คอลัมนิสต์

ทำไมต้อง "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ??

ทำไมต้อง "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ??

26 ธ.ค. 2561

โดย... คมชัดลึกออนไลน์

 

 

          ปี่กลองการเลือกตั้งกำลังเริ่มขึ้น พรรคการเมืองต่างๆ กำลังจัดทำนโยบายเพื่อนำไปหาเสียงต่อประชาชน ขณะที่รัฐบาลคลอดหลายโครงการเพื่อคนจน โดยเฉพาะ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือบัตรคนจน ที่ถูกมองว่าเป็นการหาเสียง

 

 

          อีกด้านหนึ่งเครือข่ายภาคประชาชน คือเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (WE FAIR) ซึ่งมีภาคีความร่วมมือทั้งหมด 13 องค์กรเครือข่าย ได้จัดเวทีเปิดข้อเสนอ นโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ทั้งหมด 6 ข้อ บวกกับแนวทางปฏิรูปภาษีเพื่อจะเป็นแหล่งรายได้มาทำรัฐสวัสดิการ หลังจัดเวทีได้ไปยื่นข้อเสนอดังกล่าวต่อ 11 พรรคการเมือง เพื่อไปบรรจุเป็นนโยบายเรียบร้อยแล้ว

 

ทำไมต้อง "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ??

(เครือข่าย WE FAIR ยื่นหนังสือต่อพรรคประชาธิปัตย์)

 

ทำไมต้อง "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ??

(เครือข่าย WE FAIR ยื่นหนังสือต่อพรรคชาติไทยพัฒนา)

 

ทำไมต้อง "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ??

(เครือข่าย WE FAIR ยื่นหนังสือต่อพรรคประชาชาติ)

 

ทำไมต้อง "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ??

(เครือข่าย WE FAIR ยื่นหนังสือต่อพรรคไทยรักษาชาติ)

 

ทำไมต้อง "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ??

(เครือข่าย WE FAIR ยื่นหนังสือต่อพรรคอนาคตใหม่)


          ** ทำไมต้องถ้วนหน้า
          ดร.เดชรัต สุขกำเนิด นักวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าสิ่งที่เป็นปัญหามากในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย หรือคนจน คือเรื่องโอกาส โอกาสตั้งแต่เกิดขึ้นมา


          ส่วนชนชั้นกลางมีโอกาสมากกว่าคนจนชัดเจน แต่ตอนนี้ต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเรื่องการศึกษา เรื่องการรักษาพยาบาล ที่ผ่านมาถ้าสวัสดิการของรัฐไม่ดี ก็หนีไปเอกชน แต่ตอนนี้มีการเรียกร้องเปิดเผยค่ารักษาพยาบาลเอกชน แปลว่าภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้นในทุกด้าน โดยไม่มีใครคุม

 

          “เชิญชวนคนชั้นกลาง เพราะอาจไปต่อไม่ไหว ลูกอาจจะจบปริญญาตรี แต่มาพร้อมหนี้ กยศ. เราต้องมาช่วยลงทุนด้วยการให้สวัสดิการการศึกษา การรักษาพยาบาลพึ่งได้ ไม่ต้องพึ่งเอกชน ฝากคนชั้นกลางอย่าดิ้นรนไปในทิศทางที่เราไม่อาจควบคุมได้ มาอยู่ทิศทางที่เราสร้างได้ ทุกคนอยู่ด้วยกันได้”

 

ทำไมต้อง "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ??

 

 


          ดร.เดชรัต กล่าวว่า สำหรับตัวเลขงบประมาณที่จะนำมาใช้นั้นที่คำนวณไว้ที่ 1.4 ล้านล้านบาทนั้นไม่จำเป็นต้องมี 1.4 ล้านล้านในวันแรกที่ทำ ทุกขั้นตอนต้องใช้ระยะเวลา ที่เสนอคือเป้าหมายปลายทาง เช่น 5 ปีไม่ใช่ต้องมีทั้งหมดในวันแรก


