คอลัมนิสต์

จับตาศึก2 เสือเพื่อไทย"เฉลิม-สุดารัตน์"ซ่อนดาบในรอยยิ้ม

จับตาศึก2 เสือเพื่อไทย"เฉลิม-สุดารัตน์"ซ่อนดาบในรอยยิ้ม

24 ธ.ค. 2561

คมชัดลึก...ลุยเลือกตั้ง


 

          ยามนี้พรรคเพื่อไทยที่มีรอยร้าวหนักจากกติกาของบ้านเมืองที่ร่างไว้เพื่อย่อยพรรคใหญ่ "มิได้ผูกขาดเสียงข้างมากในรัฐสภา” จนต้องเเตกพรรคเเละเเยกขุนพลกันไปยังพรรคสาขา

 

 

          ขณะเดียวกันยามที่ไร้ "นายใหญ่” บัญชาการเกมรบในกระดานการเมือง เเต่วันนี้โลกออนไลน์เชื่อมคำสั่งให้อยู่ในชั่วลัดนิ้วเเม้นายใหญ่จะอยู่ไกลบ้านมานานปี ...เเต่สถานการณ์วันนี้มิเหมือนหลายปีที่ผ่านมา คำสั่งนายใหญ่เเม้จะยังศักดิ์สิทธิ์บ้างในหลายเรื่อง เเต่บางอย่างมิใช่ว่าจะบงการเเล้วผลออกมาดั่งใจหมาย
  

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสมานกาวใจของคนที่มิลงรอยกันนั้น เเม้ตอนนี้จะบังเกิดภาพการจับมือเเละยันสายสัมพันธ์ว่าเหนียวเเน่นของใครบางชีวิตในเพื่อไทย พร้อมโยนบาปให้สื่อมวลชนที่รายงานข่าวเเตกเเยกว่า "นั่งเทียนเเละเสี้ยมให้คนในพรรคเเตกคอกันเอง”


          ของเเบบนี้หากไม่มีมูล สื่อมวลชนย่อมไม่นำมารายงานต่อสังคมเพื่อให้คนการเมืองตราหน้าว่า "เขียนข่าวมั่วซั่ว” เป็นเเน่เเท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรายงานความเคลื่อนไหวของคีย์เเมนเเต่ละพรรคที่กำลังวางเเผนล้มลุงตู่บนเวทีหย่อนบัตร


          โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเคลื่อนไหวจากเพื่อไทยที่เสมือนเป็นไม้เบื่อไม้เมากับลุงตู่ตั้งเเต่หลังวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จนวันนี้ที่รูระบายคลายลง ฉะนั้นหน้าไพ่ที่คนการเมืองโยนออกมา "ต้านลุงตู่เเละคณะ” ต้องมีเสมอ


          ฉะนั้นการลบข่าวลือระหว่าง "ขุนศึกฝั่งธนกับเจ้าเเม่เมืองกรุง” เเห่งเพื่อไทยที่ยามนี้ต้องผนึกกำลังลุยศึกกับลุงตู่, พปชร., พรรคสะตอ, พรรคสีน้ำเงิน ที่ต่างหวังปักป้ายจองเก้าอี้ส.ส.กทม.

 

 

          สนามเมืองกรุงมีส.ส.สามสิบชีวิต นับเป็นสนามใหญ่ที่สุดในประเทศเเละเป็นมาตรชี้วัดเบื้องต้นว่า "คนเมืองหลวง” จะวางใจใครในการ "หนุนหรือคว่ำว่าที่รัฐบาลใหม่”....ฉะนั้นข่าว "ฟัดกันของสองเสือเมืองหลวงของพท." คือ "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เเละคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” จากนี้ต้องไม่ปรากฏ...


