คอลัมนิสต์

ส่องสนช.คลายล็อก "กัญชา" กับ "จุดดำ" ที่ยังไม่ได้แก้ไข

ส่องสนช.คลายล็อก "กัญชา" กับ "จุดดำ" ที่ยังไม่ได้แก้ไข

26 ธ.ค. 2561

รายงาน...

 

 

          ถือเป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ทำให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงยาไปอีกขั้นนึง เมื่อยาเสพติดประเภท “กัญชา” ที่เคยเป็นสิ่งต้องห้ามของมนุษย์เกือบทั่วโลกถูกนำมาให้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์เป็นครั้งแรกของประเทศไทย

 

 

          ความพยายามผลักดันให้ “กัญชา” เป็นพืชที่ใช้ในรักษาผู้ป่วยเกิดขึ้นมาสักระยะหนึ่ง หลังจากหลายๆ ประเทศเริ่มพัฒนาพืช “สายเขียว” ให้กลายมาเป็น “ยาขนานเอก”


          มาถึงวันนี้ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่...) พ.ศ..... เพื่อ “คลายล็อกกัญชา” ให้ใช้ทางการแพทย์ ซึ่งเป็นฉบับที่นายสมชาย แสวงการ เป็นประธานกรรมาธิการ พิจารณา ด้วยเสียงเอกฉันท์ 166 เสียง และงดออกเสียง 13 เสียง


          ในด้านเนื้อหาสาระที่สนช.เห็นชอบนั้น พบการปรับแก้ไขในหลายประเด็น อาทิ คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ จากเดิมในพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 กำหนดให้มี 17 คน ได้ “เพิ่มเติมอีก 8 คน” โดยเพิ่มปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบดีกรมการแทพย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นต้น"

 

          นอกจากนี้สนช.เพิ่มอำนาจของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด โดยเฉพาะให้ความเห็นชอบต่อผู้อนุญาตในการอนุญาตให้ผลิต นำเข้า หรือส่งออก รวมถึงเห็นชอบประกาศหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องที่หน่วยงานราชการเสนอ

 

 

ส่องสนช.คลายล็อก "กัญชา" กับ "จุดดำ" ที่ยังไม่ได้แก้ไข

 

 



 


          ขณะที่รายละเอียดของการปลดล็อกยาเสพติดประเภทกัญชาและกระท่อม ตามร่างกฎหมายนั้น ระบุว่า กรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ทางราชการ การรักษาผู้ป่วย หรือการศึกษาวิจัยและพัฒนา รวมถึงเกษตรกรรม พาณิชยกรรม วิทยาศาสตร์ หรืออุตสาหกรรม ให้พกพาเพื่อใช้รักษาโรคในปริมาณที่จำเป็น โดยต้องมีใบสั่งยาหรือหนังสือรับรองผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม แพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยประยุกษ์ หรือหมอพื้นบ้าน โดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำหนดและผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ


          ทั้งนี้สำหรับปริมาณที่ควบคุมในการครองครอง ยังกำหนดว่า "หากพบการครอบครองปริมาณเกิน 10 กิโลกรัม ให้สันนิษฐานว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย" ขณะที่การครอบครองเพื่อใช้เป็นยารักษาโรค ใช้เพื่อปฐมพยาบาล หรือเหตุฉุกเฉิน ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยหากพบผู้ใดที่ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกและปรับ


          นอกจากนี้ในส่วนการขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ครอบครอง กัญชาและกระท่อม ตามกฎหมายให้สิทธิ เฉพาะ 1.หน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยหรือการเรียนการสอนวิชาด้านการแพทย์ เกษตรศาสตร์ 2.หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ป้องกัน ปราบปรามและแก้ปัญหายาเสพติด หรือสภากาชาดไทย 3.ผู้ประกอบวิชาชีพเครือข่ายแพทย์ทั้งไทย และหมอพื้นบ้านตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด 4.สถาบันอุดมศึกษาที่ศึกษาและวิจัย และเรียนด้านการแพทย์ 5.ผู้ประกอบอาชีพเกษตรที่รวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชนซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมาย 6.ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ 7.ผู้ป่วยที่เดินทางระหว่างประเทศที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาเสพติดติดตัว 8.ผู้ขออนุญาตที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเห็นชอบ ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับอนุญาตสามารถส่งต่อให้กับทายาทหรือผู้ได้รับความยินยอมได้ กรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตเสียชีวิตก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ


          ไม่เพียงเท่านี้ยังคลายล็อกให้ทดลองเพาะปลูก ผลิตและทดสอบ เสพหรือครอบครองในปริมาณที่กำหนด ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเห็นสมควร แต่ต้องเพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัย การลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด หรือป้องกัน ปราบปราม และแก้ปัญหายาเสพติดให้โทษ

 

 

ส่องสนช.คลายล็อก "กัญชา" กับ "จุดดำ" ที่ยังไม่ได้แก้ไข

 


