
อุดช่องสกัด"นายกฯป๊อปปูล่า"
คอลัมน์... ถอดรหัสลายพราง โดย... พลซุ่มยิง
เหลือเวลาอีก 8 วันให้ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กางตำรากฎหมายจัดทิศทางการทำงานของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ใหม่
เพราะทันทีที่ตอบรับคำเชิญ ‘พรรคพลังประชารัฐ’ ทุกย่างก้าวล้วนสำคัญ หากพลาดก็เข้าทางนักการเมืองคร่ำหวอดในวงการ ใช้จัดการคู่แข่งที่ด้อยประสบการณ์มานักต่อนัก
สำนักนายกรัฐมนตรีกำลังปรับรูปแบบรายการ ‘ศาสตร์พระราชา’ ออกอากาศทุกค่ำวันศุกร์ของพล.อ.ประยุทธ์ ใหม่ ลดเนื้อหาสุ่มเสี่ยงเข้าข่ายกระทำความผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเพียงผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ไม่ใช่ผู้สมัคร จึงต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่สามารถหาเสียงหรือใช้ตำแหน่งหน้าที่ให้คุณและโทษพรรคการเมือง
สำหรับการลงพื้นที่ต่างจังหวัด หรือจัดครม.สัญจร แม้ ‘นายกรัฐมนตรี’ สามารถทำได้ เนื่องจากมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินและเป็นรัฐบาลเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่รักษาการ
แต่ต้องตัดสินใจเลือกว่าจะเป็น ‘สุภาพบุรุษ’ ในสายตาประชาชนด้วยการยกเลิกภารกิจดังกล่าว หรือยอมถูกโจมตี ‘เอาเปรียบคู่แข่ง’ โดยการเดินหน้าต่อ และยังสุ่มเสี่ยงก่อให้เกิดการกระทำผิด
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ากำลังปรับรูปแบบรายการศาสตร์พระราชาของนายกรัฐมนตรี โดยเน้นหนักเนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาประชาชนผ่านคลิปวิดีโอ หรือนโยบายของรัฐบาลที่จำเป็นที่เพิ่งผ่านการอนุมัติของ ครม.
ยืนยันรายการศาสตร์พระราชาไม่เน้นเรื่องการเมืองเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก
“ประชุม ครม.สัญจร อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าควรจัดหรือไม่ ถ้าจะจัด ควรจะไปที่ไหน แต่ยังไม่ได้ข้อยุติ ซึ่งนายกฯ มอบให้ อ.วิษณุ ช่วยดูว่าการลงพื้นที่แต่ละครั้งสุ่มเสี่ยง อาจจะกระทบ หรืออาจทำให้คนตีความไปอย่างอื่นหรือไม่ ท่านก็ระมัดระวังเพื่อเกิดความเหมาะสม ส่วนการตรวจราชการของนายกรัฐมนตรีเป็นไปตามปกติทั้งการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน การจัดการงบประมาณ”
ในส่วนคสช.ได้ปรับลดกำลังรักษาความสงบแห่งชาติ (กกล.รส.) ทั่วประเทศ 70% จากเดิมมีประมาณ 200 กองร้อย กองร้อยละ 150 คน รวมกำลังพล 3 หมื่นนายและนายทหารประจำกองบัญชาการ 50 นาย ปัจจุบันคงเหลือ 150 กองร้อย กองร้อยละ 70 คน นายทหารประจำกองบัญชาการ 10 คน ซึ่ง กกล.รส.ที่เหลืออีก 30% ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจ 7 ประการ
1.การปฏิบัติต่อเป้าหมายบุคคลและการติดตามกลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติกรรมเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ
2.การติดตามเฝ้าระวังสื่อโทรทัศน์โทรคมนาคม ระบบการติดต่อสื่อสาร สถานีวิทยุชุมชน และสื่อออนไลน์
3.การควบคุมระบบคมนาคม การจัดตั้งด่านตรวจจุดตรวจ เพื่อสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
4.การควบคุมการเคลื่อนไหวการชุมนุมบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมสถานการณ์การชุมนุมต่อต้านการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่และการบริหารงานแผ่นดิน
5.การปฏิบัติการกิจการพลเรือน
6.การปฏิบัติตามคำสั่ง คสช.
