คอลัมนิสต์

"เลือกตั้ง" เสรี-เป็นธรรม หลักประกัน "ไทย" ไม่ตีกัน

"เลือกตั้ง" เสรี-เป็นธรรม หลักประกัน "ไทย" ไม่ตีกัน

20 ธ.ค. 2561

คมชัดลึก..ตะลุยการเมือง โดย... ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น ภาพ... ศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


 

          ถึงห้วงที่ "การเมือง" ต้องเดินหน้าไปตามโรดแม็พเลือกตั้ง ตามที่ "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)" วางเป้าหมายและกำหนดวันไว้เป็นเบื้องต้นว่า 24 กุมภาพันธ์ 2562 คือ วันที่จะให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งใช้เสียงของตนเอง ตัดสินใจในการเลือก "นักการเมือง" เข้าสู่บทบาทการบริหารบ้านเมือง

 

 

          หลังจากที่ "คณะทหาร" ได้ยึดอำนาจไปจากประชาชนเป็นเวลา 5 ปี อย่างไรก็ดีในการเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้งนั้น มีสิ่งที่ถูกตั้งคำถามสำคัญว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนั้น จะเกิดการยอมรับได้มากน้อยแค่ไหน ? และทำให้การเลือกตั้งเป็นการเปลี่ยนผ่านการเมืองจากระบบอำนาจนิยม ไปสู่การเมืองของภาคประชาชนได้แท้จริงหรือไม่ ?

 

 

"เลือกตั้ง" เสรี-เป็นธรรม หลักประกัน "ไทย" ไม่ตีกัน

 


          ปัจจัยที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นที่ยอมรับนั้น ถูกตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่าย รวมไปถึงภาคนักวิชาการที่จับตาความเป็นไปทางการเมืองการปกครอง โดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีจุฬาฯ เสวนา เพื่อถอดรหัสสิ่งที่เชื่อมโยงกับคำถามข้างต้น ว่า "เลือกตั้ง กุมภาฯ 62 ฟรีและแฟร์สำหรับใคร ?"


          จากโจทย์ข้างต้นถูกเฉดสีไฮไลต์ ​ที่ "ระบบการเลือกตั้ง แบบจัดสรรปันส่วนผสม" ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว โดย ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า มองว่า การออกแบบระบบเลือกตั้งดังกล่าว ไม่ใช่ระบบเลือกตั้งที่มีอคติ เพราะรายละเอียดยังเปิดโอกาสให้ "พรรคการเมือง" สามารถจัดตั้ง "รัฐบาล" ได้เพียงพรรคเดียว หากพรรคการเมืองนั้นได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนเกินร้อยละ 50 และเมื่อคำนวณสัดส่วนอาจทำให้ได้ ส.ส.สูงถึง 251 ที่นั่ง ขณะที่ "พรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็ก" มีสิทธิถูกเลือก แต่จะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้มาออกเสียงเลือกตั้ง

 

 

"เลือกตั้ง" เสรี-เป็นธรรม หลักประกัน "ไทย" ไม่ตีกัน

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ




          "ระบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่ไม่ได้นำระบบคำนวณ ส.ส. ที่เกินกว่าคะแนนนิยมที่พึงได้ หรือโอเวอร์แฮงก์ มาใช้ในการเลือกตั้งรอบนี้ ผมเชื่อว่าจะทำให้การคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบผิดเพี้ยน และทำให้บางพรรคได้ ส.ส.แบบดับเบิล เช่น กรณีที่พรรคการเมืองได้ ส.ส.จากเขตเลือกตั้ง และทำให้จำนวนของ ส.ส. เกินจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนด​ ดังนั้นสิ่งที่แก้ไขจากกติกาคือ ต้องนำคะแนนไปคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผ่านบัญญัติไตรยางศ์ ซึ่งอาจทำให้คะแนนนิยมที่บางพรรคได้ ไม่สอดคล้องกับ ส.ส.ที่พึงมี ดังนั้นคนที่ร่างกติกานี้ และ กกต. ฐานะผู้นำกติกามาบังคับใช้ต้องหาคำตอบและคำอธิบายต่อสังคม" 

