คอลัมนิสต์

นางฟ้าจักรวาล

นางฟ้าจักรวาล

22 ธ.ค. 2561

แววตามุ่งมั่นที่จะหนีให้พ้นจากความลำบากยากแค้นของชีวิตชนชาติพันธุ์ ในเนื้อแท้ของ "เฮอ เฮิน เนีย" นางงามเวียดนาม เธอยังได้แบ่งปันสิ่งดีๆ ไปสู่เพื่อนมนุษย์


 

          เหนือความคาดหมายทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง กับเรื่องราวของหนึ่งในสาวงามบนเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2018 อย่าง “เฮอ เฮิน เนีย” นางงามเวียดนาม ที่ได้รับการพูดถึงในหน้าข่าวสารอย่างกว้างขวางไม่น้อยไปกว่าผู้ได้รับมงกุฎบนเวทีตัวจริงเลยก็ว่าได้

 

 

          เพราะเวลานี้ สาวผมสั้นหน้าสวยเก๋คนนี้ เธอก็ได้รับมงกุฎดอกไม้จากหัวใจชาวโลก เมื่อเราได้รู้ว่านอกจากที่เธอเป็นสาวงามจากชนเผ่าอันห่างไกล ที่สามารถฝ่าด่านสาวงามกว่า 90 ประเทศก้าวขึ้นมาจนติด Top 5 มิสยูนิเวิร์สปีนี้ได้


          อีกด้านหนึ่ง ตัวตนของเธอยังราวกับเป็นนางฟ้า เพราะนางงามวัย 26 ปีผู้นี้รักที่จะทำงานเพื่อสังคมเป็นอันมาก

 

 

นางฟ้าจักรวาล

 


          เธอคือใคร
          “เฮอ เฮิน เนีย” เกิดวันที่ 15 พฤษภาคม 2535 เธอเป็นชนกลุ่มชาติพันธุ์แห่งหมู่บ้านชนเผ่า “เอเด” ในจังหวัดดั๊กลัค (Dak Lak) ของเวียดนาม


          สางงามคนนี้เป็นบุตรคนที่ 3 จากพี่น้อง 6 คน หลังเรียนจบระดับมัธยมได้เข้าศึกษาที่วิทยาลัยชุมชนแห่งเมืองญาจาง (Nha Trang) อยู่ปีหนึ่ง ก็ตัดสินใจจะย้ายไปที่โฮจิมินห์ซิตี เพื่อเข้าเรียน Business Finance ที่วิทยาลัยความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจต่างประเทศ จนกระทั่งเรียนจบ


          อย่างที่รู้ “ฟ้างามไม่สร้างคน” เฮอ เฮิน เนีย ทำทุกอย่างเพื่อแบ่งเบาภาระของบ้านที่ยากจนข้นแค้น โดยนอกจากทำงานเป็นผู้ช่วยแม่บ้านขณะเรียนอยู่ในวิทยาลัยแล้ว ช่วงที่เธอฝึกงานที่ธนาคารแห่งหนึ่ง เธอก็ตัดสินใจเข้าวงการนางแบบ


          ด้วยส่วนสูงถึง 173 ซม. เธอจึงก้าวเข้าสู่อาชีพเป็นนางแบบได้ไม่ยาก โดยเริ่มจากการเข้าประกวดนางแบบที่เวที Next Top Model ครั้งที่ 6 ของเวียดนามช่วงปี 2558 ซึ่งเธอก็เข้ารอบสุดท้าย และเริ่มมีชื่อเสียง

 

 

นางฟ้าจักรวาล

 



          แน่นอน รายได้จากการเดินแบบ และเป็นนางแบบ นับว่าเพียงพอที่จะดูแลพ่อแม่ที่เป็นชาวสวนกาแฟ และได้ซ่อมบ้านที่เป็นเพียงบ้านไม้สังกะสีเก่าๆ ได้อยู่ แต่เธอก็ไม่หยุดแค่นั้น ยังคงมุ่งมั่นเดินขึ้นไปบนบันไดแห่งความสำเร็จให้สูงขึ้นไปอีก กับการตัดสินใจเข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สเวียดนาม 2017 จนได้ตำแหน่งมาครอง จากนั้นจึงมีโอกาสมาถึงเวที “Miss Universe 2018” ในครั้งนี้


