
รธน.2560ยาขมคนรักปชต.?
"รัฐธรรมนูญ2560"ยาขมของคนรักประชาธิปไตย?ความฝันของบิ๊กตู่และพปชร.จะบังเกิดได้จริงหรือ... โดย.. สมัชชา หุ่นสาระ สำนักข่าวเนชั่น
"6 เมษายน 2560” คือวันประกาศใช้ "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560" และถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ "ฉบับที่ 20”
ที่มาที่ไปและบ่อเกิดแห่งกฎหมายหลักของประเทศฉบับนี้มาจาก "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เข้ามากุมอำนาจการปกครองตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 บนสิบเหตุผลที่แจ้งไว้กับสังคมว่า
1.ความขัดแย้งทางความคิดการเมืองอย่างรุนแรง หยั่งลึกจากระดับประเทศไปถึงระดับครอบครัวคนไทย
2.การใช้อำนาจการปกครองที่กระทำอยู่เดิม ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ความแตกแยก และการกระทำผิดของกลุ่มต่างๆ ได้อีกต่อไป
3.แนวทางการเลือกตั้งในรูปแบบเดิมมีการต่อต้านอย่างกว้างขวาง ถ้าเลือกตั้งต่อไปในสถานการณ์เช่นนี้ อาจเกิดปัญหาความวุ่นวายไม่จบสิ้น
4.การชุมนุมทางการเมืองของทั้ง 2 ฝ่าย ที่มีต่อเนื่องมาถึง 6 เดือน ซึ่งมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางความคิด และการแก่งแย่งผลประโยชน์ทางการเมืองตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา (วิกฤติการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2548–2553 และ พ.ศ. 2556–2557) ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทุกหมู่เหล่า ทำให้ประชาชนแตกความสามัคคีไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียว จนไม่อาจปรองดองกันได้
5.ปัญหาทุจริต มีคดีความจำนวนมากอยู่ในชั้นศาล และยังรอกระบวนการยุติธรรมตัดสิน
6.การบังคับใช้กฎหมายต่อปัญหาข้างต้น บังคับใช้ไม่ได้ทุกกลุ่ม ทำให้เกิดความหวาดระแวง เกลียดชังกันในหมู่ประชาชนเป็นวงกว้าง ความเคลื่อนไหวของทุกฝ่าย โดยเฉพาะแกนนำที่มีความผิด ตามกระบวนการยุติธรรม นำไปสู่การยุยงปลุกปั่นแนวร่วมของฝ่ายตน ให้พร้อมที่จะกระทำการใดๆ ต่อฝ่ายตรงข้ามด้วยความรุนแรง
7.การบริหารราชการแผ่นดินในห้วงที่ผ่านมาไม่สามารถกระทำได้อย่างเด็ดขาด ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติ และก่อปัญหาความเดือดร้อนต่อประชาชนทุกระดับจนถึงรากหญ้า
8.มีการล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์ตามมาตรา 112 ทั้งทางลับและเปิดเผย สร้างความไม่พอใจและเกลียดชังของประชาชนโดยรวม ที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ
9.การปลุกระดมมวลชนที่มุ่งเอาชนะฝ่ายตรงข้ามของทั้ง 2 ฝ่ายโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ทวีความรุนแรงและเป็นไปอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ
10.ปรากฏชัดว่ามีการจัดตั้งและใช้กองกำลังติดอาวุธรวมถึงการตระเวนอาวุธสงครามจำนวนมาก เพื่อปฏิบัติการอย่างรุนแรงต่อฝ่ายตรงข้ามของตน โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งกองทัพจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นในประเทศชาติโดยเด็ดขาด
ฉะนั้น "กติกาใหม่ของชาติ” ตามแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเกิดขึ้นเพื่อยุติความขัดแย้งและความเสียหายของประเทศรวมทั้งประชาชน
