
หาเสียงเลือกตั้ง...ต้องไม่ลืม! "ซื้อใจแรงงานเพื่อนบ้าน"
เรื่อง : ทีมข่าวรายงานพิเศษ คมชัดลึก ภาพ : มูลนิธิรักษ์ไทย
ช่วงนี้พรรคการเมืองหลายพรรคกำลังคึกคักเตรียมเปิดแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะการหาเสียงกับ กลุ่มแรงงาน ที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านคนในประเทศไทยทั้งที่เป็นแรงงานในระบบและนอกระบบ แต่ดูเหมือนนักการเมืองไทยยังขาดวิสัยทัศน์มองข้าม “กลุ่มแรงงานเพื่อนบ้าน” ที่มีจำนวนหลายล้านคนไปอย่างน่าเสียดาย
ทั้งๆ ที่พวกเขาคือแขนขาตัวช่วยสำคัญอยู่เบื้องหลังการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยมานานหลายสิบปี...
ขณะนี้จำนวนแรงงานเพื่อนบ้านชาวพม่า หรือเมียนมาร์ ลาว กัมพูชา ได้เดินทางข้ามชายแดนอพยพเข้ามาทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ข้อมูลสถานการณ์ขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติโดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เดือนตุลาคม 2561 ระบุว่า มีแรงงานเพื่อนบ้านได้รับอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในไทยจำนวน 3.08 ล้านคน ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์ขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) มองว่า จำนวนแรงงานข้ามชาติในไทยน่าจะมีสูงถึง 5 ล้านคน
เนื่องจากจากเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2561 โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประมง และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ประมง จนส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานอย่างต่อเนื่อง ประมาณว่า 5 ล้านคนยังไม่พอเพราะคนไทยไม่ใช่แค่อยากได้พวกเขามาทำงานประมงเท่านั้น แต่ยังอยากได้มาช่วยทำงานบ้าน แม่บ้านเลี้ยงลูก ธุรกิจร้านอาหาร ก่อสร้าง แรงงานฝีมือ ฯลฯ
เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองไหนมีนโยบายสนับสนุนและพัฒนากลุ่มแรงงานเพื่อนบ้านให้มีโอกาสเข้ามาช่วยคนไทยหรือผู้ประกอบการไทยได้มากขึ้น โดยเฉพาะการออกนโยบายช่วยเหลือสนับสนุนอำนวยความสะดวกไม่ต่างจากแรงงานคนไทยทั่วไป เชื่อว่านายจ้างคนไทยส่วนใหญ่คงรู้สึกอยากลงคะแนนเสียงสนับสนุนนโยบายของพรรคการเมืองนั้นอย่างแน่นอนเพราะที่ผ่านมาหลายรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาแรงงานเพื่อนบ้านได้ถูกจุดถูกใจ การจ้างแรงงานพม่า หรือกัมพูชา กลายเป็นภาระของนายจ้าง เช่น ขึ้นทะเบียนแรงงาน ประกันสุขภาพ วีซ่าเดินทางเข้าออก ฯลฯ มีปัญหาเกี่ยวกับกฎระเบียบหรือขั้นตอนการปฏิบัติที่ยุ่งยาก ซับซ้อนไม่อำนวยความสะดวกให้แก่ทุกฝ่าย ทั้งตัวแรงงานและตัวนายจ้าง
แรงงานมีฝีมือและมีความสามารถหลายคนเลือกที่จะเดินทางกลับประเทศตัวเองเพราะไม่สามารถทนความไม่มีประสิทธิภาพและการเอารัดเอาเปรียบของนายจ้างและหน่วยงานราชการหลายแห่งได้ ประกอบกับรัฐบาลที่มักขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่ให้ความสนใจในการออกนโยบายสนับสนุนการทำงานที่เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย
บางรัฐบาลออกคำสั่งหรือนโยบายที่เข้มงวดไร้สาระ ปฏิบัติกับพวกเขาอย่างไร้มนุษยธรรมหรือไม่เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เช่น การบังคับให้ลงทะเบียนภายในไม่กี่เดือน การบังคับห้ามเดินทางออกไปทำงานนอกพื้นที่ การบังคับห้ามเปลี่ยนนายจ้าง ฯลฯ