          หัวหน้าทีมปราศรัยหาเสียงเพื่อไทยเปิดบ้านริมคลองย่านบางบอน บอกกับสังคมเมื่อหลายวันก่อนว่า "มิได้ขัดเเย้งกับประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย” โดยยืนยันว่าเป็นความเข้าใจของคนที่อยากให้เกิดความแตกแยกในพรรค และก่อนหน้านั้นไม่นาน “เหลิม บางบอน” ยืนยันพร้อมร่วมงานทางการเมืองกับคุณหญิงสุดารัตน์ แม้ต่างคนจะมีแนวทางการเมืองต่างกันแต่ก็พร้อมขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงร่วมกับคุณหญิงสุดารัตน์เเละสนับสนุนให้เจ๊หน่อยเป็นนายกรัฐมนตรี


          เเหล่งข่าวจาก OAI Tower เเจ้งว่า "น้าเหลิมกับเจ๊หน่อยยุติศึกชั่วคราวเพราะนายใหญ่ขอไว้ โดยเเบ่งบทว่าเจ๊หน่อยขึ้นมาทำหน้าที่ประธานยุทธศาสตร์หาเสียงในเเนวทางเจ๊หน่อย เเละมอบเก้าอี้หัวหน้าทีมหาเสียงให้น้าเหลิมเพื่อไม่ให้น้อยหน้า เเม้น้าเหลิมจะเก้าอี้เล็กไปบ้าง เเต่มันอ้างได้ว่าทีมของน้าเหลิมพาส.ส.เข้าสภาได้”


          เเหล่งข่าวจาก OAI Tower ยอมรับว่าเเกนนำพรรคเเละคนเสื้อเเดงหลายคนที่กระจายตัวไปพรรคสาขาเพราะกติกาเลือกตั้ง รวมทั้งไม่ยอมรับทบาทของเจ๊หน่อยที่เข้าทำนอง "มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์มิร่วมต้าน” เเต่วันนี้หย่าศึกก่อน เพราะต้องรบกับศึกนอกที่หนักกว่า
  

          แหล่งข่าวบอกว่า “เบื้องต้นทราบว่าหากพรรคชนะเเละมีสิทธิตั้งรัฐบาล เก้าอี้ สร. 2 หรือสิงห์คลองหลอดเป็นของน้าเหลิม ตามคำมั่นของนายใหญ่ ส่วนเขตบางบอนนั้น น้าเหลิมบอกคนในพรรคว่าจะดูเเลเอง เพราะลูกชาย "วัน อยู่บำรุง” จะลงเขตนี้เเละชนะให้ได้หลังสอบตกมาหลายสมัย”


          สื่อความเเบบนี้มิต้องตีความให้เยอะ เพราะมันบ่งชี้ชัดว่า “เหลิม บางบอน” มิต้องการบารมีของ ”เจ๊หน่อย” ในการลงเดินเก็บเเต้มให้ลูกชาย เพราะความจริงหลังฉากใครต่อใครทั้งนอกเเละในเพื่อไทยรู้กันดีว่าขุนศึกฝั่งธนกับเจ้าเเม่เมืองกรุงเเห่งเพื่อไทยนั้นมิลงรอยกันเเต่ไหนเเต่ไรมานานเเล้ว


          ย้อนประวัติในอดีตเมื่อครั้งความหวังใหม่ของพ่อใหญ่จิ๋วที่จำต้องยุบรวมพรรคเข้าไทยรักไทย (รู้กันดีว่าเป็นดีลที่วางไว้ก่อนการเลือกตั้งปี 2544) ยามนั้น “เหลิม บางบอน” ประกาศไว้ว่าไม่ขอร่วมชายคาทรท. โดยยอมลาออกจากส.ส. เเละมีกระเเสข่าวในช่วงนั้นว่าเจ๊หน่อยไม่ปลื้มที่นายใหญ่จะยอมให้เพื่อนรักที่ชื่อ ”เหลิม บางบอน” มาร่วมพรรค


          เเต่ไม่นานนัก “เหลิม บางบอน” ลงสมัครพ่อเมืองหลวงเพื่อลงไปสกัดดาวรุ่งจากพรรคสะตอที่ชื่อ ”อภิรักษ์ โกษะโยธิน” โดยมีการรับรู้วงในว่านายใหญ่หนุนให้คนโตบางบอนลงสนามครั้งนั้น


