
เดอะมาร์คขาย "ขั้วที่สาม"ลุ้นเป้าเกินร้อย
นับเป็นความท้าทายของพรรคการเมืองเก่าแก่ อายุ 72 ปี เมื่อเจอคำปรามาสว่า เลือกตั้ง 2562 จะกลายเป็น "พรรคต่ำร้อย"
เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 มีเป้าหมายป้องกันการเกิดเผด็จการรัฐสภาเหมือนในอดีต จึงออกแบบกติกาเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม บวกกับอดีต ส.ส.ภาคกลาง ของ ปชป. ได้ไหลออกไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐจำนวนหนึ่ง
ล่าสุด “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ประกาศจุดยืนพรรค “จะไม่ร่วมมือกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย”
หัวหน้าพรรค ปชป. วิเคราะห์ว่า สถานการณ์การเมืองไทย แบ่งออกเป็น “3 ขั้ว” คือ ขั้วพรรคเพื่อไทย และขั้วพรรคพลังประชารัฐ โดยพรรคประชาธิปัตย์ ขอเป็น “ขั้วที่สาม”
ตัวแปรทางการเมือง
การบังเกิดขึ้นของ “ขั้วที่สาม” ในสมรภูมิเลือกตั้ง 2562 นับว่าเป็นกลยุทธ์การหาเสียงที่น่าสนใจยิ่ง ในภาวะที่พรรคพลังประชารัฐ ได้รวบรวมอดีต ส.ส.จำนวนมาก เข้าไปอยู่ในพรรค พร้อมแสดงจุดยืนสนับสนุน “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ อีกสมัย
ขณะที่กลุ่มการเมืองของ “ทักษิณ ชินวัตร” ได้ดำเนินยุทธศาสตร์ “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย” โดยแยกร่างเป็น 3 พรรคคือ พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคเพื่อชาติ
จะว่าไปแล้ว “อภิิสิทธิ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มปูทางด้วยการประกาศอุดมการณ์พรรค “เสรีนิยมประชาธิปไตย-สังคมสวัสดิการ” มาแต่เดือนมีนาคม ที่ผ่านมา
ปชป.พยายามจะสลัดภาพ “พันธมิตร คสช.” เพราะการยอมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลพลิกขั้ว โดยการเขียนพล็อตของขุนศึกบูรพาพยัคฆ์ ทำให้ ปชป.ผูกติดกับ คสช. และนำไปสู่การปราชัยในสมรภูมิเลือกตั้ง 2554
คสช.บริหารประเทศมา 4 ปี ชาวบ้านร้านถิ่นทุกข์ยากปากหมอง พืชผลการเกษตรราคาตกต่ำ โดยเฉพาะภาคใต้ ชาวสวนยางพารา สวนปาล์ม ได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส ซึ่งเกษตรกรเหล่านี้ เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรค ปชป.
เมื่อรัฐบาลประยุทธ์ มีคะแนนติดลบ คนใต้ไม่พอใจ ปชป.จึงแสดงจุดยืนไม่หนุน “บิ๊กตู่” อีกต่อไป
สุดยอดนักกลยุทธ์
นักการเมืองค่าย ปชป. มีดีเอ็นเอ “นักกลยุทธ์” มาตั้งแต่ผู้อาวุโสชุดก่อตั้งพรรค ยกตัวอย่างหลัง 14 ตุลา 2516 ประชาธิปไตยเบ่งบาน อิทธิพลความคิดสังคมนิยมพุ่งขึ้นสู่กระแสสูง ในการเลือกตั้งต้นปี 2518 ปชป.ชูนโยบายหาเสียง “สังคมนิยมอ่อนๆ” ผ่านไปปีเศษ เกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายขวากับฝ่ายซ้ายรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลผสม 11 พรรคไปไม่รอด ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีต้องประกาศยุบสภา
สถานการณ์บ้านเมืองเวลานั้น ประชาชนเบื่อหน่ายการเดินขบวน และหวาดระแวงกลุ่มนักศึกษาหัวเอียงซ้าย ขณะเดียวกัน พรรคชาติไทยได้ปลุกระดมขบวนการมวลชนฝ่ายขวา ให้มาต่อต้านศูนย์นิสิตนักศึกษาฯ และแนวร่วมภาคประชาชน
ช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งปี 2519 พรรค ปชป. จึงชูนโยบายหาเสียง “เดินทางสายกลาง” ไม่เอาทั้งซ้ายจัด และขวาจัด ส่งผลให้พรรค ปชป.ได้ผู้แทนฯ เข้าสภามากถึง 114 คน
กรณีแบบเดียวกัน หลังพฤษภาทมิฬ 2535 พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และพรรคพลังธรรม ได้รับความนิยมสูง พร้อมกับการเสนอคำขวัญ “พรรคเทพ-พรรคมาร” ปชป.จึงหาเสียงโค้งสุดท้าย ด้วยวาทกรรม “ยึดมั่นในระบบรัฐสภา ไม่เอาอนาธิปไตย” เพื่อสร้างทางเลือกให้ประชาชน หากไม่อยากให้เกิดการเผชิญหน้าแตกหัก ก็ให้เลือก ปชป. แคมเปญนี้ได้ผล พรรคเก่าแก่เบียดพรรคพลังธรรมเข้าป้ายเป็นอันดับหนึ่ง
ดีเอ็นเอสุดยอดนักกลยุทธ์ มิเคยหายไปจากผู้นำ ปชป.ยุคหลัง ด้วยเหตุนี้ วาทกรรม “ขั้วที่สาม” จึงอุบัติขึ้น พูดง่ายๆ กลัวระบอบทักษิณ เบื่อระบอบ คสช. ก็เลือก ปชป.