โดยเฉพาะปัญหาสำคัญที่สุดคือการไม่สนับสนุนให้พวกเขามีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาล ทั้งๆ ที่พวกเขาทำงานหนัก ถวายชีวิตและจิตใจหวังเก็บเงินค่าแรงเอาไปจุนเจือเลี้ยงดูครอบครัวที่รออยู่ที่บ้านเกิดเมื่อเจ็บป่วยขึ้นมา เมื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วยกลับถูกเพิกเฉยไม่มีระบบสนับสนุนประกันด้านสุขภาพที่ดีพอ โดยเฉพาะยามป่วยไข้ฉุกเฉินหรือได้รับอุบัติเหตุจากการทำงาน
ในอดีตพรรคการเมืองมักให้ความสำคัญแค่แรงงานไทย โดยมีนโยบายหาเสียงที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เช่น “พรรคเพื่อไทย” มีนโยบายเพิ่มศักยภาพของแรงงาน เน้นเสริมทักษะ พัฒนาอาชีพ เร่งรัดกฎหมายสวัสดิการสังคม เพิ่มรายได้ผู้จบปริญญาตรี ส่วนนโยบายเกี่ยวกับแรงงานเพื่อนบ้านมีเพียงแค่คำสัญญาว่าจะลดขั้นตอนความยุ่งยากของการขออนุญาตของแรงงานต่างด้าว
“พรรคประชาธิปัตย์” มีนโยบายหลักคือพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน กำกับดูแลการดำเนินธุรกิจของเอกชนปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำประกันรายได้เกษตรกร หรือให้เงินชดเชยรายได้เมื่อเจ็บป่วยเสียชีวิต ชราภาพ ขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย” มีนโยบายเกี่ยวกับกองทุนการจ้าง สิทธิจัดสรรพื้นที่ทำกินส่วนพรรคเล็กอื่นๆ ก็มีนโยบายแตกต่างกันไป เช่น มีนโยบายยกเว้นภาษีรายได้แรงงานใน 5 ปีแรก ฯลฯ
จากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในอดีต แสดงให้เห็นว่านักการเมืองไทยยังไม่ค่อยเข้าใจถึงความสำคัญของแรงงานเพื่อนบ้านว่าเป็นวาระแห่งชาติ ต้องสนับสนุนให้พวกเขามีโอกาสในการทำงานที่ดี มีค่าจ้างที่เป็นธรรม มีระบบสวัสดิการด้านรักษาพยาบาล เพราะพวกเขาคือตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ทำให้สามารถผลิตสินค้าและการบริการได้ในราคาที่ไม่สูงมากนัก สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศ จีน อินเดีย ฯลฯ
หลายประเทศถือว่านโยบายแรงงานชาวต่างชาติเป็นวาระแห่งชาติ เช่น ต้นเดือนธันวาคม 2561 รัฐสภาญี่ปุ่นผ่านร่างกฎหมายเปิดทางให้ชาวต่างชาติ 3 แสนคนสามารถเข้ามาทำงานในญี่ปุ่นเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานภายในญี่ปุ่น โดยรับเข้ามาทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เช่น ก่อสร้าง การเกษตรการรักษาพยาบาล ฯลฯ มีนโยบายสนับสนุนให้วีซ่าทำงานอายุ 5 ปี และถ้าเป็นแรงงานมีทักษะฝีมือพิเศษบางอย่างจะให้โอกาสยื่นเรื่องเพื่อขอสัญชาติญี่ปุ่นได้ด้วย รัฐบาลญี่ปุ่นรู้ดีว่าแรงงานเหล่านี้มีความสำคัญในการช่วยบรรเทาปัญหาสังคมผู้สูงวัย
ปัญหาข้างต้นไม่ต่างกับประเทศไทยในอนาคต แต่นักการเมืองของญี่ปุ่นรู้ดีว่าต้องเริ่มแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน มีการวางนโยบายเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ หวังนำมาหาเสียงกับชาวญี่ปุ่นในช่วงเลือกตั้งครั้งต่อไป
สำหรับพรรคการเมืองของไทยปัจจุบันนั้น นอกจาก “พรรคอนาคตใหม่” ที่เคยมีผู้นำพรรคออกมาพูดถึงประเด็นแรงงานต่างด้าวว่าจะไม่มีการแบ่งแยกระหว่างแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าว จะผลักดันให้กลุ่มแรงงานเพื่อนบ้านได้รับสิทธิทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกับแรงงานไทยแล้ว ก็ไม่ค่อยได้ยินพรรคการเมืองกล่ายถึงประเด็นนี้เท่าใดนัก!?!