          ดร.เดชรัต นำเสนอข้อเสนอรัฐสวัสดิการด้านการศึกษาว่า ให้มีงบสนับสนุนเด็กและเยาวชนอายุ 0-18 ปี เดือนละ 3,000 บาท ซึ่งตัวเลข 3,000 บาทมาจากเส้นความยากจน คือเส้นที่เพียงพอต่อการดำรงชีพตามมาตรฐานขั้นต่ำ


          “รัฐบาล คสช.ทดลองให้คนรายได้น้อยกว่า 3,000 ต่อเดือน ให้ 0-3 ปี 600 บาทต่อเดือน ยูนิเซฟเก็บข้อมูลบอกว่าโครงการนี้ทำให้แม่ให้นมลูกนานขึ้น ภาวะโภชนาการดีขึ้น ขาดแคลนอาหารน้อยลง ขณะเดียวกันในโครงการนี้มีประชาชนมีรายได้ต่ำกว่า 3,000 และมีลูกเล็กตกหล่นไม่ได้รับถึง 30 เปอร์เซ็นต์ นี่คือเหตุผลสำคัญ การพยายามมุ่งเป้าเจาะจงตีกรอบ จะเกิดการตกหล่น เราจึงอยากไปสู่ภาวะที่เป็นสวัสดิการถ้วนหน้า ทุกชนชั้นที่เกิดเป็นคนไทยได้รับหมด เป็นพื้นฐานพ้นความยากจน อยู่ได้บนมาตรฐานขั้นต่ำ เราเชื่อว่าถ้าทุกคนได้รับมาตรฐานขั้นต่ำ ได้รับสวัสดิการ ได้รับบริการจากรัฐที่ดีพอ เราสร้างประเทศนี้ได้”


          “นิมิตร์ เทียนอุดม” ตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ นำเสนอข้อเสนอรัฐสวัสดิการ ด้านสุขภาพและระบบบำนาญ


          ประเด็นสำคัญคือ เรื่องการยุบรวมกองทุนหลักประกันสุขภาพเข้าด้วยกัน คือ ระบบข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง


          นิมิตร์ ให้เหตุผลที่ควรรวมกองทุนว่า ถ้าไม่รวมจะเกิด “3 หายนะ” คือ
          1.เงินในระบบหลักประกันสุขภาพจะถูกดูดไปในระบบการรักษาพยาบาลของราชการ ซึ่งไม่สามารถคุมค่าใช้จ่ายได้ จากประมาณปี 2550 เริ่มจากงบประมาณ 2 หมื่นล้าน ปัจจุบันเพิ่มเป็นเกือบ 8 หมื่นล้านแล้ว


          2.ต่อไปนี้คนที่จะได้รับการรักษาฟรีคือคนจนเท่านั้น ส่วนคนชั้นกลางต้องร่วมจ่าย
          3.บริษัทประกันภัยเอกชนจะเข้ามา บนฐานมองว่าเรื่องนี้เป็นกำไรชิ้นโต ที่ประกันภัยจะได้จากระบบสุขภาพ


          “การรักษาแบบถ้วนหน้าช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยไม่ให้ใครต้องล้มละลายจากความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้กำลังจะหายไป”


          อีกประเด็นที่นิมิตร์นำเสนอคือ การเปลี่ยนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้เป็น “บำนาญถ้วนหน้า” โดยบอกว่าถ้าทุกช่วงวัยมีหลักประกันรายได้ที่จะยังชีพอยู่ได้ ครอบครัวก็จะมีหลักประกันที่จะเลี้ยงดูลูก โดยเสนอให้มีหลักประกันรายได้ คนละ 3,000 บาท เชื่อว่าจะเป็นตัวตอบโจทย์แก้ความยากจนแบบเรื้อรัง โดยเลิกเรื่องเงินสงเคราะห์อุดหนุนเกษตรกรต่างๆ


          **รัฐสวัสดิการจะเป็นจริงได้ไหม
          นิมิตร์ เสนอว่า รัฐสวัสดิการจะเกิดขึ้นได้ ถ้า 1.ต้องยกฐานะการเมืองภาคประชาชนบนท้องถนน ให้เป็นการเมืองภาคประชาชนที่ต้องเข้าสู่สภา จะวางใจนักการเมืองที่มาจากนายทุน พ่อค้า ข้าราชการ อีกต่อไปไม่ได้