 

 

"เลือกตั้ง" เสรี-เป็นธรรม หลักประกัน "ไทย" ไม่ตีกัน

 


          ดังนั้นเมื่อ "ระบบเลือกตั้ง" ไม่มีปัญหา แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถาม "เลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม" จะเกิดจากปัจจัยอะไร "สติธร" มองว่าเป็นกลไกและเครื่องเคียงของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง 3 ปัจจัย คือ 1.ให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผ่านการให้ใบเหลือง และใบส้ม กับผู้ที่ทำผิดกติกาเลือกตั้ง หาก กกต.ถูกมองว่าใช้บนฐานที่ไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติในบางเขตเลือกตั้ง หรือบางพรรคการเมือง อาจทำให้เป็นปัญหาและคำถามต่อการใช้อำนาจ และถูกสังคมวิจารณ์ได้ รวมถึงการใช้อำนาจที่ไม่อิสระ ถูกครอบงำ และไม่ตีความกฎหมายตามหลักการ นอกจากจะสร้างความเคลือบแคลงของสังคมต่อการทำหน้าที่แล้ว จะส่งผลต่อ "การจัดตั้งรัฐบาล" หลังเลือกตั้งได้


          "ใบเหลืองที่ กกต.ตัดสินอาจมีผลแค่ทำให้การประกาศผลเลือกตั้งช้า แต่หาก กกต.ให้ใบส้ม จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงแกนนำรัฐบาลได้"

 

 

"เลือกตั้ง" เสรี-เป็นธรรม หลักประกัน "ไทย" ไม่ตีกัน

 


          ประเด็นนี้ “นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า” ขยายความผ่านการยกตัวอย่าง ว่า "หากพรรคอันดับหนึ่ง ได้ ส.ส.​200 ที่นั่ง พรรคอันดับสองได้ ส.ส. 160 ที่นั่ง แต่ กกต.​แจกใบส้มให้พรรคอันดับหนึ่ง 10 เขตเลือกตั้ง ทำให้พรรคอันดับหนึ่งถูกตัดออกจากเกม ทำให้พรรคที่เหลือต้องแข่งขันใหม่ เท่ากับพรรคอันดับหนึ่ง จำนวน ส.ส.เขตลดลงเหลือ 190 เสียง แต่หากแข่งเลือกตั้งแล้ว ผลเลือกตั้งเปลี่ยนไปยังพรรคอันดับสอง ทำให้ได้ที่นั่งเพิ่มเป็น 170 ที่นั่ง แต่ตัวเลขไม่ได้หยุดแค่นี้ เพราะต้องนำคะแนนที่ได้ในการเลือกตั้งรอบสอง ไปคำนวณหา ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ซึ่งทำให้พรรคอันดับหนึ่งต้องนำคะแนนไปปรับแก้ไขและทำให้มี ส.ส.ลดลงด้วย และหากเกิดกรณีที่พรรคอันดับหนึ่งเดิม และพรรคอันดับสองได้ ส.ส.เท่ากัน จะมีปัญหาต่อการแย่งความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลทันที"

 

 

"เลือกตั้ง" เสรี-เป็นธรรม หลักประกัน "ไทย" ไม่ตีกัน

 


          ส่วนปัจจัยที่ 2 ที่ "สติธร" มองคือ ความไม่เสรีและเป็นธรรมกับ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และพรรคการเมือง ที่ระบบใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว และนำคะแนนนิยมหา ส.ส.บัญชีรายชื่อ หากพรรคการเมืองที่ส่ง "ส.ส.เขต" เป็นทัพหน้าเพื่อโกยคะแนน แล้วสามารถปรองดอง ตกลง และสมานฉันท์ได้ว่า จะกวาดคะแนนให้ "ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ" ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่หากตกลงไม่ได้จะทำให้กลายเป็นปัญหากับระบบจัดการภายในพรรค

