
การเมืองหลังเลือกตั้ง อย่าฝากความหวังไว้กับ "นักการเมือง"
โดย... ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น
เมื่อสถานการณ์การเมือง เข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่าน จากการปกครองโดยคณะทหาร “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” ที่มี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นผู้นำ เกือบ 5 ปี วันที่ 24 มีนาคม 2562 นี้ จะเข้าสู่กระบวนการนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก
กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนกระบวนการเลือกตั้งเกิดขึ้น มีหลายฝ่ายตั้งคำถามว่าจะนำไปสู่จุดเปลี่ยนทางการเมืองได้แท้จริงหรือไม่ ท่ามกลางความคาดหวังสูง ที่ว่า “ประเทศไทย” หลังการเลือกตั้ง จะมีจุดเปลี่ยนหลายๆ ด้าน ในทิศทางที่ดีกว่าเดิม
ก่อนจะไปถึงวันหย่อนบัตรในคูหา "ผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารสื่อสารมวลชนระดับสูงด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บสส.) รุ่นที่ 8 สถาบันอิศรา" ร่วมจัดเวทีสาธารณะ “มองเมืองไทย ให้ไกลกว่าได้เลือกตั้ง” เพื่อสะท้อนมุมมองของ 4 ตัวแทนนักวิชาการแต่ละด้าน
ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา บอกว่า ข้อมูลปีล่าสุด พบว่า ระดับการศึกษาไทย คือ ตัวถ่วงของการพัฒนาประเทศ สะท้อนจากการลงทุนด้านการศึกษา เหยียบหลักแสนล้านบาท หรือเทียบเป็น 4.6 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี แต่คุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าพื้นฐาน และไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
“หากวัดกันจริงๆ จากตัวแทนนักเรียนทั่วประเทศพบว่ามีเพียง 1-2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ แต่ที่เหลือไม่สามารถสู้หรือแข่งขันกับใครได้ ในชนบทที่ห่างไกล ผู้ปกครองตั้งความหวังว่าบุตรหลานจะต้องได้รับการศึกษา แต่เมื่อส่งเข้าเรียนกลับพบว่าสถาบันการศึกษาเหล่านั้น ไม่มีคุณภาพ เด็กไม่สามารถเดินได้ด้วยตัวเอง หากดูจากข้อมูลพบว่าตัวปัญหาเกิดจากสถาบันการศึกษาในประเทศไทยมีสถานศึกษาอยู่ทั้งหมด 3.3 หมื่นโรง แต่โรงเรียนขนาดเล็ก กว่า 1.5 หมื่นแห่งที่ขาดมาตรฐาน สิ่งที่การปฏิรูปพยายามทำ ยังเข้าไปแก้ไขได้เพียงหลักพันแห่งเท่านั้น ที่เหลือไม่สามารถเข้าไปดูแลได้ทั้งหมด”
กับสิ่งที่ “นักปฏิรูปด้านการศึกษา” พยายามจะทำเพื่อให้ “คุณภาพด้านการศึกษาดีขึ้น” คือ ตั้งใจเพิ่มสมรรถนะการเรียนรู้ของเด็ก เพราะระบบที่เน้นเนื้อหา การท่องจำแทบไม่มีความหมาย ในยุคที่โลกออนไลน์ที่เป็นแหล่งค้นคว้าได้สารพัดเรื่อง