ใครหลายคนระบุว่า กฎหมายหลักของประเทศฉบับนี้เป็น “รัฐธรรมนูญฉบับประวัติศาสตร์” ฉบับที่ 2 ซึ่งผ่านการออกเสียงประชามติ (ต่อจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550) โดยได้รับเสียงเห็นชอบ 16.8 ล้านเสียง เสียงคัดค้าน 10.5 ล้านเสียง โดยมีทั้งหมด 279 มาตรา และได้จัดแบ่งเป็นหมวดไว้ 16 หมวด (ไม่รวมบทเฉพาะกาล) โดยผ่านการคัดกรองจากคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน รวมทั้งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสิบฉบับ
ความวุ่นวายหลากหลายประเด็นทางตัวบทกฎหมายในช่วงที่ผ่านมานั้น ฝ่ายคัดค้านชี้เป้ามาว่า “เกิดจากไอเดียของซือแป๋กฎหมายเมืองไทยคนนี้”
อย่าลืมว่าที่ผ่านมาเสียงค้านมีมาตั้งแต่ช่วงยกร่างว่าจะสร้างหลากปัญหาในทางปฏิบัติและยังสะท้อนว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ให้ใครบางคนในรัฐบาลและคสช.สามารถทำงานการเมืองได้อย่างต่อเนื่อง
แต่ กรธ.ยังเดินหน้า โดยอ้างว่าศึกษาข้อดีและข้อด้อยของกฎหมายสูงสุดของประเทศหลายฉบับในช่วงที่ผ่านมา และอ้างถึงความวุ่นวายทางการเมืองในรอบหลายปีที่ผ่านมาว่าเกิดจากปัจจัยใดบ้าง...จนสังเคราะห์ออกมาในรูปลักษณ์ปัจจุบัน
กรธ.ชูจุดแข็งว่ากฎหมายหลักฉบับนี้เป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” เพราะใส่กลไกป้องกันการทุจริตเข้ามามากมาย แต่ยามนี้กลไกเหล่านี้กำลังสะท้อนปัญหาออกมาแล้ว รวมทั้งมีเพิ่มอำนาจให้ศาลและองค์กรอิสระในการเข้ามากำกับและตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล
รวมไปถึงการวาง “ยุทธศาสตร์ชาติ” ที่จะมีผลผูกพันกับรัฐบาลชุดต่อๆ ไปเป็นระยะเวลา 20 ปีเพื่อพัฒนาประเทศและประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องสะดุดหยุดลงหากมีรัฐบาลใหม่เข้ามาทำงานแทนรัฐบาลเดิม
กลไกที่ กรธ.วางไว้และถูกมองว่าอาจเป็นการวางรากฐานอำนาจของใครบางคนที่จะกลับมาทำงานการเมืองหลังการเลือกตั้ง เช่น “ยุทธศาสตร์ชาติ, การสรรหา ส.ว.ชุดแรก 250 คนที่จะมาจากการแต่งตั้งโดย คสช.ทั้งหมด (ซึ่ง ส.ว.ชุดนี้มีสิทธิ์เลือกนายกฯ ได้อย่างน้อย 2 สมัย)
แต่ฝ่ายคัดค้านชี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจุดอ่อนสำคัญคือ "โครงสร้างทางการเมือง” โดยเฉพาะการใช้ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม บัตรเลือกตั้งใบเดียว ใช้เลือก ส.ส.ทั้ง 2 ประเภท (ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ) รวมทั้งการวางโครงสร้างพรรคการเมืองแบบนี้ สื่อว่า กรธ.ต้องการไม่ให้พรรคอันดับหนึ่งตั้งรัฐบาลและบริหารประเทศ โดยนโยบายที่ กรธ.มองว่ารัฐบาลบางยุคใช้นโยบายหาเสียงและสร้างปัญหา แต่ฝ่ายคัดค้านก็มองว่า การทำแบบนี้จะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ เกิดรัฐบาลผสมที่ไร้เสถียรภาพ โอกาสที่จะยุบสภาเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดสูงยิ่ง
แต่ประเด็นร้อนแรงที่สุดคือ ประเด็นสืบทอดอำนาจของ คสช. ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส., การเปิดช่องให้เกิด "นายกฯ คนนอก” ที่ให้พรรคการเมืองสามารถเสนอชื่อบุคคลซึ่งไม่เป็นสมาชิกพรรค ถูกบรรจุชื่อเป็นหนึ่งในสามรายชื่อนายกฯ ของพรรคนั้นๆ ไปจนถึงการให้พื้นที่ ส.ว. ซึ่ง คสช.แต่งตั้งทั้งหมด มีส่วนในการเลือกนายกฯ ร่วมกับ ส.ส.ได้ในช่วง 5 ปีแรก”