          2.ต้องเปลี่ยนวิธีคิดของคนทั้งประเทศว่าประชาชนคือเจ้าของภาษี ประชาชนทำให้รัฐมีรายได้ ฉะนั้นประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผน บริหารจัดการการใช้ภาษีให้มากขึ้น


          “รัฐสวัสดิการจะเกิดขึ้นได้ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการจัดการภาษี ต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการบริหารประเทศ รัฐสวัสดิการไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ถ้าเรายังได้นักการเมืองหน้าเก่า อยู่ภายใต้ ทุน ราชการ ถ้าต้องการการเปลี่ยนแปลง เราต้องการการเมืองแบบใหม่”


          “นุชนาถ แท่นทอง” ตัวแทนจากเครือข่ายสลัม 4 ภาค นำเสนอข้อเสนอรัฐสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยและที่ดิน ระบุว่า โครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ ของรัฐบาล มีแต่คนมีรายได้น้อยเข้าถึง คนชั้นกลางเข้าไม่ถึง ขณะเดียวกันก็ยังมีคนมีรายได้น้อยอีกส่วนหนึ่งก็เข้าไม่ถึง ดังนั้นจึงควรทำรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้าให้ทุกกลุ่มได้รับทั่วถึงร่วมกันเพราะเป็นผู้เสียภาษีร่วมกัน


          “สิ่งที่เครือข่ายสลัมสี่ภาคในฐานะเป็นคนจนเมืองอยากพูดถึงคือเรื่องบัตรคนจน เป็นปัญหามาก สังคมที่ไม่เห็นด้วยกับการแจกเงินก็ด่า คนจนดีแต่แบมือขอ กลายเป็นคนจนผิด มาทะเลาะกันเอง ทั้งที่นโยบายนี้คนจนไม่ได้เป็นคนเสนอ ควรไปด่ารัฐบาล เพราะคิดโดยไม่ได้มาถามคนจนสักคำ คนจนไม่เคยบอกรัฐต้องมาแจกเงิน ถ้าแจกแบบยั่งยืนก็อาจจะน่าชื่นชม เพราะวางแผนการใช้เงินได้ แต่ก็ไม่ใช่ แจกเพื่อเตรียมหาเสียงหรือเปล่าก็ไม่รู้ และก็มีคนจนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับเลย”


          “ที่ผ่านมามีการเอาคนจนเป็นตัวประกัน รัฐบาลก็บอกว่าทำเพื่อคนจน แต่คนที่ได้ผลประโยชน์คือเจ้าของธุรกิจได้เป็นกอบเป็นกำ แต่พวกเราเป็นกรรมเพราะมาทะเลาะกันเอง”


          ตัวแทนจากเครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวอีกว่า “เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสำคัญ เราก็ควรมีสิทธิความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ไม่ใช่บางคนเข้าไม่ถึง บางรายการเอาความดราม่าความยากจนมาเป็นจุดขาย เช่นรายการปลดหนี้ รายการไมค์ปลดหนี้ ลูกหนี้ทีเด็ด ดูแล้วรับไม่ได้”

 

ทำไมต้อง "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ??

(จากขวา สุจิน และ นุชนาถ)


          “สุจิน รุ่งสว่าง” สมาพันธ์ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งประเทศไทย นำเสนอรัฐสวัสดิการด้านงาน รายได้ ประกันสังคม กล่าวว่า แรงงานนอกระบบมีรายได้ไม่ต่อเนื่อง กระทบครอบครัว การศึกษาลูก ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ถ้าไม่มีรัฐสวัสดิการ ก็ยากลำบาก


          “เราเป็นคนทำงาน เราเสียภาษีทุกอย่าง ฉะนั้นภาษีของเรา ควรไปจัดเป็นรัฐสวัสดิการอยากเห็นรัฐบาลที่เข้ามาเปลี่ยนแนวคิด จากปัจจุบันที่ให้เงินสงเคราะห์เงินฟรีต่างๆ ควรเอาเงินส่วนนั้นมาเป็นรัฐสวัสดิการ เพื่อให้คนในสังคมเท่าเทียมกันถ้าไม่ถ้วนหน้า ก็จะทำให้เกิดช่องว่างเกิดความเหลื่อมล้ำกันมากขึ้น”