และ 7.การปฏิบัติตามนโยบายของ ผบ.กกล.รส.
หน่วยงานความมั่นคงวิเคราะห์ว่า ‘ศึกเลือกตั้ง’ ครั้งนี้เป็นการขับเคี่ยวระหว่าง 3 พรรคการเมือง ต่างก็มีจุดเด่นจุดด้อยที่น่าสนใจ หากมองจำนวนส.ส. และความเชี่ยวชาญในการหาเสียง ‘เพื่อไทย’ เป็นต่อ แต่เสถียรภาพภายในพรรคระส่ำระสาย โดยเฉพาะบุคคลถูกเสนอชื่อเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ภาพรวมดูดี คนรู้จักทั้งประเทศ แต่ไม่ตรงใจคนในพรรค และเป็นอะไรที่ ‘น่าเบื่อ’ ไม่หวือหวา เหมือนนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แค่ได้ยินชื่อก็ ‘คึกคัก’ แต่ข้อเสียยังมือใหม่ ความรู้ไม่แน่น เอาคนในพรรคไม่อยู่
หากวัดที่ตัวบุคคล “บิ๊กตู่” นอนมาแต่ไกล ทั้งเรื่องบารมี ความหนักแน่น เรียกความเชื่อมั่นได้ ส่วนจำนวนส.ส.ของ ‘พลังประชารัฐ’ ไล่ตาม ‘เพื่อไทย’ มาติดๆ แต่ต้องดูความขยันลงพื้นที่หาเสียงว่าจริงจังและได้ใจประชาชนแค่ไหนโดยเฉพาะปัจจัยพรรคยังขายไม่ออก
หน่วยงานความมั่นคงระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นตัวเลือกนายกรัฐมนตรีขึ้นลำดับ 1 แต่บทบาทการทำงานในอีก 40 วันต่อจากนี้ต้องระมัดระวังตัว เช่น ประชุมครม.สัญจร หากเป็นไปได้ควรงด เพราะเสี่ยง หากก้าวพลาด หรือแพ้เชิงทางการเมือง ทุกอย่างจบ เพราะคู่แข่งฝ่ายการเมืองมองว่าตัดอนาคต “บิ๊กตู่” คือตัด “พลังประชารัฐ” เพราะฉะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ คือ
เป้าใหญ่ที่ทุกฝ่ายมุ่งโจมตี
แต่ถ้าดูเรื่องความเป็นระบบต้องยกให้ ‘ประชาธิปัตย์’ เพราะเดินหน้าเต็มสูบ ระดมทรัพยากรทุกอย่างที่มีในพรรคช่วยกันลงพื้นที่หาเสียง เพราะรู้ว่าหากไม่รีบเดินเครื่องอนาคตลำบาก เฉพาะ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งและสมาชิกพรรครวมพลังประชาชาติไทย ‘ประชาธิปัตย์’ ก็หนักแล้ว ส่วนจำนวนส.ส.ไล่ตาม ‘พลังประชารัฐ’ มาห่างๆ
ทั้งนี้หน่วยงานความมั่นคงยังวิเคราะห์ต่อว่าแม้ ‘ประชาธิปัตย์’ หวังอยู่ลึกๆ จะเป็นแกนนำหลักจัดตั้งรัฐบาล แต่เป็นไปได้น้อยมากเมื่อเทียบกับโอกาสร่วมรัฐบาลกับ ‘พลังประชารัฐ’ ยังมองเห็นอนาคตมากกว่า กระทรวงเกรดเอ อย่าง กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ น่าเป็นข้อเสนอทำให้ ‘ประชาธิปัตย์’ ตอบรับ
การเลือกตั้งครั้งนี้มีกลไกซับซ้อน เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา และยังไม่มีใครคาดเดาทิศทางได้ว่าผลลัพธ์จะออกหัว หรือก้อย
คงต้องรอโค้งสุดท้ายของการหาเสียงว่าพรรคไหนเสนอนโยบายตรงใจประชาชนที่สุด และคุณหญิงสุดารัตน์-ชัชชาติอภิสิทธิ์ จะ ‘ฮึดสู้’ ขึ้นแท่นแซงความ ‘ฮอต’ ของ “บิ๊กตู่” ได้หรือไม่ หรือ “บิ๊กตู่” จะตกม้าตายระหว่างทางเสียก่อน



