
หัวใจพระพุทธศาสนา
คอลัมน์... อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน [email protected]
วัน ‘มาฆบูชา’ ที่ผ่านมา สมเด็จพระสังฆราช ประทานคติธรรมที่พุทธศาสนิกชนพึงนำไปปฏิบัติเพื่อเข้าใจถึงแก่นแท้พุทธศาสนา ดังนี้
ooo
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม ‘หัวใจพระพุทธศาสนา’ ในงานวันมาฆบูชา ใจความว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพุทธบริษัทให้ตระหนักถึงคุณค่าของการพัฒนาจิตใจว่า
“คนมีปัญญา ทำจิตที่ดิ้นรนกวัดแกว่งรักษายาก ให้ตรงได้เหมือนช่างศรทำลูกศรให้ตรงได้” ฉะนั้นการอบรมจิตใจให้ถึงความเป็นบัณฑิตผู้เจริญด้วยสติปัญญาย่อมเป็นวิถีทางของการเป็นพุทธศาสนิกชน แต่หนทางที่จะก้าวไปสู่ความเป็นบัณฑิต ต้องอาศัยการศึกษาพระธรรมเป็นหนทางสายเอก ด้วยอำนาจพระมหากรุณา จึงประทานโอวาทปาฏิโมกข์เป็นบทสรุปวิถีทางอบรมจิตใจของพุทธบริษัทไว้ 3 ประการ
โดยการทำความดี ละเว้นความชั่ว และชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ดังที่เรียกว่าหัวใจของพระพุทธศาสนา เนื่องในดิถีมาฆบูชา ขอพุทธบริษัททุกหมู่เหล่าใช้โอกาสนี้ เร่งสำรวจจิตใจของตนด้วยอำนาจแห่งความโลภ ความโกรธ และความหลง อันเปรียบประดุจศรที่ยังคดงอประการใดบ้าง
เมื่อพบแล้ว จงหันมาเอาใจใส่ศึกษาปริยัติธรรมชำระจิตใจให้สะอาดผ่องแผ้ว
จนยกระดับสู่ขึ้นปฏิบัติธรรมเปรียบประดุจการทำลูกศรให้ตรง นำไปสู่การบรรลุถึงปฏิเวธธรรมอันเป็นเป้าประสงค์ได้สมมโนปณิธาน
จึงขอให้พัฒนาจิตใจให้บรรลุสู่หัวใจพระพุทธศาสนา
ooo
เด็กรีไทร์ไม่ใช่เด็กโง่
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ
ผมขอบใจนโยบายของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี และอยากให้ทุกสถาบันถือเป็นโมเดล ดังนี้
ในปีการศึกษา 2562 มหาวิทยาลัยยังคงเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่ถูกรีไทร์กลับเข้าเรียน ถือเป็นปีที่ 2 ที่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้ หลังจากปีการศึกษา 2561 ได้รับผลตอบรับออกมาดีมาก นักศึกษาที่กลับเข้าเรียนใหม่ที่ผ่านมาเป็นนักศึกษาที่ขาดทุนทรัพย์หรือมีความจำเป็นจำต้องทำงานจึงต้องเลิกเรียนกลางคัน ซึ่งเมื่อทุกคนกลับเข้ามาเรียนจึงมีความตั้งใจเป็นอย่างมาก โดยในปีนี้เชื่อว่าจะมีนักศึกษาสนใจกลับเข้ามาเรียนเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เพราะเห็นตัวอย่างจากปีที่แล้วว่า มทร.ธัญบุรี สามารถทำเรื่องนี้ได้จริง
อย่ามองว่าเด็กที่ถูกรีไทร์ออกไปเป็นเด็กเกเร เพราะเด็กบางส่วนมีปัญหาทางบ้าน มีความจำเป็นต้องออกกลางคัน จึงควรเปิดใจให้โอกาสเด็กได้กลับเข้ามาเรียนต่อ
สำหรับนักศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย และมีผลการเรียนที่อาจเข้าข่ายที่จะต้องถูกรีไทร์นั้น มหาวิทยาลัยมีแนวทางการช่วยเหลือ โดยจะเปิดโอกาสให้สามารถเทียบโอน หรือย้ายสาขาไปเรียนยังสาขาอื่นที่ชอบหรือที่ถนัดได้ เพื่อช่วยเหลือนักศึกษา
นี่คือการให้โอกาสและผมเชื่อว่าเด็กถูกรีไทร์ไม่ใช่เด็กโง่-เด็กเกเร
สุรพล (กทม.)
ooo
ตอบคุณ ‘สุรพล’ กทม.