          ขณะที่บทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายต้องถูกจำคุกและถูกลงโทษปรับด้วย อาทิ การครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่ถึง 10 กิโลกรับ จำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท, ครอบครองเกิน 10 กิโลกรัม จำคุก 1- 15 ปี ปรับ 1 แสน-1ล้านบาท เป็นต้น ทั้งนี้ในร่างกฎหมายกำหนดให้เมื่อร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว 3 ปี ให้คณะกรมการควบคุมยาเสพติด ทบทวนการให้ใบอนุญาตทุกๆ 6 เดือน


          แม้ว่าสนช.จะมีมติ “คลายล็อกกัญชา” แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่น เมื่อ “มูลนิธีชีววิถี (BIOTHAI)” ออกมาตั้งข้อสังเกตเรื่องดังกล่าวว่า เป็นการเล่น “ปาหี่ แหกตาประชาชน” เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีการยกเลิกคำขอ “สิทธิบัตร 3 คำขอ” ของบริษัทยาต่างชาติ คือคำขอที่ 1101003758 (การใช้ไฟโตแคนนาบินอยด์ หรือสารผสมของสารดังกล่าวในการรักษาโรคลมบ้าหมู) คำขอที่ 0501005232 (วิธีการสำหรับการทำให้ทรานส์-(-)- เดลตา9 -เตตราไฮโดรแคนนาบินอล และทรานส์-(+)- เดลตา9 -เตตราไฮโดรแคนนาบินอล บริสุทธิ์) และคำขอเลขที่ 0601002456 (ส่วนผสมเชิงเภสัชกรรมที่ออกฤทธิ์ของแคนนาบินอยด์สำหรับรูปแบบขนาดยาที่ถูกปรับปรุง) ตามที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เคยแถลงแต่อย่างใด 


          ทั้งนี้กลุ่มมูลนิธิชีววิถีมองว่าแม้จะมีการคลายล็อกกัญชา แต่หากยังไม่มีการยกเลิก 3 คำของสิทธบัติดังกล่าว เชื่อว่าในอนาคตการครอบครองสิทธิบัติกัญชาคงเป็นของคนกลุ่มใดกลุ่มนึงเท่านั้น


          “กฎหมายคลายล็อกกัญชา ซึ่งเป็นความหวังของผู้ป่วย ผู้ประกอบการในประเทศ และเกษตรกรที่หวังจะปลูกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ จะกลายเป็น “ปาหี่” ระดับชาติ โดยมีผู้ได้ประโยชน์เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่และบริษัทยาข้ามชาติที่ครอบครองสิทธิบัตรกัญชาในที่สุด และเมื่อสภาผ่าน พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ เพื่อคลายล็อกกัญชาให้ใช้ทางการแพทย์ได้ ก็ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าสิทธิบัตรของต่างชาติจะถูกยกเลิกไป”


          ทั้งนี้ในมุมมองของ “วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ” ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีแสดงความคิดเห็นได้อย่างน่าสนใจว่า ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลไม่ได้สนใจปกป้องคนไทย แม้วันนี้ร่างพ.ร.บ.ยาเสพติดฯ ที่มีกัญชาเตรียมใช้ทางการแพทย์จะผ่านสนช.แล้ว ซึ่งทุกคนคาดหมายว่าควรจะยกเลิกสิทธิบัตรก่อนกฎหมายมีผล แต่เมื่อความจริงปรากฏ กรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ดำเนินการยกเลิก 3 คำขอสิทธิบัตรดังกล่าวแต่อย่างใด พวกคนเหล่านี้ไม่ทำอะไรเลย ไม่ได้ฟังเสียงประชาชน ไม่ฟังเสียงของนักวิจัยไทยเลย แบบนี้คือแหกตาประชาชนหรือไม่ แค่นี้ยังหลอกลวง แล้วอนาคตจะฝากความหวังอย่างไร

 

 

 

ส่องสนช.คลายล็อก "กัญชา" กับ "จุดดำ" ที่ยังไม่ได้แก้ไข

 


          ขณะที่ “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ในวันที่ 28 ธันวาคมนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตจะดำเนินการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจากการขอจดสิทธิบัตรของต่างชาติ และหลังปีใหม่ก็จะนำข้อมูลจากการรวบรวมของฝ่ายกฎหมายทั้งหมดยื่นฟ้องกรมทรัพย์สินทางปัญญาทันที เพื่อให้กรมยกเลิกคำขอจดสิทธิบัตรก่อนที่กฎหมายจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา


          สิ่งนี้คือมุมมองและการตั้งข้อสังเกตที่มีความเป็นไปได้ ซึ่งเรื่องนี้คงต้องรอให้รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจง พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น..การคลายล็อกกัญชาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่มีแนวคิดรังสรรค์สวยงามแต่ปลายทางสุดท้ายจะเป็นอย่างไรคงต้องดูกันต่อไป...?