รวมทั้ง “บทเฉพาะกาล” ของรัฐธรรมนูญที่คงอำนาจของ คสช. ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 เอาไว้จนกว่า “ครม.ชุดใหม่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่” สื่อความว่า “แม้ในช่วงเลือกตั้ง คสช.สามารถใช้มาตรา 44 ได้เสมือนยาครอบจักรวาล”
ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ “ทำได้ยากมาก” เพราะต้องอาศัยเสียงทั้งจาก ส.ว. และ ส.ส.ฝ่ายค้านเกินครึ่งของรัฐสภาที่จะดำเนินการได้
ใครบางคนสะท้อนว่า "แบบนี้มันย้อนยุค มันคือประชาธิปไตยครึ่งใบและโอกาสจะเกิดความวุ่นวายทางการเมืองก็มีสูงยิ่ง”
ทั้งหมดทั้งมวลที่ฝ่ายคัดค้าน "กฎหมายหลักของประเทศ” ออกมาต้านและชี้เป้าไปยังนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ชื่อ "พล.อ.ประยุทธ์” รวมทั้ง "พรรคพลังประชารัฐ” ที่ยามนี้มีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับโอกาสที่บิ๊กตู่จะกลับมาเป็น "สร.1” โดย "พปชร.” จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งถัดไป
หลายฝ่ายมองว่า “บิ๊กตู่และพปชร.” คือผู้รับผลประโยชน์แบบเต็มๆ จากการบังคับใช้กฎหมายหลักของประเทศในยามนี้และยามหน้า ผ่านโครงการ “ประเทศไทย 4.0” “ประชารัฐ” และ “ไทยนิยมยั่งยืน” คือจุดขายซึ่ง ”บิ๊กตู่และพปชร.” ใช้ในการขอแต้มชาวประชา
ฉะนั้นเสียงคัดค้าน 10.5 ล้านเสียง เสียงของพลังเงียบและฝ่ายที่ยืนเคียงข้างประชาธิปไตย รวมทั้งคะแนนตัวแปรจากฝ่ายที่เห็นชอบรัฐธรรมนูญ 16.8 ล้านเสียงที่ยามนี้อาจพลิกขั้วนั้นคือความหวังของขั้วตรงข้ามบิ๊กตู่และพปชร.ที่จะใช้เปลี่ยนดุลอำนาจการเมืองไทย
ต่างๆ นานาในข้างต้นคือต้นทุนที่ขั้วตรงข้าม “บิ๊กตู่และพปชร.” เดิมพันและเดินหน้าหาเสียงด้วยการชูประเด็น ”แก้กติกาหลักของประเทศเพื่อคืนประชาธิปไตยกลับสู่ประเทศอย่างแท้จริง” ไว้กับสี่สิบสี่ล้านคนไทยที่มีสิทธิลงคะแนนเลือก ส.ส.ในช่วงปีหน้า
แต่บิ๊กตู่กับพปชร.ที่โดนรุมอัดจากหลายฝ่ายก็ต้องชี้แจงแถลงไขให้ชัดๆ ว่าสิ่งที่ดำเนินการไปนั้น มาจากเจตนาใดและสิ่งที่ปรารถนาจะเคลื่อนไหวให้ประเทศและประชาชน จะยืนอยู่บนพื้นฐานยึด "เสรีภาพ เสมอภาพ ภราดรภาพ” จริงหรือไม่
เพื่อให้ “วันหย่อนบัตร” ซึ่งคนไทยมีสิทธิที่จะเลือกวิถีของตัวเองว่าจะ “เลือกพรรคฝ่ายประชาธิปไตย” ฤาอยากจะใช้ชีวิตแบบ ”ลงเรือแป๊ะ ต้องตามใจแป๊ะ” นั้นใช้สิทธิและดุลพินิจเพื่ออนาคตของตัวองและประเทศชาติ...
“ฝ่ายคัดค้านชี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจุดอ่อนสำคัญคือ ”โครงสร้างทางการเมือง” โดยเฉพาะการใช้ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม บัตรเลือกตั้งใบเดียว จะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ เกิดรัฐบาลผสมที่ไร้เสถียรภาพ โอกาสที่จะยุบสภาเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดสูงยิ่ง
แต่ประเด็นร้อนแรงที่สุดคือ ประเด็นสืบทอดอำนาจของคสช. ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำได้ยากมาก"