ผมก็มีความเชื่อว่าเด็กนักเรียน นักศึกษา ที่ถูกรีไทร์ไม่ใช่เด็กโง่หรือเด็กเกเร แต่บางคนมีปัญหาเรื่องครอบครัว, ขาดเงิน ฯลฯ
การที่ มทร.ธัญบุรี โดยท่านอธิการบดี “รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ” ได้มีนโยบายให้เด็กถูกรีไทร์กลับเข้าเรียนจึงเป็นโอกาสทองอย่างดียิ่ง
นี่คือ ‘เมตตาธรรมค้ำจุนโลก’ และเป็นการช่วยเหลืออย่างเข้าถึงและขอให้ทุกสถาบันได้โปรดให้โอกาสเช่นนี้
อ๊อด เทอร์โบ
[email protected]
มีจดหมายส่งมากจากทั่วประเทศถึงเรื่อง ‘กัญชา’ ซึ่งอาจจะมีความสับสนจึงขอนำข่าวความคืบหน้าล่าสุดมาเพื่อความชัดเจน
จากจดหมายของคุณ ‘กำชัย’สารคาม และขอขอบคุณมา ณ ที่นี้
ooo
‘กัญชา’ ใช้ทางการแพทย์
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ
มีพรรคการเมืองหลายพรรคนำเรื่องกัญชาเป็นนโยบายหาเสียงแต่ข่าวต่อจากนี้เป็นเรื่องน่าสนใจเพราะ อย.มีประกาศออกมาแล้วครับ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีการประชุมพิจารณาอนุบัญญัติทั้งหมด 5 ฉบับ ประกอบด้วย กฎกระทรวง 1 ฉบับ เกี่ยวกับการผลิต การปลูก การสกัด การวิจัย การจำหน่ายและการส่งออกและประกาศอีก 4 ฉบับ
แบ่งเป็นประกาศตำรับที่มีส่วนประกอบของกัญชาที่จะใช้ในทางการแพทย์ แพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านที่จะอนุญาตให้ปรุงยา ประกาศเกี่ยวกับการนิรโทษผู้ครอบครองกัญชา 3 ฉบับ ซึ่งให้ผู้ครอบครองมาแจ้งภายใน 90 วัน หลังกฎหมายบังคับใช้ โดยไม่ต้องรับโทษ
ประกอบด้วย 1.หน่วยงาน องค์กร ภาครัฐ ภาคเอกชน วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น แพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านที่ขึ้นทะเบียน มหาวิทยาลัยหน่วยงานที่ทำการวิจัย 2.ผู้ป่วยที่แพทย์วินิจฉัยว่ามีความไม่สบายใจจริงๆ ก็ให้มาแจ้งและสามารถใช้ยาจากกัญชาต่อไปได้ และ 3.บุคคลอื่นที่ไม่อยู่ในคุณสมบัติทั้ง 2 ข้อ จะต้องส่งมอบกัญชาหรือยาที่เข้ากัญชาให้กับหน่วยงานของรัฐหรือกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำไปทำลาย
คณะกรรมการได้พิจารณาเห็นชอบในร่างอนุบัญญัติทั้งหมดในเบื้องต้น แต่ยังต้องมอบให้ อย.ไปดำเนินการรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก่อน
เมื่อแจ้งการครอบครองแล้วก็ให้ผู้ป่วยใช้ยานี้ไปจนกว่าจะได้ไปพบแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบัน และได้รับการสั่งให้มีการใช้กัญชาตามระบบใหม่ที่เกิดขึ้น ยึดหลักว่าผู้ป่วยจะต้องได้รับการรับรองจากแพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์แผนไทย รับรองมาว่าป่วยจริง เพราะกฎหมายมีเจตนาที่ดีให้ผู้ป่วยที่ขณะนั้นไม่สามารถมีช่องทางอื่นในการรักษาไปใช้ยาไม่ได้รับอนุญาต
สำหรับ 4 กลุ่มโรคที่มีการเสนอในคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ คือ ลมชักในเด็ก กล้ามเนื้อแข็ง ผู้ป่วยมะเร็งที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน จากการได้รับยาเคมีบำบัด และปวดเรื้อรัง
รวมถึงอีก 2 กลุ่มโรค คือ กลุ่มโรคที่น่าจะมีประโยชนทางการแพทย์ อาทิ โรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ เครียด และการใช้ในผู้ป่วยระยะสุดท้าย
ส่วนอีกหนึ่งกลุ่มคือ กลุ่มที่อาจจะมีประโยชน์ เช่น การใช้น้ำมันกัญชาในการฆ่าเซลล์มะเร็ง ซึ่งจะต้องเริ่มวิจัยตั้งแต่หลอดทดลอง และระดับคลินิก
จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งเรื่องกัญชาให้ทราบและเข้าใจตรงกันครับ
กำชัย (สารคาม)