          ว่ากันว่า ไม่ใช่แค่ดราม่าเรื่องภาษาอังกฤษที่ไม่แข็งแรงของสาวเวียดนามคนนี้ ที่ถูกเพื่อนนางงามเวทีโลกบางคนพูดถึง แต่เธอเคยโดนดราม่ามาตั้งแต่เวทีในบ้านเกิดแล้ว


          จากการถูกวิพากษ์ถึงลักษณะผมสั้นและผิวสีแทน ซึ่งตรงข้ามกับมาตรฐานความงามของเวียดนามที่ต้องผิวขาวผมยาว แต่เชื่อหรือไม่ว่าเหตุผลของกรรมการท่านหนึ่งที่เลือกเธอก็คือความเป็นสาวผมสั้นนั่นเอง !


          แน่นอนจากเวทีนี้เธอใ้ห้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าเธอเกือบจะจ่ายหนี้ของครอบครัวได้ทั้งหมดจากการเป็นผู้ชนะในเวทีนี้เลยทีเดียว !

 

 

 

นางฟ้าจักรวาล

 


          เธอทำอะไร
          มากกว่าสิ่งที่เป็น คือสิ่งที่ทำ ในฉากหน้าเราอาจเห็นสาวงามคนหนึ่ง กับแววตามุ่งมั่นที่จะหนีให้พ้นจากความลำบากยากแค้น แต่ในเนื้อแท้แห่งความเป็น “เฮอ เฮิน เนีย” เธอยังได้แบ่งปันสิ่งดีๆ ไปสู่เพื่อนมนุษย์อีกด้วย


          หลายคนอาจไม่รู้ว่าเงินรางวัลส่วนหนึ่งจากเวทีมิสยูนิเวิร์สเวียดนาม 2017 ราว 1 หมื่นเหรียญ เธอได้มอบให้เป็นทุนการศึกษาแก่นักเรียนในโรงเรียนเก่าของเธอ ด้วยอยากให้เรื่องราวของตนเองสร้างแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวในการเอาชนะความยากลำบากของชีวิต


          มาหนนี้ กับรางวัลที่เธอได้ไปจากเวทีมิสยูนิเวิร์ส เธอยังได้เงินอีกเกือบ 1 ล้าน 5 แสนบาท เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กผู้ยากไร้ พร้อมสร้างห้องสมุดในหมู่บ้านให้ชนกลุ่มน้อยอีกด้วย


          อย่างที่รู้ ว่าสาวงามคนนี้ได้เข้าร่วมโครงการเพื่อสังคมอีกมากมายนับไม่ถ้วน เช่น เป็นหนึ่งในทูตของโครงการ “Room to Read” ที่ให้ความสำคัญกับการจัดหาแหล่งความรู้ หรือห้องสมุด ข้อมูลระบุว่า ในฐานะทูตเธอเป็นผู้ระดมทุนในการสร้างห้องสมุดใหม่ในจังหวัดลำพูนบ้านเรานี่เอง และยังให้ทุนการศึกษาแก่เด็กหญิงในเอเชียและแอฟริกาเพื่อให้พวกเขาสามารถจบชั้นมัธยมศึกษาและพัฒนาทักษะชีวิตที่สำคัญได้

 

 

 

นางฟ้าจักรวาล

 


          อีกงานหนึ่งที่เธอทำมานาน คือการรณรงค์การประกันสุขภาพสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ของหน่วยงานยูเอ็นเอดส์ (UNAIDS) หรือ งานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์ด้านการประกันสุขภาพสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี, โครงการลดจำนวนผู้ติดเชื้อและการแพร่กระจายของเชื้อเอชไอวี และอื่นๆ อีกมากมาย


          อย่างที่เราเห็นว่า เธอได้จุดกระแสริบบิ้นแดง ในระหว่างการร่วมประกวดมิสยูนิเวิร์สที่เพิ่งจบไปนั้น โดยเหล่าเพื่อนนางงามต่างยินดีสนับสนุนเธอด้วยการผูกริบบิ้นสีแดงเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมาด้วย เพื่อเป็นกำลังใจต่อผู้ป่วยโรคเอดส์และร่วมสนับสนุนกิจกรรมรณรงค์เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปีของวันเอดส์โลก


          หลังจากนี้ เธอยังวางแผนที่จะเข้าร่วมขับเคลื่อนกระแสมีทู (Me Too) ในการส่งเสริมการพิทักษ์สิทธิสตรี การต่อต้านการใช้ความรุนแรงกับสตรี ในเวียดนาม โดยเฉพาะในเมืองบ้านเกิดของเธออีกด้วย


          เรื่องนี้เธอให้สัมภาษณ์สื่อบีบีซีไทยว่า “...การพิทักษ์ผู้หญิง เป็นสิทธิอันล้ำค่า พวกเราทุกคนต้องการการคุ้มครอง ชีวิตเราจำเป็นต้องมีเสรีภาพ...”