          “เจษฎา แต้สมบัติ” ตัวแทนเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ ที่นำเสนอข้อเสนอรัฐสวัสดิการ ด้านสิทธิทางสังคม พหุวัฒนธรรม เริ่มต้นการนำเสนอด้วยประโยคที่ว่า “ประเทศกูมีกะเทย หญิงรักหญิง ชายรักชาย สาวประเภทสอง เลสเบี้ยน รวมถึงกลุ่มความหลากหลายทางเพศ แต่ประเทศกูไม่มีรัฐสวัสดิการที่รองรับทุกเพศสภาพอย่างรอบด้าน”


          เจษฎา เสนอให้มีการออกแบบรัฐสวัสดิการที่เปิดโอกาสให้บุคคลในเพศสภาพต่างๆ การเข้าถึงสวัสดิการการรักษาพยาบาลอย่างปลอดภัย

ทำไมต้อง "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ??

(จากขวา ดร.เชรัต และ เจษฎา)


          “คนข้ามเพศจำนวนมากต้องไปซื้อยาฮอร์โมนต่างๆ ในตลาดมืด การทำศัลยกรรมต่างๆ ต้องไปทำกับหมอกระเป๋าซึ่งมีความรู้บ้าง ไม่มีความรู้บ้าง และผิดกฎหมาย พอมีปัญหา ก็ต้องเข้าสู่ระบบสุขภาพของรัฐ รัฐต้องแบกรับภาระ รัฐบาลจึงควรส่งเสริมการเข้าถึงสุขภาพและการรักษาพยาบาลกับคนในทุกเพศสภาพโดยเฉพาะเรื่องกระบวนการในการทรานสิชั่น(การแปลงเพศ) ในกลุ่มคนข้ามเพศ”


          “รัฐบาลต้องมีการเปลี่ยนทัศนคติเรื่องรัฐสวัสดิการที่ไม่ใช่เรื่องการสงเคราะห์เราไม่อยากเห็นแปลงเพศเอื้ออาทร บัตรคนจน หรือว่า บ้านเอื้ออาทร เพราะการจัดสวัสดิการแบบนี้ การใช้ถ้อยคำแบบนี้ เป็นการลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคน แท้ที่จริงการเข้าถึงสวัสดิการของคนในทุกเพศสภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงมีพึงได้”


          “นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์” ผู้จัดการโครงการเสริมศักยภาพเครือข่ายเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการสังคมและสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ(คคสส.) และผู้สานงานเครือข่าย WE FAIR กล่าวว่า ชุดข้อเสนอทั้งหมดได้มาจากการจัดทำรายงานวิจัย ชุดข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสวัสดิการสังคมและสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ ตั้งแต่ช่วงสิงหาคม 2560 ถึง มกราคม 2561 จากนั้นได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นรายงานการวิจัย จากเครือข่ายประชาสังคมส่วนกลาง ที่กรุงเทพมหานคร และภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ก่อนจะมีการจัดเวทีระดมความคิดเห็นจัดทำชุดข้อเสนอเพื่อนำเสนอต่อพรรคการเมือง

 

ทำไมต้อง "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ??

(จากขวา...นิมิต และนิติรัตน์)


          ทั้งนี้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทางเครือข่าย WE FAIR ได้ไปยื่นข้อเสนอดังกล่าวต่อพรรคการเมืองรวมทั้งหมด 11 พรรค ได้แก่ พรรคสามัญชน พรรคอนาคตใหม่ พรรคสังคมประชาธิปไตย พรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชาติ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคเกียน ซึ่ง “นิติรัตน์” บอกว่า ถือว่าได้เสียงตอบรับที่ดีจากพรรคการเมือง

 

ทำไมต้อง "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ??

(เครือข่าย WE FAIR ยื่นหนังสือต่อพรรคสามัญชน)

 

ทำไมต้อง "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ??

(เครือข่าย WE FAIR ยื่นหนังสือต่อพรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทย)

 

ทำไมต้อง "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ??

(เครือข่าย WE FAIR ยื่นหนังสือต่อพรรคภูมิใจไทย)

 

ทำไมต้อง "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ??

(เครือข่าย WE FAIR ยื่นหนังสือต่อพรรคเพื่อไทย)

 

ทำไมต้อง "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ??

(เครือข่าย WE FAIR ยื่นหนังสือต่อพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย)

 

ทำไมต้อง "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ??

(เครือข่าย WE FAIR ยื่นหนังสือต่อพรรคเกียน)

 


          สุดท้ายข้อเสนอเหล่านี้จะถูกบรรจุอยู่ในนโยบายพรรคการเมืองและนำไปสู่การปฏิบัติจริงเพียงใด...ยังต้องติดตาม
 

********

          ข้อเสนอนโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”

          1. การศึกษา
          1) เงินสนับสนุนเด็กและเยาวชนถ้วนหน้า อายุ 0-18 ปี จำนวน 3,000 บาท/เดือน
          2) เงินสนับสนุนเยาวชนถ้วนหน้า ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยหรืออนุปริญญา/ปวส. จำนวน 3,000 บาท/เดือน
          3) ศูนย์รับเลี้ยงดูเด็ก อายุ 0-3 ขวบ รายละ 10,000 บาท/คน/ปี
          4) สถานศึกษามีการควบคุมมาตรฐานกลาง รายละ 16,000 บาท/คน/ปี
          5) เงินสนับสนุนการสร้างการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพในหลักสูตรที่รัฐกำหนด
          **งบประมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 6 แสนล้านบาท/ปี


          2 สุขภาพ
          1) กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าระบบเดียวที่มีคุณภาพสูง
          2) งบประมาณด้านสุขภาพ คิดตามรายหัวประชากร จำนวน 8,000-8,500 บาท/คน/ปี
          **ใช้งบประมาณ 467,0000 ล้านบาท/ปี


          3. ที่อยู่อาศัยและที่ดิน

          1) การเข้าถึงระบบสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยสูงสุด ร้อยละ 2 ต่อปี โดยคำนึงถึงประชากรกลุ่มเฉพาะต่างๆ 
          2) ที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชน ในพื้นที่ตำบลละไม่น้อยกว่า 1,000 ห้อง
          3) ผู้อยู่อาศัยในโครงการภาครัฐ สามารถเบิกค่าเช่าจากประกันสังคม รวมค่าน้ำไฟพื้นฐาน ไม่เกิน 1,000 บาท/ 35 ตารางเมตร จัดเก็บโดยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 
          4) ครัวเรือนเกษตรกรต้องเข้าถึงที่ดินทำกินเพื่อการเกษตร 15 ไร่ ต่อครอบครัว 
          5) การเข้าถึงระบบสินเชื่อเพื่อที่ดินการเกษตร ดอกเบี้ยสูงสุด ร้อยละ 2 ต่อปี โดยคำนึงถึงประชากรกลุ่มเฉพาะต่างๆ 
          6) การกระจายการถือครองที่ดิน ด้วยระบบภาษีอัตราก้าวหน้า ธนาคารที่ดิน ฉโนดชุมชน การปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งการกระจายการถือครองที่ดินของหน่วยงานรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์

          **งบประมาณที่ใช้ 108,000 ล้านบาท/ปี


          4. งาน รายได้ ประกันสังคม
          1).ค่าจ้างขั้นต่ำตามดัชนีผู้บริโภค 500 บาท/วัน
          2).ค่าจ้างแรงงานให้เป็นไปตามอายุงาน เพิ่มขึ้นปีละ 2%
          3).ปฏิรูประบบประกันสังคมให้เป็นระบบประกันสังคมถ้วนหน้า
          4).การสมทบเงินประกันสังคม ขยายเพดานสูงสุดประมาณ 30,000 บาท/เดือน
          5) ปฏิรูปประกันสังคมแรงงานนอกระบบ
          **ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นต่อปีจากการสมทบเพิ่มเติมประมาณ 2 แสนล้านบาท/ปี