          เเม้เเต่ช่วงที่พลังประชาชนชนะเลือกตั้ง การบินไปกลับฮ่องกงเพื่อพบตัวนายใหญ่ในการฟอร์มทีมครม. “สมัคร สุนทรเวช” ยามนั้น ใครหลายคนยืนยันว่าเจ๊หน่อยกับเหลิม บางบอน สิงสถิตเคียงข้างนายใหญ่เเบบ ”เธอมา ฉันกลับ”


          หรือช่วงที่มีกบฏ “มันจบเเล้วครับนาย” จนเกิดการรีเซตระบบบริหารจัดการภายในพรรคเพื่อไทยใหม่เมื่อหลายปีก่อน ...ข่าวใหญ่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2553 รายงานว่า ”ร.ต.อ.เฉลิม (ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทยในช่วงนั้น) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่าได้ขอลาออกจากตำแหน่งทุกตำแหน่งภายในพรรคเพื่อไทย เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและกันข้อครหาต่างๆ ภายหลังจากที่มีการปล่อยข่าวในทางเสื่อมเสียเกี่ยวกับผมมาเป็นเวลานาน แต่ที่ประชุมได้เสนอให้ผมกลับมารับตำแหน่งทุกตำแหน่งเหมือนเดิม และไม่มีการเสนอชื่อคู่แข่ง”

 

          “วันนี้ที่พรรคเพื่อไทยต้องยุ่งวุ่นวายก็เพราะคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ คนเดียว เขตเลือกตั้งของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ และนายอนุสรณ์ ปั้นทอง ส.ส.กทม.นั้น จะไม่ไปปราศรัยหาเสียงให้ด้วย ยืนยันว่าผมไม่เคยคิดตั้งกลุ่มหรือจะเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถ้ายุติบทบาทกับพรรคเพื่อไทยเมื่อไหร่ก็เลิกเล่น ไม่มีไปตั้งกลุ่มการเมืองอะไรที่ไหนอีก”


          “ผมยอมมานานเพราะเกรงใจท่านทักษิณและคุณหญิงอ้อ เกรงใจพรรค แต่พอยอมมากเข้าก็จะกลายเป็นว่าถูกกำไต๋ไว้ ผมเลยต้องพูดว่าวันนี้จะมาทะเลาะกันเองไปทำไม สู้กับประชาธิปัตย์มันง่ายนักหรือ สุดารัตน์เคยอภิปรายอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้างในชีวิตการเมือง พวกนี้มันเป็นแมว ท่านทักษิณเลี้ยงดีหน่อยลายเลยใหญ่แล้วคิดว่าตัวเองเป็นเสือ


          ลูกผม 3 คนก็เรียนจบปริญญาโทเท่าสุดารัตน์ ผมได้เสนอที่ประชุมแบ่งกทม.ออกเป็น 3 โซน คือ เหนือ ใต้ และฝั่งธน แบ่งส.ส.โซน ละ 12 คน เพราะประธานคนเดียวดูไม่ไหว โดยประธานทั้ง 3 โซนต้องขึ้นตรงกับพรรค ไม่มีกลุ่ม เรื่องนี้ต้องทำให้เร็วที่สุด ทางที่ดีต้องก่อนเลือกตั้ง ถ้าไม่มีคนดูฝั่งธน ผมดูให้ก็ได้”


          หนักเเน่นเเละเน้นให้เห็นเเล้วถึงรอยเเยกเมื่อหลายปีก่อนของเหลิม บางบอนกับเจ๊หน่อย เเม้ความจริงวันนี้ทั้งสองชีวิตบอกว่าจะจับมือกัน เเต่มิรู้ว่า "ซ่อนดาบในรอยยิ้ม” หรือไม่...เพราะประวัติศาสตร์การเมืองระบุสายสัมพันธ์ของสองเสือเมืองหลวงเเห่งพท.ไว้เเบบนี้ ก็คงต้องรอดูกันยาวๆ ว่ารอยร้าวจะจางหายจริงดั่งที่นายใหญ่หวังหรือไม่....