เจาะประเด็นร้อน

กระดานความคิด

เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

กระดานความคิด + ความดีของระบอบทักษิณ + การเมืองบ้านเมืองเรามาถึงขั้นที่ไม่รู้ว่า พัฒนาแล้ว หรือเป็นประชาธิปไตยแล้ว หรือเป็นเผด็จการไปแล้ว หรือกำลังจะไปในทิศทางไหน แต่ที่แน่ๆ การเมืองในช่วงนี้เป็นการเมืองที่จะต้องได้รับการตรวจสอบชำแหละหาที่มาที่ไปเพื่อนำไปศึกษาเพื่อให้มีคุณค่ามากกว่า ปรากฏการณ์ จากการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้ง และเรียกกันว่า เป็นประชาธิปไตย โดยเป็นประชาธิปไตยที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งบริหารและนิติบัญญัติ ไปสู่การเมืองที่ฝ่ายหนึ่งเรียกว่า "อนาธิปไตย" บ้าง หรือบ้างก็เรียกว่า "อำมาตยาธิปไตย" คำเรียกหาเช่นที่ว่านั้น อาจเป็นเพราะใช้อธิบายเหตุการณ์เป็นจุดๆ ช่วงๆ เป็นการเฉพาะ หรืออธิบายถึงองค์รวมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนับแต่ปี 2544 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก้าวขึ้นสู่อำนาจ โดยมีพรรคไทยรักไทยเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล และค่อยๆ ดึงเอาพรรคอื่นๆ เข้ามาหลอมรวมอยู่ในพรรคเดียวกัน ความยิ่งใหญ่ของพรรคไทยรักไทย และการได้ผู้นำที่โดดเด่น ส่งผลให้กลไกต่างๆ โอนอ่อนผ่อนตามเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ที่ผู้นำต้องการ ซึ่งในจังหวะนั้นก็อาจจะเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนจริงๆ จึงได้ลัดขั้นตอน และทำเป็นลืมกฎระเบียบที่สังคมคุ้นเคยกับมัน ยินยอมเป็นผู้รับ และยินยอมให้ผู้นำและรัฐบาลเป็นผู้ให้โดยที่ไม่ต้องร้องขอ หรืออาจจะร้องขอได้ในช่องทางและข้อจำกัดที่รัฐกำหนดให้ เมื่อสิ้นยุคพรรคไทยรักไทยเพราะการยึดอำนาจของกองทัพ มาสู่พรรคพลังประชาชน การเมืองแบบที่ว่าซึ่งกำลังเติบใหญ่ขึ้นรูป รอเพียงภายในที่แข็งแกร่ง แต่เมื่อขาดผู้นำซึ่งกลายเป็นจำเลย และเป็นผู้ต้องโทษจำคุก จึงเผชิญกับลมแรง ที่บางฝ่ายเรียกว่า กฎระเบียบที่ถูกละเลยไปในก่อนหน้านี้ เข้าปะทะ เมื่อการสร้างกล้ามเนื้อยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ความเสียหายจึงเกิดขึ้นอย่างรุนแรง เห็นได้ในกรณีม็อบเสื้อแดงกับเสื้อเหลืองที่เรียกการเมืองแบบที่ถูกยึดอำนาจด้วยท่าทีชิงชังรังเกียจว่า "ระบอบทักษิณ" ความจริงแล้ว "ระบอบทักษิณ" นั้นมีความดีของมันอยู่ ใช่ว่าจะเลวไปเสียทีเดียว เพราะ "ระบอบทักษิณ" ที่เรามองเพียงว่า ได้สร้างความต้องการให้แก่คนระดับรากหญ้า ที่จะรอรับความช่วยเหลือจากรัฐนั้น แท้จริงแล้ว ระบอบทักษิณ ก็ได้ "เร่งเร้า" กระบวนการเรียนรู้ทางการเมืองให้คนรากหญ้า หรือรากแก้ว (ศัพท์ของ คมช.) ไม่ว่าจะรู้มากรู้น้อย หรือรู้แบบผิดๆ ถูกๆ เมื่อลงได้ว่าเริ่มเรียนรู้แล้ว ก็ย่อมจะเกิดความอยากรู้ อยากแสวงหา เพื่อนำมาเป็นประเด็นต่อสู้ หรือถกเถียง น่าเชื่อว่า พัฒนาการจากตรงนี้ จะนำไปสู่การเมืองที่คนรากหญ้ารากแก้ว จะรู้จักการเรียกร้อง การร้องขอ ที่รัฐหรือตัวแทนรัฐจะต้องจัดเตรียม จัดหา สิ่งที่ประชาชนคนเหล่านี้เรียกร้อง ขณะเดียวกัน ก็ต้องเตรียมตัวตอบคำถามที่เกี่ยวกับการบริหารประเทศ การออกกฎหมาย หรือกระทั่งอนุมัติกฎระเบียบตามเสียงเรียกร้อง "ตรง" โดยที่ไม่ต้องผ่านตัวแทน เพียงแต่ในวันนี้ การเติบโตทางการเมืองของคนไทยยังไม่แข็งแรงพอที่จะลุกขึ้นมาชี้หน้าบรรดา ส.ส.ที่กำลังวิ่งสลับไปสลับมาตามจำนวนตัวเลข 7 หลัก 8 หลัก และเก้าอี้รัฐมนตรีที่แต่ละขั้วการเมืองหยิบยื่นให้ ...ยังไม่กล้าพอที่จะลุกขึ้นมาชี้หน้าว่า เฮ้ย !! เมื่อไรเอ็งจะกล้าหาญพอที่จะเดินออกมาแล้วพูดว่า จะอยู่ฝ่ายนี้แหละ เพราะเชื่อว่าฝ่ายนี้มันจะทำเพื่อประชาชนจริงๆ
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง