คอลัมนิสต์

ร้อยเรียงเสียงขิม"โบว์" คนอยากเลือกตั้ง

ร้อยเรียงเสียงขิม"โบว์" คนอยากเลือกตั้ง

27 ธ.ค. 2561

ส่งท้ายปีด้วยเรื่องราวของผู้หญิงคนนี้ และถ้าใครตัดเรื่องทัศนติทางการเมืองออกไป แล้วหันมาฟังเธอบ้าง ก็จะพบว่าเธอเป็นนักพูด นักคิด และนักสื่อสารตัวฉกาจคนหนึ่ง

 


          ที่สำคัญเอาเข้าจริงๆ เธอก็คือผู้หญิงที่่กล้าลุยคนหนึ่ง ที่ย่อมรู้ตัวอยู่แล้วว่าในท่ามกลางรอยปริแยกแตกร้าวทางการเมืองที่รุนแรงและบาดลึก ต้องมีสักวันที่เผลอถลำตกเจ็บตัว!

 

 

          "โบว์" ณัฏฐา มหัธนา คือผู้หญิงธรรมดาที่ไม่ธรรมดา สังคมสะท้อนตัวเธอออกมาแบบนี้ และตัวเองก็สะท้อนตัวตนออกมาแบบนี้ทุกครั้งที่มีคนถามไถ่ว่ามายุ่งทำไมกับเรื่องการเมือง!


          วันนี้คงไม่สายไปถ้าจะพูดถึงเธอคนนี้อีกครั้ง


          ด้วยแรงแห่งรัก?
          อย่างที่รู้ว่าสังคมไทยมองการที่คนหนึ่งคนจะเติบโตจนประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์อยู่สองสามสเต็ป คือเรียนที่ไหน ทำงานอะไร แต่งงานหรือยัง

 

 

ร้อยเรียงเสียงขิม"โบว์" คนอยากเลือกตั้ง

 


          “โบว์” ณัฏฐา มีครบทั้งหมดและก็สมบูรณ์ในแบบฉบับที่สังคมไทยยอมรับ เพราะเธอเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางชาวกรุงเทพฯ


          จบระดับประถมที่ร.ร.อัสสัมชัญ ต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน จากนั้นไปจบ ม.ปลาย ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

 

          พอเอนทรานซ์ติด ก็ก้าวข้ามรั้วไปเป็นสาวอักษรศาสตร์ จุฬาฯ จบแล้วก็ก้าวเข้าสู่อาชีพที่ดี เงินเดือนที่ใช้ได้ อย่างงานประจำที่บริติช เคาน์ซิล


          กระทั่งออกมาทำทำกิจการส่วนตัว รับจ้างอิสระ (ฟรีแลนซ์) เช่น เป็นวิทยากรอิสระ พิธีกร และอาจารย์สอนภาษา


          ที่สำคัญโบว์ยังเป็นคุณแม่ลูก 1 กับน้องนีโอที่แม้ชีวิตครอบครัวระหว่างสามีภรรยาจะจบไปแล้ว แต่บทบาทของพ่อแม่ลูกยังคงอยู่

 

 

ร้อยเรียงเสียงขิม"โบว์" คนอยากเลือกตั้ง


          และกับภาพของสาวโบว์ในบทบาทของพิธีกรรายการโทรทัศน์ 2 รายการ ทางช่องวอยซ์ทีวี คือ ดีว่าส์ คาเฟ่ และโคซี่ ลิฟวิ่ง ก็เป็นรายการคุยสบายๆ แนวไลฟ์สไตล์ ที่ไม่ทำให้ใครคาดคิดได้ว่าโบว์จะกลายมาเป็นนักเคลื่อนไหวในวันนี้ เพราะด้วยความสามารถโบว์จะทำอะไรในสายงานที่ถนัดก็ได้




          หลายคนอดถามไม่ได้ว่าโบว์มาโลดแล่นในเส้นทางนักต่อสู้ทำไม แต่เธอเคยกล่าวกับ “คม ชัด ลึก” ไว้แบบนี้!