เหตุผลสำคัญที่ “ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส” มองในมุมนั้น และชี้ว่า “คุณภาพการศึกษาไทย” คือ ตัวถ่วงการพัฒนาประเทศ เพราะเหตุผลสำคัญคือ การศึกษามีผลต่อเศรษฐกิจ หากไม่สามารถพัฒนาคนได้ ก้าวที่ต้องไปต่อ ย่อมไม่สามารถเดินหน้าได้
“ปี 2542 ที่พบการปฏิรูปการศึกษา แต่สิ่งที่ต้องตระหนกมาก คือ จากวันนั้นผ่านไป 10 ปีผลลัพธ์ไม่ประสบความสำเร็จ และหากหวังว่าอีก 10 ปีข้างหน้าการปฏิรูปล้มเหลวอีก จะกระทบภาพใหญ่ต่อระบบเศรษฐกิจ”
ขณะที่แผนปฏิรูปด้านการศึกษาที่ “กรรมการปฏิรูปฯ” พยายามทำตามคำบอกเล่าของนักวิชาการด้านการศึกษา คือ การออกกฎหมายเพื่อปรับให้แนวทางการปฏิรูปการศึกษาไปในทิศทางที่ควรจะเป็น ซึ่งเริ่มต้นจากการให้โอกาสทางการศึกษากับ “นักเรียน 4.6 ล้านคน” ที่ถูกผลักออกนอกระบบ ผ่านกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และมีกฎหมายฉบับสำคัญตามมา คือ การพัฒนาเด็กปฐมวัย และการสร้างนวัตกรรมด้านการศึกษาเพื่อทำแผนบริหารจัดการการศึกษาที่เน้นความหลากหลายของพื้นที่ ไม่ใช่ใช้แผนเดียวบริหารทั้งประเทศ
โดยสาระสำคัญ คือ “ปลดล็อก” แผนการศึกษาออกจากรัฐ ไปยังประชาชน เพื่อให้ประชาชนร่วมกำหนดทิศทางพัฒนาได้ด้วยตัวเองและจะทำให้การปฏิรูปการศึกษาเป็นจริง
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง สะท้อนภาพถึงการ “ไม่เตรียมพร้อม” ของหน่วยงานรัฐ ต่อการเตรียมพร้อมสู่การแข่งขันในตลาดโลก โดยเทียบเคียงกับแนวนโยบายของต่างประเทศ เช่น ประเทศเวียดนาม ประเทศญี่ปุ่น ที่มุ่งสู่การเข้าถึงตลาดโลก เตรียมความพร้อมเพื่อทลายกำแพงภาษี ขณะที่ประเทศไทยไม่พบสิ่งที่เรียกว่า การเตรียมการ
“จุดบอดของประเทศ เป็นเพราะการเมืองไทย ที่ไม่พูดถึงระบบการแก้ปัญหาในอนาคต ยังมองเพียงการแก้ปัญหาปัจจุบัน ขณะที่โลกพัฒนาพร้อมเปลี่ยนแปลงไปมากในเชิงโครงสร้าง” รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
“ผมไม่เห็นหน่วยงานรัฐเตรียมพร้อมในเรื่องพัฒนาคุณภาพสินค้า หรือปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานสินค้าให้ได้ระดับต่อการแข่งขันในประเทศอาเซียน อย่างต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น เขาเดินหน้าเต็มตัว มีการเจรจาเข้ารวมกลุ่มเพื่อทลายกำแพงภาษี ทำข้อตกลงกับอียู ในประเด็นที่ประเทศเขาจะได้ประโยชน์”
ส่วนประเทศไทยเอง แม้ปัญหามาตรฐานสินค้าจะยังเป็นประเด็น แต่สิ่งที่หลายคนมองคือ คนในประเทศนั้น “เก่ง” แต่ยังขาดข้อมูลที่เป็นประโยชน์
และสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดข้อกังขา "รศ.ดร.สมชาย" มองว่า ส่วนหนึ่งคือ ประชาธิปไตยที่ขาดการถ่วงดุล จนกลายเป็นกับดักให้แก่ประเทศของตัวเอง
ขณะที่ภาพของ “เทคโนโลยี” ที่เข้ามามีบทบาทอย่างสูงกับชีวิตประจำวัน รวมถึง ระบบอุตสาหกรรม ที่เทคโนโลยี ที่เรียกว่าปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) พัฒนาศักยภาพไปไกล แต่ประเทศไทย พบว่าการพัฒนาเอไอที่ว่า ยังเป็นประเภท “โลว์เอไอ”
