คอลัมนิสต์

มองอีกมุม...เรื่องราวของ"ทษช."ควรยุติให้ประชาชนตัดสินในสนามเ

มองอีกมุม...เรื่องราวของ"ทษช."ควรยุติให้ประชาชนตัดสินในสนามเ

26 ก.พ. 2562

โดย...  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

 


          หลากความเห็นเกี่ยวกับบิ๊กเซอร์ไพรส์ของ “พรรคไทยรักษาชาติ” เมื่อไม่กี่วันก่อนนั้น...กระแสยังไม่ซาลง


          เพราะความเห็นว่า ทษช.ที่มียังเติร์กเป็นแกนนำพรรคนั้น กระทำการในสิ่งมิบังควรเป็นอย่างยิ่ง และสมควรที่จะพ้นจากวงโคจรการเมืองไปชั่วกาล

 

 

          แต่อีกมุมหนึ่งที่มองว่าสิ่งที่ ทษช.กระทำไปนั้น ยืนบนหลัก "เจตนาบริสุทธิ์” ที่มิอาจเอื้อมดึงสถาบันลงมาให้มัวหมอง สิ่งที่ตัดสินใจไปนั้นเพียงเพราะยึดข้อมูลพื้นฐานที่บังเกิดก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์


          เครือเนชั่น ได้ประมวลมุมมองอีกด้านหนึ่งที่เห็นว่า สิ่งที่ ทษช.ดำเนินการไปนั้น ควรยุติหลังมีพระราชโองการ...


          “ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม” รองอธิบดีสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด กล่าวกับเครือเนชั่นถึงกรณีที่ กกต.ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ หลังมีพระราชโองการ กรณีที่พรรคไทยรักษาชาติยื่นเสนอบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรี


          “ผมอธิบายในฐานะนักกฎหมาย ผมมองที่เจตนาของทั้งสองฝ่ายคือ กรรมการบริหารพรรค และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ในการเสนอพระนามเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น


          หลักกฎหมายให้ดูเจตนา กรณีนี้ทูลกระหม่อมและกรรมการบริหารพรรค ทษช. ที่เป็นคนรุ่นใหม่ต่างไม่ทราบสถานะในตอนยื่นบัญชี (เช้าวันที่ 8 ก.พ.) ต่อ กกต. เพราะทูลกระหม่อมทรงแจ้งว่าลาออกจากฐานันดรศักดิ์ตั้งแต่ปี 2515 และพรรคนี้คงมองว่าทางเลือกของการปรองดองนั้นน่าจะใช้วิธีนี้ เพราะอย่าลืมว่ายุค คสช.นั้นยังไม่พบว่าสร้างความปรองดองในชาติเลย


          คนรุ่นใหม่ของพรรคนี้มีความคิดน่าสนใจคือการจงรักภักดีนะ ไม่อย่างนั้นคงไม่กระทำแบบนี้ เพราะคงมองแล้วว่าทูลกระหม่อมน่าจะช่วยขจัดความขัดแย้งในชาติไปได้ หากทูลกระหม่อมได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ตามขั้นตอนในรัฐสภา น่าจะเป็นหลักประกันว่า




          1.การอภิปรายในสภาและนอกสภาจะไม่มีเรื่องการด่าทอแบบในอดีต การเมืองจะใช้การพูดจาแบบมีเหตุผลขึ้น ยืนยันว่าการอภิปราย ครม.และนายกฯ นั้นยังทำได้


          2.นโยบายรัฐบาลนั้น ฝ่ายค้านอภิปรายและเสนอความเห็นได้ตามปกติ แต่จะมีความสุภาพและรอมชอม ผมมองว่าการเมืองจะมีเหตุผลขึ้น อย่าลืมว่าที่ผ่านมาเวลาฝ่ายใดเป็นรัฐบาลจะมีการอภิปรายแบบดุเดือดเหมือนเป็นศัตรูกันเลย”


          รองอธิบดีสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด ให้ความเห็นอีกว่า "การที่ กกต.เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคในเวลาไม่กี่วัน ผมมองว่า กกต.ควรสอบถาม ทษช.ก่อนนะ ว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร และทูลกระหม่อมก็แสดงเจตนาออกมาในตอนนั้นแล้วว่าอยากมาช่วยชาติบ้านเมือง บุคคลที่สังคมมองว่าอยู่ในฐานะสูงศักดิ์และแสดงความประสงค์แบบนี้ ผมมองไม่ออกว่าจะเป็นปฏิปักษ์กับการปกครองฯ ได้อย่างไร จุดนี้ผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่กกต.เสนอศาลไปนะ


          แต่เมื่อมีพระราชโองการลงมา เมื่อเป็นแบบนี้ผมมองว่าในหลวงทรงมีพระราชโองการแบบนี้ในกลางคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พระองค์ท่านมีพระราชวินิจฉัยว่าไม่เหมาะสม แต่ไม่ได้ระบุคำสั่งห้าม เป็นการเตือนตามปกติ กรณีนี้เมื่อ กกต.ไม่รับรองรายชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกฯ ของ ทษช.แล้ว ก็ควรยุติ และไม่ควรพูดกันต่อว่ามีการดึงสถาบันลงมา วันนั้นผมมองว่าทูลกระหม่อมและกรรมการบริหารพรรค ทษช. ต่างมองว่ามีการสละฐานันดรศักดิ์ไปแล้ว และไม่มีข้อห้ามทางกฎหมาย แต่เมื่อมีพระราชโองการในลำดับต่อมาก็ต้องยุติ