          “งงตัวเองเหมือนกันออกมาอยู่แถวหน้าได้อย่างไร เพราะไม่มีใครจริงๆ ถ้ามีคนทำเราก็กลับไปใช้ชีวิตปกติ”


          ทั้งนี้เพราะหากย้อนกลับไปก่อนที่เธอจะกลายมาเป็นแกนนำคนอยากเลือกตั้งในวันนี้ โบว์เคยให้สัมภาษณ์เล่าถึงเส้นทางการเคลื่อนไหวของเธอไว้กับสื่อหลายสำนัก ทุกที่มีข้อมูลเดียวกันว่า เธอเองนั้นแม้ขนาดช่วงก่อนปี 2549 ก็ยังไม่เคยสนใจการเมืองมากเท่าไหร่


          แต่ลึกๆ แล้ว เป็นคนไม่ยอมให้ความอยุติธรรม อย่างในวัยเด็กก็จะออกหน้าแทนเพื่อนอยู่บ่อยๆ หากเพื่อนโดนรังแก


          จนพอช่วงหลังรัฐประหารปี 2549 ก็มีการแสดงออกทางการเมืองอยู่บ้างบนเฟซบุ๊ก จนกระทั่งมาทำรายการทีวี หลังช่วงรัฐประหาร 2557 นั่นเอง ที่โบว์เริ่มค้นพบตัวเอง


          โดยเริ่มจาก “อานนท์ นำภา” ทนายความสิทธิมนุษยชน หรือหลายคนเรียก “ทนายเสื้อแดง” มาชักชวน ให้ไปเล่นดนตรีเปิดหมวกช่วยเหลือนักโทษการเมืองด้วยกัน โดยโบว์นั้นเล่นขิมได้


          แน่นอนกิจกรรมนี้ที่ถนนข้าวสารนับเป็นการออกสู่ถนนครั้งแรกของสาวโบว์ ภาพของสาว “นักตีขิม” ก็เริ่มติตตาคนไทยผู้ติดตามการเมืองในที่สุด

 

 

 

ร้อยเรียงเสียงขิม"โบว์" คนอยากเลือกตั้ง

 


          จะด้วยพลังแห่งมนต์ขลัง หรือมนต์ขิม ก้าวย่างของโบว์หลังจากนั้นต้องใช้คำว่าถลำตัวเข้ามาเรื่อยๆ


          ทั้งร่วมรณรงค์เรียกคืนความยุติธรรมให้แก่ “ไผ่ ดาวดิน” หรือ  จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นักกิจกรรมที่ยังอยูในคุกจากการจัดกิจกรรมพูดเพื่อเสรีภาพ


          แต่ในวันที่ถลำลึกของโบว์ มันคือการทำด้วยใจรักไปเสียแล้ว เพราะโบว์บอกว่า


          “อยากให้สังคมมีค่านิยมประชาธิปไตยบนหลักการที่เท่ากัน ทุกคนมีสิทธิมีเสียงในความต้องการ ทุกคนได้รับการดูแลด้วยการประสานประโยชน์ เพราะการที่รัฐและคนในสังคมเคารพในสิทธิมนุษยชน เคารพในความแตกต่างหลากหลาย”


          "มันคือ "ระบบแห่งความรัก” เพราะการที่คนเราจะเคารพสิทธิ เคารพความเห็นกัน ต้องมีความปรารถนาดีต่อกัน คือความรักรูปแบบหนึ่ง นั่นคือปลายทาง"


          อ่อนนอกแข็งใน
          ตลอดมา ถ้าพูดถึงถนนนักเคลื่อนไหว คนไทยได้เห็นใบหน้าขาวๆ ของสาวโบว์จนชินตาไปแล้ว


          จนย่างเข้าปีที่ 4 ของรัฐบาลคสช. ในปีนี้ โบว์ก็ลุยต่อทั้งรณรงค์ในนามกลุ่ม MBK 39 อันเป็นชื่อเรียกกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 39 คนจากการร่วมกิจกรรม “นัดรวมพลประชาชนอยากเลือกตั้ง” ที่สกายวอล์กบริเวณห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง (MBK) ช่วงวันที่ 27 มกราคม 2561


          จากนั้นช่วงพฤษภาคม 2561 กับบทบาทของแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่จัดชุมนุมเนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)


          โบว์ยังคงกอดคอร่วมกับ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และรังสิมันต์ โรม แกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย นำมวลชนเคลื่อนขบวนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาล


          โบว์และกลุ่มคนอยากเลือกตั้งไปปักหลักนั่งอยู่หน้าองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อประกาศจุดยืนข้อเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งภายในปีนี้ พร้อมให้กำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน จนเจ้าหน้าที่ต้องนำตัวขึ้นรถไปที่ สน.ชนะสงคราม เจอคดีตามเข้าไปอีก


          หรือช่วงกันยายนที่ผ่านมากับการรณรงค์ให้ปล่อยตัว ‘แหวน’ ณัฏฐธิดา มีวังปลา พยาน 6 ศพวัดปทุมฯ หลังถูกกักขังระหว่างพิจารณาคดี ม.112 ก่อการร้าย อั้งยี่ ซ่องโจร ยาวนานถึง 3 ปี 5 เดือน


          หรือไม่นานมานี้กับการสวมหมวกอีกใบของสาวโบว์ในนามแกนนำ “กลุ่มพลังมด” ที่เข้าร่วมกับ เครือข่ายประชาชนเพื่อการเลือกตั้งที่เสรีเป็นธรรมและมีผลในทางปฏิบัติ (Free, Fair Fruitful Election) หรือ FFFE ที่กำลังเดินหน้ากิจกรรมให้สังคมมีส่วนร่วมจับตาการเลือกตั้งครั้งนี้


          เหล่านี้ก็คือความเป็นโบว์สายลุย ที่พิสูจน์แล้วว่าเห็นหน้าสวยเรียบแบบนี้ ข้างในไม่ใช่เลย


          แต่อย่างที่บอกว่าการเมืองของมีพิษ ใครเข้ามายุ่งต้องเจอของแข็ง และสิ่งที่โบว์เจอในฐานะของนักเคลื่อนไหว ย่อมหมายถึงคดีที่มีติดตัวมากมาย และการคุกคามหลากรูปแบบ ดังที่โบว์เคยบอกว่ารู้ตัวนับแต่นั่งตีขิมที่ถนนข้าวสารวันแรกแล้ว


          “ตั้งแต่ตีขิมตอนนั้นก็มีตำรวจเฝ้าจับตา มันเป็นการคุกคามในแง่ระบอบมากกว่าตัวบุคคลซึ่งแบบนั้นโบว์ยังไม่ค่อยโดนยกเว้นเมื่อวาน (ทำกิจกรรมเพลงชาติแห่งความเงียบหน้าสยามพารากอน) หลังจบแถลง พอไปกินข้าว นอกเครื่องแบบตามถ่ายรูปแบบหลบๆ ซ่อนๆ เป็นครั้งแรกที่โบว์เจอ ปกติจะแสดงตัวคุ้นเคยกัน ทำให้หลายคนเป็นห่วงโบว์ หลังงานจบจะไม่ขึ้นรถกลับคนเดียวแล้ว จะมีเพื่อนประกบด้วย” (ให้สัมภาษณ์มติชน)


          เพียงแต่วันนี้โบว์ต้องเจอการคุกคามอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ขอพูดซ้ำ หากฟังจากน้ำเสียงและแววตาขณะที่เธอให้สัมภาษณ์รายการเวกอัพนิวส์ที่วอยซ์ทีวีีบ้านเก่าของเธอเองแล้ว กองเชียร์มีปรบมือสนั่น


          “เมื่อวานตัดสินใจฟ้องใน 1 นาที ได้ปรึกษากันแล้ว อีกทั้งได้รับข้อมูลจากองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ใหญ่ที่สุดในโลกองค์กรหนึ่งว่า ถ้าโบว์ฟ้องเขาจะเอากรณีนี้ไปทำงานเพื่อสิทธิมนุษยชนต่อได้ ไปทำรายงานเรื่องการละเมิดสิทธินักปกป้องสิทธิและอื่นๆ ต่อได้อีกเยอะ และจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ถึงเป็นจุดเปลี่ยนว่าแม้จะไม่ได้ผู้บงการ หรือคว้าน้ำเหลว แต่ก็ยังมีประโยชน์กับวงการ”


          พูดเลยขนาดนี้ก็ยังเอามาทำประโยชน์ต่อสังคมได้อีก..ยอมใจสาวผมสั้นคนนี้จริงๆ!!