บ้านใหญ่ปราณบุรี
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และแกนนำพรรค ปชป. ตระหนักดีว่า จุดแข็งของพรรคคือ ภาคใต้, กรุงเทพฯ, ภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งชั่วโมงนี้ ยังเหลือภาคใต้เท่านั้น ที่ตั้งเป้าว่า จะกวาด ส.ส.ได้เป็นกอบเป็นกำ
ส่วนภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง ได้รับผลกระทบจากการดูดของพรรคพลังประชารัฐ ฉะนั้น “อภิสิทธิ์” จึงผลักดันให้ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” อดีตเลขาธิการ ปชป. จัดทัพภาคกลาง และปลุกใจให้สมาชิกพรรคเดินหน้าต่อสู้ต่อไป
แม้จะสูญเสียอดีต ส.ส.ภาคกลาง ไปเกือบหมด แต่ “เสี่ยต่อ” ประธานกลุ่ม “คนรักเฉลิมชัย” ได้จัดตั้งกองบัญชาการที่ร้านดาวล้อมเดือน ย่านราชพฤกษ์ ซึ่งประมุขบ้านใหญ่ปากน้ำปราณบุรี ประกาศขอเป็นผู้นำการต่อสู้ชิงชัยเลือกตั้งอย่างเต็มที่
“เสี่ยต่อ” ได้คัดสรรตัวผู้สมัคร ส.ส. โดยแต่ละคนล้วนมีฝีมือ มีฐานคะแนนเสียงอยู่ในพื้นที่ คาดว่าน่าจะสามารถชิงพื้นที่กวาด ส.ส.เข้ามาในมือได้ไม่ต่ำกว่า 30 คน
วัวชนแดนใต้
สำหรับสนามเลือกตั้งภาคใต้ “นิพนธ์ บุญญามณี” รองหัวหน้าพรรค ปชป. คนที่ 1 ได้รับมอบหมายให้เป็นแม่ทัพใหญ่ และอีกหัวโขนหนึ่งของนิพนธ์คือ นายก อบจ.สงขลา
ที่ผ่านมา มีอดีต ส.ส.ภาคใต้ 7 คน ย้ายออกไปร่วมพรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคประชาชาติ ซึ่งนิพนธ์ยอมรับว่า คะแนนพรรคลดลงแน่ แต่คงไม่มาก
เหนืออื่นใด คู่แข่งของพรรค ปชป. ไม่ได้มีแค่สองพรรคข้างต้น หากแต่ยังมีพรรคภูมิใจไทย, พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคอนาคตใหม่
“นิพนธ์” ประเมินผลการเลือกตั้งว่า ปชป.จะได้ ส.ส.เขต 110-120 ที่นั่ง นั่นหมายความว่า ภาคใต้ต้องได้ไม่น้อยกว่าเดิม ภาคกลางต้องได้ไม่น้อยกว่าหนที่แล้ว และภาคเหนือตอนล่างยังได้เต็มพื้นที่
ที่สำคัญ สนามกรุงเทพฯ ปชป.จะต้องได้เก้าอี้ ส.ส.เท่ากับปี 2554 ซึ่งยากที่จะคาดหมาย เพราะการเลือก ส.ส.ของคนเมืองหลวงขึ้นอยู่กับ “กระแส” ล้วนๆ
นาทีนี้สำหรับ “เดอะมาร์ค” คือ เดิมพันสู้ครั้งสุดท้าย เพราะอยู่ในตำแหน่งประมุขพรรค ปชป.สมัยที่ 3 แล้ว โดยผ่านสมรภูมิเลือกตั้งใหญ่มาสองครั้ง แต่ก็พ่ายพรรคของทักษิณขาดลอย
ว่ากันจริง ปชป.มิอาจเอาชนะพรรคของทักษิณได้ในเลือกตั้ง 2562 การชูคำขวัญ “ขั้วที่สาม” จึงเป็นการประคองสถานการณ์พรรค มิให้กลายเป็น “พรรคต่ำร้อย” เท่านั้นเอง



