คอลัมนิสต์

ส่องได้ ไม่เผือก

ส่องได้ ไม่เผือก

20 ธ.ค. 2561

คอลัมน์...  กระดานความคิด   โดย...   บางนาห้าสิบหก 


 


          การเมืองสงครามน้ำลาย กำลังกลายเป็น “ละคร(น้ำเน่า)ดังข้ามเวลา” ออนไลน์ 24 ชั่วโมง แถมบางทีไม่เลือกทั้งกาละและเทศะด้วยซ้ำ


          เมนต์ แชร์ ไลค์ คือกองเชียร์และกองแช่งของแต่ละฝ่ายในสังคมออนไลน์

 


          มวยชกข้ามรุ่น หรือปฏิบัติการถอนหงอก สาวไส้ สร้างนิยาย และวาทกรรม ซึ่งเคยอาศัยเวทีแถลงข่าว เวทีปราศรัย และการให้สัมภาษณ์สื่อในแพลตฟอร์มเก่า เหลือน้อยลงทุกที


          หมดยุคนักการเมืองนั่งรอ ง้อนักข่าวไปนานแล้ว


          นอกจากไม่ต้องรอแล้ว นักการเมืองยังเลือกเสนอคอนเทนต์ตามที่ตัวเองปรารถนาได้สมอยาก ไม่ถูกสกรีน หรือตัดต่อ จนบางทีรู้สึกว่า อ่านและชมแล้วไม่ตรงประเด็น ไม่อิ่มเอมสะใจ


          ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อแพลตฟอร์มออนไลน์เปิดกว้าง นักการเมืองจะอัพสเตตัส ไลฟ์สดในมิติไหนก็ได้ ไม่มีกำแพงกีดกั้น แม้แต่เรื่องรสนิยมเฉพาะตัว ซึ่งแต่ก่อนต้องฝ่าด่านรสนิยมของบรรณาธิการด้วย


          เมื่อโลกออนไลน์ไร้พรมแดน นักการเมืองบางคน แม้จะซัดเซพเนจรรอนแรมหาหลักแหล่งไม่ได้ ก็ยังโผล่หน้าออกมาเล่นละครดังข้ามเวลา สะท้อนตัวตนตั้งแต่รสนิยมพื้นๆ เช่น การแต่งเนื้อแต่งตัว เสื้อผ้าหน้าผม อาหารการกิน ไปจนถึงคำพูดยั่วยุปลุกปั่น ให้ร้าย หาประโยชน์ ฯลฯ
บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งในประเทศไทย นับจากนี้จนอย่างน้อยๆ ก็ถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 จะเป็นห้วงยามอันแตกต่างไปจากในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมากพอควร


          เพราะนอกจากการออนไลน์หาเสียงโดยปกติแล้ว ยังจะมี “วาทกรรม” หว่านล้อมโน้มน้าวชักจูงแฝงมา ซึ่งอาจจะกลายเป็นเนื้อหาหลักด้วยซ้ำไป


          ควรจะเรียกกิจกรรมทางการเมืองนี้ว่า “โฆษณาชวนเชื่อ” มากกว่าการโอภาปราศรัยเพื่อขอคะแนนนิยมแบบเบสิก


          มีข่าวชวนคิดจากสำนักข่าวต่างประเทศว่า คณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภาสหรัฐ เผยแพร่รายงาน 2 ฉบับขององค์กรวิจัยนิวนอลลิดจ์ และมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ร่วมกับองค์กรวิจัยกราฟิกา ระบุว่า รัสเซียใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์หลากหลายทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ยูทูบ ทัมเบลอร์ เพย์พาล เผยแพร่ข้อมูล “โฆษณาชวนเชื่อ” เพื่อมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี 2559 ซึ่งส่งผลให้ โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งรีพับลิกัน ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี


          โดยตัวการใหญ่ของการแพร่ข้อมูลคือ สำนักงานวิจัยอินเทอร์เน็ต(ไออาร์เอ) ของรัฐบาลรัสเซีย มีสำนักงานใหญ่ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก


          การเผยแพร่ข้อมูลโซเชียลมีเดียนี้ แพร่หลายกว้างขวางกว่าที่คิดก่อนหน้านี้มาก และยังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน โดยมุ่งเป้าสร้างความแตกแยกทางเชื้อชาติ ศาสนา อุดมการณ์ในหมู่ชาวอเมริกัน ตัวอย่างหนึ่งคือ องค์กรปลดปล่อยที่เรียกว่า โทรล ฟาร์ม ของรัสเซีย พยายามยุยงขบวนการแบ่งแยกดินแดนในรัฐแคลิฟอร์เนีย และเท็กซัส (ไทยรัฐ 19 ธ.ค. 2561)


          อย่างไรก็ตาม แม้ปฐมบทของข่าวนี้ จะไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเฉพาะถ้าพูดถึงนิยายสายลับจากยุคสงครามเย็น ซึ่งมีคำคุ้นเคยอย่างโปรปะกันดาและล้างสมองด้วยแล้ว หลายๆ คนอาจมองว่าเป็นเรื่องพื้นๆ ของขั้วระดับโลก 