“พร้อมบุญ พานิชภักดิ์” เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวถึงประเด็นแรงงานข้ามชาติว่า ทำงานด้านนี้มานานกว่า 10 ปี ยังคงพบปัญหาในการเข้าถึงระบบประกันสุขภาพของแรงงานข้ามชาติ แม้เปิดขึ้นทะเบียนถูกต้องและมีใบอนุญาตทำงาน แต่พวกเขายังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลได้ ด้วยปัจจัยหลายด้าน ทั้งจากตัวแรงงานเองที่ยังไม่พร้อมจะจ่ายเงินสำหรับการประกันสุขภาพ หรือนายจ้างที่ไม่สนับสนุน หรือแม้กระทั่งนโยบายของภาครัฐที่ไม่เอื้ออำนวย
ล่าสุดวันที่ 16 ธันวาคม 2561 มูลนิธิรักษ์ไทย และภาคีเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมร่วมกันจัดงานเสวนาในหัวข้อ “Fill Migrants' Rights in the Blank:เติม (สิทธิ) ในช่องว่าง : ประกันสุขภาพ แรงงาน นายจ้าง รัฐ?” เพื่อสร้างความตระหนักถึงสิทธิหน้าที่การจ้างงานและการประกันสุขภาพของแรงงานข้ามชาติตามกฎหมาย และให้ได้มาซึ่งข้อเสนอต่อรัฐบาล ภาคธุรกิจ และนายจ้าง ในการส่งเสริมการประกันสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบทของการจ้างงานและวิถีชีวิตแรงงานข้ามชาติ
หากเปรียบเทียบสัดส่วนตัวเลขแล้ว แรงงานเพื่อนบ้าน 3-5 ล้านคนนั้น ประมาณการว่าเป็นช่าวพม่ากว่าร้อยละ 70 ดังนั้นเสียงของพวกเขาจึงมีความสำคัญในการออกนโยบายภาครัฐ จากการสัมภาษณ์แรงงานเพื่อนบ้านชาวเมียนมาณืที่มาร่วมงานเสวนาข้างต้น พบว่าสิ่งที่พวกเขาอยากได้ที่สุดจากพรรคการเมืองที่จะมาเป็นรัฐบาลใหม่คือ “นโยบายหลักประกันด้านสุขภาพ”
“มิน” ล่ามพม่าวัย 49 ปี ทำงานในประเทศไทยมายาวนานกว่า 20 ปี จนได้เลื่อนขั้นเป็น “ล่ามแปลภาษา” ของบริษัทแห่งหนึ่งในสมุทรสาคร โดยปัญหาที่เขาพบและอยากให้มีการแก้ไขมากสุดคือ การดูแลระบบสุขภาพของคนงานไม่ให้ถูกโกงหรือถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง
“เพื่อนคนงานพม่าหลายคนจ่ายเงินค่าประกันสังคมทุกเดือน และเข้าใจว่านายจ้างทำสิทธิประกันสังคมให้ แต่พอเข้าโรงพยายาบาลจึงรู้ว่านายจ้างไม่ได้ทำสิทธิให้ หมายความว่าโกงเงินเพื่อนไปทุกเดือน หรือบางคนมีสิทธิประกันสังคมแต่พอเข้าโรงพยาบาลแล้วบางสิทธิไม่ครอบคลุม ต้องจ่ายเงินไปก่อน แต่พอไปเบิกคืนก็ดำเนินเรื่องเบิกคืนช้ามาก และขอเอกสารหลักฐานเยอะแยะ”