 

 

"เลือกตั้ง" เสรี-เป็นธรรม หลักประกัน "ไทย" ไม่ตีกัน

รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี

 


          และปัจจัยที่ 3 คือ ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ที่ไม่มีทางเลือก เพราะข้อเท็จจริงทุกพรรคการเมืองไม่สามารถส่งผู้สมัครครบ 350 เขตได้ ยกเว้น 4 พรรคการเมือง ซึ่งกรณีที่ประชาชนชอบพรรค บัตรใบเดียวกำหนดให้ต้องลงคะแนนผ่านคนสมัคร หรืออยากได้ บุคคลที่อยู่ในบัญชีนายกฯ ที่พรรคจะสนับสนุน ต้องลงคะแนนผ่านผู้สมัครเช่นกัน หากไม่มีทางให้เลือกในพื้นที่ คือการตัดโอกาสของผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง


          นอกจากกลไกเครื่องเคียงของระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่เป็นปัจจัยซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์เลือกตั้ง "เสรีและเป็นธรรม" แล้ว ยังมีปัจจัยอีกด้านที่ "รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการภาคการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" มองว่าใหญ่กว่าและทรงอิทธิพลที่สุด คือ การคงอำนาจ "พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช." ผ่านมาตรา 44 และมีอำนาจกำกับกลไกของหน่วยงานรัฐไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ทำหน้าที่ ดังนั้นจุดสังเกตที่ควรมองคือ ระหว่างเลือกตั้ง มาตรา 44 จะถูกยกมาใช้ และส่งผลต่อกระบวนการเลือกตั้งหรือไม่

 

 

"เลือกตั้ง" เสรี-เป็นธรรม หลักประกัน "ไทย" ไม่ตีกัน

ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ

 


          ขณะที่ "ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" มองการเลือกตั้งภายใต้ความคาดหวังที่ว่า จะเสรีและเป็นธรรม และ "ไม่โกง" ทั้งการโกงเลือกตั้งเพื่อเพิ่มคะแนนเสียงให้ผู้สมัครบางพรรคการเมือง และ "การโกงผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการเลือกตั้ง" ที่จะบิดผลเลือกตั้ง รวมถึงกระบวนการเลือกตั้งที่เอื้อประโยชน์ให้แก่บางกลุ่มการเมืองหรือบางพรรคการเมือง
ซึ่งในความคาดหวังนั้น "ดร.ประจักษ์" ชี้ว่ามีสิ่งที่จะช่วยยับยั้งการโกงเลือกตั้งได้ คือ การเปิดให้สังคมและส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง และสิ่งที่สำคัญเหนือกว่ายับยั้งการโกงเลือกตั้งได้ คือเป็น “ตัวช่วย” ให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ และนำไปสู่กระบวนการได้มาซึ่งผู้นำการบริหารประเทศ โดยวังวนของความขัดแย้ง รุนแรง จะไม่หวนคืนสู่สังคมไทยอีก


          ทั้งนี้ในวงจุฬาฯ เสวนา ยังตั้งประเด็นและความเห็นในตอนสุดท้ายที่สอดคล้องกัน คือ การงดใช้อำนาจของ “คสช.” แทรกแซงการเลือกตั้ง ผ่านกลไกขององค์กรอิสระ​ คือ กกต. รวมถึงการเอื้อประโยชน์ให้แก่บางพรรคการเมือง ให้ได้เปรียบในศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง​ 

 


          ขณะเดียวกันผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องรู้เท่าทันต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง ผ่านกระบวนการทำงานของสื่อมวลชนที่ต้องนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ให้ประชาชนใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร ส.ส. เพื่อการเมือง ผ่านการเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นทางออกของประเทศที่แท้จริง