กับสิ่งที่ต้องสะท้อนให้เห็นจุดบอดของประเทศ “นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง” ชี้ว่า เป็นเพราะการเมืองไทย ที่ไม่พูดถึงระบบการแก้ปัญหาในอนาคต ยังมองเพียงการแก้ปัญหาปัจจุบัน ขณะที่โลกพัฒนาพร้อมเปลี่ยนแปลงไปมากในเชิงโครงสร้าง
ดร.วรชาติ ดุลยเสถียร ผู้เชี่ยวชาญโซ่อุปทานด้านเกษตร CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) สะท้อนภาพว่าหลังการเลือกตั้ง การเมืองไทยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผลงานด้านการเกษตร ดูได้จาก “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ที่กล่าวถึงเรื่องการเกษตรน้อยมาก โดยไม่ได้คำนึงอัตราของเกษตรกรที่ลดลงถึง 55 เปอร์เซ็นต์ในปีปัจจุบัน
"นโยบายด้านการเกษตรต้องสร้างเครือข่าย เน้นมาตรการเชิงรุก บูรณาการงานร่วมกับหลายหน่วยงาน หวังว่าหลังเลือกตั้งน่าจะมีนโยบายที่เป็นเชิงกลยุทธ์จริงๆ ไม่ใช่แค่ภาพฝัน” ดร.วรชาติ ดุลยเสถียร
“ที่ผ่านมาการแข่งขันด้านสินค้าเกษตร ทั้งข้าว, กาแฟ ประเทศไทยถือเป็นอันดับหนึ่ง แต่ปัจจุบันพบว่าถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าไทยทั้งหมด โดยจุดพลาดของประเทศไทยคือ ขาดการออกแบบเพื่อสร้างประโยชน์ หน่วยงานรัฐและองค์กรด้านการเกษตรขาดการพัฒนาเพื่อให้เกิดการสมประโยชน์ สร้างมูลค่าทางการตลาดของผลผลิต ทำให้เพื่อนบ้านที่นำผลิตผลที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของพันธุุกรรมไปเลียนแบบ จนกลายเป็นคู่แข่งขันด้านการส่งออกของพืชและผลไม้ทางเศรษฐกิจ”
ทั้งนี้ ดร.วรชาติ มองว่าประเทศไทยมีข้อดีเรื่องแหล่งที่สร้างการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ขณะที่เพื่อนบ้านหยิบฉวยสิ่งที่ประเทศไทยสร้างไปปลูก เช่น ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ที่ประเทศเพื่อนบ้านรอบข้างนำพันธุ์จากไทยไปปลูกและส่งขายแข่ง
ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐ ต้องมองภาพให้กระจ่าง คือ การใช้นโยบายเป็นแกนหลัก และใช้นวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการ ออกแบบในรายละเอียด รวมถึงบูรณาการจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับสังเคราะห์สิ่งที่จะต่อยอดไปสู่การพัฒนา
กับอีกประเด็นที่สร้างความฮือฮา คือ การเข้ามาของ “แจ็ค หม่า” บุกตลาดทุเรียนไทย ที่ช่วยให้ประเทศไทยส่งออกทุเรียนไปจีน ได้ 80,000 ลูกภายในวันเดียว แต่ในภาคธุรกิจมองว่านี่เป็นเพียงความฉาบฉวย เพราะเทียบเป็นตู้ตอนเทนเนอร์ เป็นเพียง 8 ตู้เท่านั้น แต่ปีที่ผ่านๆ มาไทยส่งออกได้มากถึง 180 -200 ตู้คอนเทนเนอร์ ดังนั้นประเด็นนี้ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ไทยจะพลิกให้เป็นโอกาสได้ เพราะประเทศเพื่อนบ้านที่ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ล้วนมีตลาดส่งออกแห่งเดียว คือ ประเทศจีน