          หากมีพระราชโองการมาก่อนแต่ ทษช.ยังกระทำต่อแบบนี้จึงจะเรียกว่าเป็นปฏิปักษ์ได้ และเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท แต่ในช่วงบ่ายวันที่ 8 กุมภาพันธ์ กกต.ก็ยังไม่มีความชัดเจนออกมานะในเรื่องนี้และลองมองไปในช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง กกต.แทบไม่มีความชัดเจนเลย เราจะเห็นข่าวสารเรื่องนี้มาจากรัฐบาลก่อน จากนั้น กกต.จึงมีท่าทีดำเนินการ”


          หากถามว่าใครอยู่เบื้องหลัง ทษช.ในเรื่องนี้หรือไม่ รองอธิบดีสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด กล่าวว่า “ผมมองว่าผู้สูงศักดิ์แบบนั้นใครจะไปอยู่เบื้องหลังและสั่งการได้ ผมมองว่าทูลกระหม่อมทรงใช้วิจารณญาณพิจารณาข้อเสนอของ ทษช.แล้ว”


          รองอธิบดีสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด ตอบคำถามกรณีบางคนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าทษช.ต้องรับโทษทางอาญาด้วย หากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาว่าผิด “ผมยืนยันว่ากรรมการบริหารพรรค ทษช.ขาดเจตนา เพราะใจความสำคัญในพระราชโองการคือพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์ทรงสถานะอยู่เหนือการเมือง ผมมีมุมมองว่าทูลกระหม่อมในตอนตอบรับพรรค ทษช.ก็คงไม่ทราบ หากทูลกระหม่อมทราบตามพระราชโองการคงไม่ตอบรับ ทษช. และได้บอกสังคมแล้วว่าทูลกระหม่อมเสียพระทัยในเรื่องนี้แล้ว และ ทษช.นั้นหากทราบก็คงไม่ดำเนินการ ตรงนี้ที่ผมมองว่า ขาดเจตนาทั้งสองฝ่าย"


          “ผมมองว่าในเรื่องนี้ทุกฝ่ายควรยุติการนำสถาบันลงมาได้แล้ว เมื่อมีพระราชโองการแล้วควรยุติ เพราะทุกคนเข้าใจกันแล้ว กรณีนี้ผมมองว่า กกต.ไม่รอบคอบเท่าทีควรเพราะมันเหมือนจะขยายความออกไปอีกหลังมีพระราชโองการ เราควรดูพระราชกรณียกิจของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ช่วยเหลือคนไทย ทูลกระหม่อมก็เช่นกันที่ช่วยเหลือคนไทยหลากด้าน และเมื่อมีพระราชโองการทุกอย่างควรยุติ เพราะผมมองแบบ “สุขุม นวลสกุล” มอง และบอกสังคมในเรื่องนี้นะ”


          “สุขุม นวลสกุล” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวกับเครือเนชั่นว่า “มองว่า ทษช.จะรอดหรือไม่นั้น ผมไม่เห็นข้อกล่าวหาของ กกต.และหลักฐานของ ทษช. แต่มติเอกฉันท์ของ กกต.ที่ยื่นศาลและมติเอกฉันท์ของศาลที่รับเรื่องนี้ไว้นั้น แสดงว่ามั่นใจในหลักฐาน เมื่อเป็นแบบนี้ผมไม่รู้ว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร"


          อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า “หากผมเป็นพรรคไทยรักษาชาติก็สั่นแล้ว ตอนนี้ ทษช.ทำได้เพียงขอให้ศาลสอบพยานเพิ่มเติม ในมุมของผมนั้น ทษช.คงมั่นใจว่าสิ่งที่ดำเนินการไปนั้นไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และบางคนสงสัยว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ อย่างไร”


          เมื่อ กกต.และศาลมีมติเอกฉันท์แบบนี้ สถานการณ์ของ ทษช.น่าเป็นห่วง ส่วนบทลงโทษของ ทษช.ในเรื่องนี้ ไม่ทราบว่าจะออกมาอย่างไร แต่มองในเชิงรัฐศาสตร์ หากลงโทษกับคนที่ไม่มีเจตนาแบบนั้น มันรุนแรงไป 


          สุขุมย้ำว่า เห็นด้วยกับอดีต กกต. (สดศรี สัตยธรรม) ที่ระบุว่า "ในเมื่อมีพระราชโองการ ซึ่งเราต้องรับเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ซึ่งจะต้องยุติในเรื่องต่าง ๆ ทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ไม่ควรนำเรื่องนี้เข้ามาสู่การพิจารณาของ กกต.ด้วยซ้ำ ไม่ควรมองว่าพรรคไทยรักษาชาติควรรับผิดชอบในเรื่องการเสนอพระนามทูลกระหม่อมหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว และกฎหมายก็ไม่ได้บังคับว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ห้ามเสนอชื่อบุคคลใดบ้าง เรื่องนี้ควรจบตั้งแต่วันนั้น ไม่ควรขยายเรื่องให้เกิดประเด็นความแตกแยก”


          “หากศาลให้ ทษช.มาชี้แจง ตามหลักยุติธรรมที่ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายชี้แจง ก็เป็นสิ่งที่ดีและหากมีวินิจฉัยว่าให้เรื่องนี้ยุติและให้สังคมตัดสิน ทษช.จากการดำเนินการครั้งนี้ว่าถูกหรือไม่ ผมมองว่าเหมาะสมนะ"