          เธอคิดอะไร
          ถ้าจะอนุมานว่าสิ่งที่เธอทำล้วนมาจากสิ่งที่เป็นเธอก็คงได้ เพราะการเกิดมาในชนชาติพันธุ์ ที่ยากจนและการขาดโอกาส ส่งให้นางงามเวียดนามคนนี้พยายามที่จะก้าวข้ามไปให้ได้


          ขณะที่ในความรู้สึกนึกคิด เธอยังถูกหล่อหลอมมาจากจารีตประเพณีของรากเหง้ากำเนิดของเธอด้วย


          อย่างที่รู้ว่าชนชาวเขา “เอเด" (Ede) ซึ่งตั้งอยู่ในแถบที่ราบสูงทางตอนกลางของเวียดนามนั้น มีธรรมเนียมปฏิบัติที่่เด็กสาวจะต้องแต่งงานตั้งแต่อายุ 14 ปี แม้กฎหมายของเวียดนามจะกำหนดให้ผู้หญิงแต่งงานได้ตั้งแต่อายุ 18 ขึ้นไปก็ตาม


          เรื่องนี้อาจแปลกสำหรับบางที่ แต่ก็ไม่แปลกสำหรับหลายพื้นที่ หากสิ่งที่แปลกคือตัวของ “เฮอ เฮิน เนีย” คนนี้แหละ


          เพราะเธอเอาตัวเองออกมาจากขนบเดิมๆ ด้วยการปฏิเสธการแต่งงาน และเดินออกจากบ้านสู่โลกภายนอก ประกาศกร้าวว่าฉันจะยืนหยัดด้วยลำแข้งตัวเอง ทำงานส่งตัวเองเรียน


          และเธอก็ทำมันจนสำเร็จ จนได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลก ถึงความรู้ความสามารถที่มากกว่าความสวยงามของรูปลักษณ์ภายนอก


          หรือการที่เธอเข้าร่วมรณรงค์ในโครงการต่างๆ ที่กล่าวไปข้างต้น ล้วนแล้วแต่มีที่มาจากสิ่งที่เธอ หรือ ผู้คนแวดล้อมของเธอประสบ และขาดแคลนมาก่อน


          ทั้งเรื่องการศึกษา ที่มันจะจบลงทันทีหากว่าเธอยอมทำตามทางบ้านด้วยการแต่งงาน หรือการขาดความรู้ ซึ่งเกี่ยวเนื่องไปถึงการเข้าใจถึงพิษภัยของโรคเอดส์


          ตลอดจนศักดิ์ศรีความเสมอภาคของสตรีที่คงไม่เถียงว่า “ความรู้” นับเป็นอาวุธสำคัญของอิสตรีที่จะใช้รับมือและต่อกรในโลกที่ชายเป็นใหญ่


          อย่างที่เธอบอก ผู้หญิงหากได้รับโอกาสและการฝึกฝนที่เพียงพอ ไม่ว่าใครก็เลือกอาชีพและเส้นทางชีวิตได้ เธอจึงตั้งเป้าที่เริ่มจากการเปลี่ยนแนวความคิดของชุมชนที่มองแค่เรื่องของการทำไร่ทำสวน และแต่งงานมีครอบครัว เพราะการแต่งงานไม่ใช่หนทางเดียวในชีวิต แต่การศึกษานำมาสู่โอกาสใหม่มากกว่า


          “ฉันอยากเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ฉันกล้าออกสู่โลกกว้าง ทำงานในเมือง จ่ายค่าเล่าเรียนเอง แล้วมาถึงจุดนี้ ฉันอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงในบ้านเกิดของฉันค่ะ” (https://www.bbc.com/thai/thailand-46603595)


          เชื่อว่าพลังงานแห่งการพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงของ “เฮอ เฮิน เนีย” คนนี้ น่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับสาวในเวียดนามในยุคต่อไปได้ไม่มากก็น้อย