“ในปี 2561 ประเทศไทยส่งออกทุเรียนได้ 50 ล้านลูก แต่ลำไย ส่งออกไม่ได้ เพราะจีนผลิตเอง และตลาดจีนขายกิโลกรัมละ 40 บาท หากไทยจะขายลำไยให้ได้ ต้องขายกิโลกรัมเพียง 10 บาท ดังนั้นสิ่งที่แก้ไขได้ คือ นโยบายด้านการเกษตรต้องสร้างเครือข่าย เน้นมาตรการเชิงรุกพร้อมกับร่วมบูรณาการงานร่วมกับหลายหน่วยงาน ซึ่งผมหวังว่าหลังเลือกตั้งน่าจะมีนโยบายที่เป็นเชิงกลยุทธ์จริงๆ ไม่ใช่แค่ภาพฝัน”
น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ชี้ว่า สังคมไทยคาดหวังที่อยากให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ส่วนตัวยังมองว่าการเลือกตั้งมีความสำคัญ แม้บทบาททางการเมืองจะมีความสำคัญมาก แต่ปัญหาทุกอย่างไม่สามารถแก้ได้แบบเบ็ดเสร็จด้วยการเมือง แต่คือ การอาศัยความร่วมมือของประชาชน
“หลังการเลือกตั้งอยากเห็นการลดความเหลื่อมล้ำผ่านระบบสวัสดิการ และหลักประกันสังคม ที่มีคนในสังกัด กว่า 11- 14 ล้านคน” สารี อ๋องสมหวัง
กับประเทศที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคต้องการทำหลังการเลือกตั้ง คือ การสร้างความเท่าเทียมในระบบสุขภาพ ปรับมาตรฐานการรักษาพยาบาล ผ่านค่ารักษาที่ไม่เหลื่อมล้ำ ตรวจสอบได้
“ค่ารักษาพยาบาลต้องสมเหตุสมผล ไม่ใช่แพงเกินจริงแบบไร้เพดาน จากตัวอย่างของค่ารักษาพยาบาลในประเทศสิงคโปร์ จะมีความแตกต่างกันเพียง 2.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หากคิดแพงกว่านั้นต้องคืนเงินให้กับผู้บริโภค ขณะที่ไทยเอง เช่น การรักษาอาการไส้ติ่ง ด้วยวิธีผ่าตัด โรงพยาบาลรัฐคิดค่ารักษาเพียง 8,000 บาท ส่วนเอกชนคิดราคาหลายหมื่นบาท”
กับสิ่งที่ “ตัวแทนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค” อยากเห็นหลังการเลือกตั้ง คือ การลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านระบบสวัสดิการ และหลักประกันสังคม ที่มีคนในสังกัด กว่า 11- 14 ล้านคน ทั้งที่เป็นคนที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนมากที่สุดของประเทศ ที่ผ่านมามูลนิธิเพื่อผู้บริโภคพยายามขับเคลื่อนให้เกิดสภาเพื่อผู้บริโภค และกำหนดให้รัฐอุดหนุนเงินผ่านงบประมาณแผ่นดินปีละ 300 ล้านบาท เฉลี่ยต่อหัวประชากร คือ 5 บาท แต่รัฐกลับมองว่า “เป็นภาระทางงบประมาณของแผ่นดิน” ขณะที่มูลนิธิฯ มองว่านี่คือ การสร้างความมั่นคงให้แก่ชาติ
“สิ่งที่เครือข่ายเพื่อผู้บริโภคต้องลงมือปฏิบัติการหลังเลือกตั้ง คงมีเพียงประเด็นประเด็นเดียวคือ การสร้างเครือข่ายที่ทำงานร่วมกัน พร้อมกับตรวจสอบฐานะเป็นพลเมือง โดยไม่ต้องรอนักการเมืองมาทำให้”