          5. ระบบบำนาญแห่งชาติ
          1.เปลี่ยน “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” เป็น “บำนาญถ้วนหน้า” 3,000 บาท/เดือน
          2.มีการปรับเพิ่มขึ้นทุก 5 ปีตามอัตราเงินเฟ้อและดัชนีผู้บริโภค
          3.รัฐบาลจ่ายตรงให้แก่ประชาชนผ่านกรมบัญชีกลาง
          **งบประมาณที่ใช้ เพิ่มขึ้น 270,000 ล้านบาท/ปี


          6. สิทธิทางสังคม พหุวัฒนธรรม ประชากรกลุ่มเฉพาะ
          1).เพิ่ม “เบี้ยยังชีพคนพิการ” 800 บาท/เดือน เป็น 3,000 บาท/เดือน
          2) คนพิการมีอิสระในการจัดซื้อกายอุปกรณ์เองตามวงเงินที่รัฐจัดให้
          3) คนพิการได้รับเงินสนับสนุนในการฝึกอบรมอาชีพในหลักสูตรที่รัฐกำหนดโดยเสรี
          4) กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศทุกเพศสภาพ ต้องเข้าถึงสวัสดิการสังคม การรักษาพยาบาล
          5) พนักงานบริการทางเพศต้องเข้าถึงรัฐสวัสดิการ โดยไม่นำความผิดทางอาญามาเป็นข้อจำกัด
          6) ชนเผ่าพื้นเมืองต้องเข้าถึงรัฐสวัสดิการ
          7) ยกเลิกหลักสูตร เนื้อหาสื่อที่สร้างความเกลียดชัง เหยียดเชื้อชาติ เพศสภาพ สถานะทางชนชั้น ตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากล
          8) สร้างพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด เพื่อเป็นสถานที่สร้างการเรียนรู้
          9) สร้างสวนสาธารณะ หอศิลปวัฒนธรรม ลานกีฬา


          7. การปฏิรูประบบภาษี
          1) ยกเลิกการลดหย่อนภาษีการส่งเสริมการลงทุน BOI และการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงค่าเช่าที่ดินและผลกำไรทางธุรกิจ (งบประมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 240,000 ล้านบาท)
          2) ภาษีรายได้จากตลาดหุ้น 30% (งบประมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 150,000 ล้านบาท)
          3) ยกเลิกการลดหย่อนภาษีทุกเงื่อนไข เช่น LTF (งบประมาณเพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาท)
          4) การเก็บภาษีที่ดินส่วนเกิน 10 ไร่ (ยกเว้นที่ดินเพื่อการเกษตร 20ไร่) ให้เก็บภาษีอัตราก้าวหน้า เริ่มต้นไร่ละ 2,000 บาท/ปี (ได้รับเงิน 150,000 ล้านบาท/ปี)
          5)ภาษีมรดกที่เข้มงวด (งบประมาณเพิ่มขึ้น 10,000-50,000 ล้านบาท)
          6) เก็บภาษีอัตราก้าวหน้า ฐานภาษีสูงสุด 45% (ได้รับเงินเพิ่มประมาณ 50,000 ล้านบาท)
          7) การลดงบประมาณกลาโหม 70% และการปฏิรูประบบราชการ (ได้งบประมาณเพิ่มขึ้น 180,000 ล้าบาท)
          8) ปรับลดระบบบำนาญข้าราชการ 220,000 ล้านบาท
          9) ยกเลิกการรักษาพยาบาลข้าราชการ 63,000 ล้านบาท
          10) ยกเลิกบัตรคนจนและโครงการประชารัฐ ได้งบประมาณเพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาท
          11) ประมาณการการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้นจากรัฐสวัสดิการ 150,000 ล้านบาท (ตัวทวี 1.6 เท่าเป็นอย่างต่ำ)
          12) ทุกคนยื่นภาษีเพื่อรับสิทธิสวัสดิการแม้รายได้ไม่ถึงตามหลักเกณฑ์


          ที่มา : เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (WE FAIR) ร่วมกับโครงการเสริมศักยภาพเครือข่ายเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการสังคมและสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ(คคสส.)