          แต่กระนั้นก็เป็นการตอกย้ำอีกครั้งถึงการมีอยู่จริงของปฏิบัติการ “โฆษณาชวนเชื่อ” ที่ผ่านการวางแผน ผลิตคอนเทนต์ และปล่อยชุด “วาทกรรม” ผ่านออนไลน์ที่กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงได้ทุกผู้ทุกคนผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ต


          จากการสำรวจของ Digital Consultancy เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลของคนไทยในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา โดยสรุปพบว่า


          คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละเกือบ 10 ชั่วโมงในวันทำงานหรือเรียน และวันละ 11 ชั่วโมงในวันหยุด หรือประมาณ 1 ใน 3 ของชีวิตประจำวัน คนไทยอยู่กับอินเทอร์เน็ต


          คนเจนวาย หรือกลุ่มที่เกิดในช่วงปี 2523-2540 ครองแชมป์อยู่กับอินเทอร์เน็ตมากที่สุด ในขณะที่ประชากรสูงวัยออนไลน์วันละกว่า 8 ชั่วโมง สรุปโดยรวมแล้วคนไทยใช้เวลาท่องโลกอินเทอร์เน็ตมากกว่าเดิมวันละประมาณ 3 ชั่วโมงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว


          จากข้อมูลของดิจิทัลเอเยนซี่พบว่า ในจำนวนคนไทยทั้งหมด 69.11 ล้านคน ใช้อินเทอร์เน็ต 57 ล้านคน มีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียมากถึง 51 ล้านคน (ตัวเลขนี้อาจแตกต่างจากอัพเดตของ กกต.)


          สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง มีคนไทย(สำรวจเมื่อเดือน ธ.ค. 2560) มีสิทธิหย่อนบัตร 51,735,326 คน อายุ 18-26 ปี มี 8,335,242 คน อายุ 27-35 ปี มี8,383,933 คน อายุ 36-50 ปี มี 15,590,716 คน อายุ 51-65 ปีมี 12,459,866 คน และอายุ 66 ปีขึ้นไป มีอยู่ 6,956,569 คน


          สรุปตัวเลขกลมๆ ระหว่างผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งกับจำนวนคนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ต อย่างไรเสียแทบทุกคนที่จะไปลงคะแนนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 น่าจะมีสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ต และในจำนวนนั้นเกือบร้อยทั้งร้อยเล่นโซเซียล เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์


          กกต.วางเป้าเอาไว้สวยหรูว่าจะมีคนไทยไปใช้สิทธิ์ 80% ของผู้มีสิทธิ์จำนวน 51 ล้านคน


          ลองคำนวณเล่นๆ บรรยากาศในวันนั้น ทุกหน่วยเลือกตั้งจะเนืองแน่นไปด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมากถึง 40.8 ล้านไลน์


          เป็นไปได้หรือไม่ ที่เครือข่ายตาสับปะรดประมาณนี้จะช่วย “ส่อง” การเลือกตั้ง และใช้สื่อโซเชียลให้เป็นประโยชน์ สำหรับการป้องปราม ไปจนถึงตรวจสอบการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างเที่ยงธรรม


          เพราะคนไทยนั้น ไม่ชอบเห็นใครโกงกันซึ่งๆ หน้าอยู่แล้ว (แม้จะมีจำนวนคนโกงในสัดส่วนที่มากจนน่าตกใจก็ตาม)


          คนไทยเชี่ยวชาญการใช้สื่อออนไลน์ไม่แพ้ใครในโลกนี้อย่างแน่นอน แม้จะมีเผือกบ้าง มโนบ้าง แต่สุดท้ายถ้าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายหรือผลประโยชน์ใกล้ตัวหรือของตัวเอง ย่อมไม่ยอมปล่อยผ่านเลยไปง่ายๆ แน่ อย่างเช่น สินค้าบูด ตลาดสกปรก หนูในตู้ขายขนม ตำรวจเขียนใบสั่งเพี้ยน โดน “ตรวจสอบ” เสียอ่วมอรทัยกันอย่างที่เห็น


          โลกไปถึงไหนกันแล้ว ยังมานั่งทุ่มเถียงกันว่า จะให้นานาชาติเข้ามาตรวจสอบเลือกตั้งกันดีหรือไม่


          คนที่เรียกร้องให้คนกลางต่างประเทศเข้ามา ก็รู้ๆ อยู่แก่ใจว่า จริงๆ พวกพ้องน้องพี่ และนายใหญ่ของตัวเองก็ใช้สื่อดิจิทัลโฆษณาชวนเชื่อได้ตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว


          อย่าว่าแต่เครือข่ายตามจิกตามกัด หรือแม้แต่ศาลเตี้ยในศึกเลือกตั้งที่จะตามมาเลย


          คนที่ออกมาขวาง ก็น่าจะรู้ดีว่า โลกทุกวันนี้มันปิดกั้นกันได้ที่ไหน ห้ามฝรั่งเข้ามา เขาก็เสาะหาข้อมูลไปกระชากลากไส้ได้อยู่ดี ถ้าหากเกิดโกงกันขึ้นมาจริงๆ


          บทละครประมาณนี้ ถูกนำมาฉายซ้ำข้ามเวลา โดยไม่ต้องสนใจว่า คนดูจะเบื่อสักปานใด