กับคนผิวขาว หรือ “ไวท์ ซานดินิสต้า”
เรื่องราวของนิการากัวกำลังสนุกใช่ไหมครับ แต่น่าเสียดายที่เนื้อที่ของคอลัมน์วันเว้นวันหมดลงเสียก่อน ไว้วันศุกร์นะครับ ผมจะนำเรื่องของนิการากัวมาเล่าต่อ... ผู้อ่านที่สนใจอยากได้หนังสือ "อ่านเอาเรื่อง” สามารถส่งชื่อที่อยู่ขอรับได้ที่อีเมลชื่อ psevikul.com ได้ถึงศุกร์ที่ 6 มีนาคมนี้ ครับ



