
"เลือกตั้ง" เสรี-เป็นธรรม หลักประกัน "ไทย" ไม่ตีกัน
คมชัดลึก..ตะลุยการเมือง โดย... ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น ภาพ... ศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ถึงห้วงที่ "การเมือง" ต้องเดินหน้าไปตามโรดแม็พเลือกตั้ง ตามที่ "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)" วางเป้าหมายและกำหนดวันไว้เป็นเบื้องต้นว่า 24 กุมภาพันธ์ 2562 คือ วันที่จะให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งใช้เสียงของตนเอง ตัดสินใจในการเลือก "นักการเมือง" เข้าสู่บทบาทการบริหารบ้านเมือง
หลังจากที่ "คณะทหาร" ได้ยึดอำนาจไปจากประชาชนเป็นเวลา 5 ปี อย่างไรก็ดีในการเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้งนั้น มีสิ่งที่ถูกตั้งคำถามสำคัญว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนั้น จะเกิดการยอมรับได้มากน้อยแค่ไหน ? และทำให้การเลือกตั้งเป็นการเปลี่ยนผ่านการเมืองจากระบบอำนาจนิยม ไปสู่การเมืองของภาคประชาชนได้แท้จริงหรือไม่ ?
ปัจจัยที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นที่ยอมรับนั้น ถูกตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่าย รวมไปถึงภาคนักวิชาการที่จับตาความเป็นไปทางการเมืองการปกครอง โดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีจุฬาฯ เสวนา เพื่อถอดรหัสสิ่งที่เชื่อมโยงกับคำถามข้างต้น ว่า "เลือกตั้ง กุมภาฯ 62 ฟรีและแฟร์สำหรับใคร ?"
จากโจทย์ข้างต้นถูกเฉดสีไฮไลต์ ที่ "ระบบการเลือกตั้ง แบบจัดสรรปันส่วนผสม" ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว โดย ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า มองว่า การออกแบบระบบเลือกตั้งดังกล่าว ไม่ใช่ระบบเลือกตั้งที่มีอคติ เพราะรายละเอียดยังเปิดโอกาสให้ "พรรคการเมือง" สามารถจัดตั้ง "รัฐบาล" ได้เพียงพรรคเดียว หากพรรคการเมืองนั้นได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนเกินร้อยละ 50 และเมื่อคำนวณสัดส่วนอาจทำให้ได้ ส.ส.สูงถึง 251 ที่นั่ง ขณะที่ "พรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็ก" มีสิทธิถูกเลือก แต่จะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้มาออกเสียงเลือกตั้ง
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ
"ระบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่ไม่ได้นำระบบคำนวณ ส.ส. ที่เกินกว่าคะแนนนิยมที่พึงได้ หรือโอเวอร์แฮงก์ มาใช้ในการเลือกตั้งรอบนี้ ผมเชื่อว่าจะทำให้การคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบผิดเพี้ยน และทำให้บางพรรคได้ ส.ส.แบบดับเบิล เช่น กรณีที่พรรคการเมืองได้ ส.ส.จากเขตเลือกตั้ง และทำให้จำนวนของ ส.ส. เกินจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนด ดังนั้นสิ่งที่แก้ไขจากกติกาคือ ต้องนำคะแนนไปคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผ่านบัญญัติไตรยางศ์ ซึ่งอาจทำให้คะแนนนิยมที่บางพรรคได้ ไม่สอดคล้องกับ ส.ส.ที่พึงมี ดังนั้นคนที่ร่างกติกานี้ และ กกต. ฐานะผู้นำกติกามาบังคับใช้ต้องหาคำตอบและคำอธิบายต่อสังคม"
ดังนั้นเมื่อ "ระบบเลือกตั้ง" ไม่มีปัญหา แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถาม "เลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม" จะเกิดจากปัจจัยอะไร "สติธร" มองว่าเป็นกลไกและเครื่องเคียงของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง 3 ปัจจัย คือ 1.ให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผ่านการให้ใบเหลือง และใบส้ม กับผู้ที่ทำผิดกติกาเลือกตั้ง หาก กกต.ถูกมองว่าใช้บนฐานที่ไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติในบางเขตเลือกตั้ง หรือบางพรรคการเมือง อาจทำให้เป็นปัญหาและคำถามต่อการใช้อำนาจ และถูกสังคมวิจารณ์ได้ รวมถึงการใช้อำนาจที่ไม่อิสระ ถูกครอบงำ และไม่ตีความกฎหมายตามหลักการ นอกจากจะสร้างความเคลือบแคลงของสังคมต่อการทำหน้าที่แล้ว จะส่งผลต่อ "การจัดตั้งรัฐบาล" หลังเลือกตั้งได้
"ใบเหลืองที่ กกต.ตัดสินอาจมีผลแค่ทำให้การประกาศผลเลือกตั้งช้า แต่หาก กกต.ให้ใบส้ม จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงแกนนำรัฐบาลได้"
ประเด็นนี้ “นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า” ขยายความผ่านการยกตัวอย่าง ว่า "หากพรรคอันดับหนึ่ง ได้ ส.ส.200 ที่นั่ง พรรคอันดับสองได้ ส.ส. 160 ที่นั่ง แต่ กกต.แจกใบส้มให้พรรคอันดับหนึ่ง 10 เขตเลือกตั้ง ทำให้พรรคอันดับหนึ่งถูกตัดออกจากเกม ทำให้พรรคที่เหลือต้องแข่งขันใหม่ เท่ากับพรรคอันดับหนึ่ง จำนวน ส.ส.เขตลดลงเหลือ 190 เสียง แต่หากแข่งเลือกตั้งแล้ว ผลเลือกตั้งเปลี่ยนไปยังพรรคอันดับสอง ทำให้ได้ที่นั่งเพิ่มเป็น 170 ที่นั่ง แต่ตัวเลขไม่ได้หยุดแค่นี้ เพราะต้องนำคะแนนที่ได้ในการเลือกตั้งรอบสอง ไปคำนวณหา ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ซึ่งทำให้พรรคอันดับหนึ่งต้องนำคะแนนไปปรับแก้ไขและทำให้มี ส.ส.ลดลงด้วย และหากเกิดกรณีที่พรรคอันดับหนึ่งเดิม และพรรคอันดับสองได้ ส.ส.เท่ากัน จะมีปัญหาต่อการแย่งความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลทันที"
ส่วนปัจจัยที่ 2 ที่ "สติธร" มองคือ ความไม่เสรีและเป็นธรรมกับ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และพรรคการเมือง ที่ระบบใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว และนำคะแนนนิยมหา ส.ส.บัญชีรายชื่อ หากพรรคการเมืองที่ส่ง "ส.ส.เขต" เป็นทัพหน้าเพื่อโกยคะแนน แล้วสามารถปรองดอง ตกลง และสมานฉันท์ได้ว่า จะกวาดคะแนนให้ "ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ" ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่หากตกลงไม่ได้จะทำให้กลายเป็นปัญหากับระบบจัดการภายในพรรค
รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี
และปัจจัยที่ 3 คือ ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ที่ไม่มีทางเลือก เพราะข้อเท็จจริงทุกพรรคการเมืองไม่สามารถส่งผู้สมัครครบ 350 เขตได้ ยกเว้น 4 พรรคการเมือง ซึ่งกรณีที่ประชาชนชอบพรรค บัตรใบเดียวกำหนดให้ต้องลงคะแนนผ่านคนสมัคร หรืออยากได้ บุคคลที่อยู่ในบัญชีนายกฯ ที่พรรคจะสนับสนุน ต้องลงคะแนนผ่านผู้สมัครเช่นกัน หากไม่มีทางให้เลือกในพื้นที่ คือการตัดโอกาสของผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
นอกจากกลไกเครื่องเคียงของระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่เป็นปัจจัยซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์เลือกตั้ง "เสรีและเป็นธรรม" แล้ว ยังมีปัจจัยอีกด้านที่ "รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการภาคการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" มองว่าใหญ่กว่าและทรงอิทธิพลที่สุด คือ การคงอำนาจ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช." ผ่านมาตรา 44 และมีอำนาจกำกับกลไกของหน่วยงานรัฐไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ทำหน้าที่ ดังนั้นจุดสังเกตที่ควรมองคือ ระหว่างเลือกตั้ง มาตรา 44 จะถูกยกมาใช้ และส่งผลต่อกระบวนการเลือกตั้งหรือไม่
ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ
ขณะที่ "ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" มองการเลือกตั้งภายใต้ความคาดหวังที่ว่า จะเสรีและเป็นธรรม และ "ไม่โกง" ทั้งการโกงเลือกตั้งเพื่อเพิ่มคะแนนเสียงให้ผู้สมัครบางพรรคการเมือง และ "การโกงผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการเลือกตั้ง" ที่จะบิดผลเลือกตั้ง รวมถึงกระบวนการเลือกตั้งที่เอื้อประโยชน์ให้แก่บางกลุ่มการเมืองหรือบางพรรคการเมือง
ซึ่งในความคาดหวังนั้น "ดร.ประจักษ์" ชี้ว่ามีสิ่งที่จะช่วยยับยั้งการโกงเลือกตั้งได้ คือ การเปิดให้สังคมและส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง และสิ่งที่สำคัญเหนือกว่ายับยั้งการโกงเลือกตั้งได้ คือเป็น “ตัวช่วย” ให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ และนำไปสู่กระบวนการได้มาซึ่งผู้นำการบริหารประเทศ โดยวังวนของความขัดแย้ง รุนแรง จะไม่หวนคืนสู่สังคมไทยอีก
ทั้งนี้ในวงจุฬาฯ เสวนา ยังตั้งประเด็นและความเห็นในตอนสุดท้ายที่สอดคล้องกัน คือ การงดใช้อำนาจของ “คสช.” แทรกแซงการเลือกตั้ง ผ่านกลไกขององค์กรอิสระ คือ กกต. รวมถึงการเอื้อประโยชน์ให้แก่บางพรรคการเมือง ให้ได้เปรียบในศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง
ขณะเดียวกันผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องรู้เท่าทันต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง ผ่านกระบวนการทำงานของสื่อมวลชนที่ต้องนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ให้ประชาชนใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร ส.ส. เพื่อการเมือง ผ่านการเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นทางออกของประเทศที่แท้จริง