นอกจากนี้ยังพบปัญหาการตรวจสอบอัตลักษณ์ของแรงงานพม่าที่มีความยุ่งยาก บางคนทำงานแกะกุ้งใช้นิ้วมือตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถสแกนลายนิ้วมือได้ก็มี บางคนเข้ามาในไทยรอบแรกใช้ชื่ออย่างหนึ่ง แต่พอกลับบ้านไปแล้วกลับมาไทยอีกรอบก็เปลี่ยนไปใช้ชื่อใหม่ เพราะมีข่าวลือว่านายจ้างคนไทยจะตามมาที่บ้านที่เมียนมาณื อาจมาทำร้ายคนในครอบครัว ก็เลยเปลี่ยนชื่อ ล่ามชาวพม่ากล่าวต่อว่า
“ปัญหาอีกอย่างที่พบบ่อยคือ การออกเสียงของเมียนมาร์และไทยไม่ตรงกัน ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐผันชื่ออังกฤษ-ไทยเพี้ยน บางครั้งการสะกดชื่อจากพาสปอร์ตมาเป็นชื่อในบัตรประกันสุขภาพที่ไม่ตรงกัน ทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถทำเรื่องเบิกได้ เลขที่บัตรประชาชนของเมียนมาร์มี 6 ตัวแต่ของไทยมี 13 ตัว เลขบัตรของกรมการจัดหางานก็เป็นอีกเลขหนึ่งที่ไม่เหมือนกันเลยสักบัตร อยากเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนคนที่มีความรู้ความสามารถจากประเทศเมียนมาร์ให้เข้ามาทำงานในไทยเยอะๆ จะได้มีความเข้าใจในตัวเพื่อนแรงงานด้วยกันเอง อยากให้มีล่ามแปลตามโรงพยาบาลมากขึ้นด้วย”
ขณะที่ “นี” แรงงานหญิงวัย 23 ปี เข้ามาทำงานในโรงงานอาหารทะเลสมุทรสาครได้ 2-3 ปีแล้ว ปัจจุบันเพิ่งว่างงาน เปิดเผยความในใจว่า ตอนทำงานอยู่ก่อนนี้ก็จ่ายเงินประกันสังคมตามปกติประมาณเดือนละ 500-600 บาท นายจ้างก็สมทบตามสิทธิ แต่ไม่เคยได้ไปใช้สิทธิเลย ไม่เคยไปโรงพยาบาลเพราะไม่เคยป่วย เคยแค่ไปตรวจสุขภาพทั่วไป รู้สึกไม่คุ้มและเสียดายเงิน
“แต่ที่ยอมทำประกันเพราะกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุก็เลยซื้อไว้ก่อน อยากเสนอรัฐบาลว่าเมื่อแรงงานจ่ายเงินสบทบทุกเดือนเป็นเวลาหลายปี น่าจะเพิ่มสิทธิในการเบิกคืน ได้บางส่วนก็ยังดี มีเพื่อนแรงงานจ่ายเงินประกันสังคมมาหลายปีมาก พอกลับประเทศเมียนมาร์แล้วไม่ได้ทำประกันสังคมอีกก็เหมือนจ่ายเงินไปเปล่าๆ ไม่ได้อะไรเลย”
สอดคล้องกับ “ทาย” แรงงานรับจ้างขับรถหนุ่มพม่าวัย 29 ปี เข้าทำงานในไทยตั้งแต่ยังเป็นเด็กวัยรุ่นจวนถึงตอนนี้ก็ไม่ต่ำกว่า 13 ปีแล้ว หนุ่มพม่ารายนี้เล่าให้ฟังว่ามีสิทธิประกันสังคมอยู่ที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว เพราะนายจ้างทำให้ โดยหักจากรายได้ 5 เปอร์เซ็นต์ คือประมาณ 480 บาท นายจ้างสมทบอีก 480 บาท จ่ายประกันสังคมต่อเนื่องทุกเดือนมานานประมาณ 6 ปีแล้ว ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร แต่เพื่อนแรงงานหลายสิบคนมาขอให้ช่วยเหลือ มีบางคนเกิดอุบัติเหตุแขนขาด แต่พอไปเข้าโรงพยาบาลก็บอกเบิกไม่ได้ เพราะสิทธิประกันไม่ครอบคลุม ทั้งที่จ่ายค่าประกันสังคมทุกเดือน พาไปขอความช่วยเหลือนายจ้างก็ไม่ค่อยอยากช่วย พยายามติดต่อหลายหน่วยงานก็สู้คดีไม่ได้
“บางคนเข้ามาไม่ถูกกฎหมาย นายจ้างไม่ได้ทำสิทธิประกันสังคมให้ หรือเพื่อนแรงงานหลายคนไม่ค่อยอยากซื้อประกันสังคม เพราะเวลาไปใช้สิทธิที่ โรงพยาบาลจะเสียเวลาแทบทั้งวัน ก็เลยยอมที่จะไปคลินิกเพราะเร็วกว่า อยากให้รัฐบาลพิจารณาให้สิทธิประกันสังคมที่เท่าเทียมกันกับแรงงานไทยเพราะถือว่าเป็นผู้ใช้แรงงานเหมือนกัน” หนุ่มพม่าแสดงความคิดเห็น
ข้อมูลจาก “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” วิเคราะห์ว่าในอนาคตข้างหน้า ประเทศไทยต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จากปัญหาสังคมสูงอายุที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้น สวนทางกับจำนวนประชากรในวัยทำงานที่จะลดลงรวมทั้งค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่ไม่นิยมทำงานที่ใช้แรงงานหนัก
หมายความว่าหากพวกเขา 5 ล้านคน รู้สึกน้อยใจแยกย้ายกลับประเทศหรือไปทำงานที่ประเทศอื่น คนไทยจะโดนผลกระทบหลายด้านอย่างแน่นอน โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจที่ไม่สามารถหาคนงานมาทดแทนได้ จากวันนี้ไปพรรคการเมืองที่อาสาลงเลือกตั้งอยากเป็นรัฐบาล ต้องแสดงวิสัยทัศน์ให้คนไทยเห็นชัดเจนว่ามีแนวทางบริหารจัดการแรงงานเพื่อนบ้านให้มีประสิทธิภาพอย่างไร
โดยเฉพาะการทำให้พวกเขารู้สึกว่าอยู่ในเมืองไทยแล้วมีความสุขไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกเอารัดเอาเปรียบค่าแรงหรือการเจ็บไข้ได้ป่วย และผลสุดท้ายประโยชน์ก็จะตกที่เศรษฐกิจของประเทศไทย
“ผู้ประกันตน” แรงงานเพื่อนบ้าน
ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานระบุว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2561 มีแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติได้รับอนุญาตทำงานทั้งสิ้น 3,083,451 คน และเข้าสู่ระบบเป็นผู้ประกันตนต่างชาติ 1.19 ล้านคน แบ่งเป็น
-สัญชาติเมียนมาร์ 777,653 คน
-สัญชาติกัมพูชา 259,422 คน
-สัญชาติลาว 48,722 คน
-สัญชาติเวียดนาม 697 คน



