
"สนช."ผ่านก.ม.395ฉบับปั้นลมงานปฏิรูป-ปูค่านิยมเผด็จการกินได้
"สนช." ผ่านกฎหมาย 395 ฉบับปั้นลม "งานปฏิรูป"- ปูค่านิยม "เผด็จการกินได้" : รายงาน โดย.... ขนิษฐา เทพจร
ตั้งแต่ที่ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)” ชุดแต่งตั้งโดย “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” เข้าปฏิบัติหน้าที่ และมีการประชุมนัดแรก วันที่ 8 สิงหาคม 2557 จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 4 ปี 4 เดือน ที่ “สนช.” ภายใต้การนำของ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ทำหน้าที่ฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ เป็น “รัฐสภาเดี่ยว” ที่ทำหน้าที่ทั้ง “ส.ส.” และ “ส.ว.” ที่เรียกได้ว่า “ไร้การตรวจสอบ” ฝ่ายบริหารก็ว่าได้
แน่นอนว่า “บทบาทตรวจสอบ” ย่อมไม่มีในยุคที่ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” เป็นแม่น้ำสายเดียวกับ “ฝ่ายบริหาร” และบทบาทเดียวที่โดดเด่นที่สุด ตลอด 4 ปี 4 เดือน คือ “หน้าที่การออกกฎหมาย” ซึ่งในยุคสมัยของ “สนช.” ที่มาโดยการรัฐประหาร มี “ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)” ที่ผ่านมือไปแล้ว 395 ฉบับ ทั้งที่รับตรงจาก “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” และหน่วยงานที่มีหน้าที่เสนอร่างกฎหมาย
โดยร่างกฎหมายที่เสนอสู่ “สนช.” ล่าสุดมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้วทั้งสิ้น 314 ฉบับ, รอประกาศใช้เป็นกฎหมาย 23 ฉบับ, อยู่ระหว่างการพิจารณาวาระ 2 จำนวน 45 ฉบับ และรอการพิจารณาวาระแรกจำนวน 11 ฉบับ และพบว่ามีการถอนร่างกฎหมายออกไป 2 ฉบับ
สำหรับนัยของ “มาตรการทางกฎหมาย” ที่ตราขึ้นในยุค “คสช.” ยอมรับว่า มีทั้งการแก้ปัญหาที่ในรัฐบาลของนักการเมืองไม่สามารถแก้ไขได้, การยกระดับมาตรการป้องปรามและทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับสนธิสัญญาระหว่างประเทศ แต่มีไม่น้อยที่ถูกวิจารณ์ว่า เป็นการแปลง “อำนาจนอกกฎหมาย” ให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องผ่านการเขียนกฎหมายรับรองการกระทำ
ในระยะแรกที่ “คสช.” เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน พบการเสนอร่างกฎหมายให้ “สนช.” ทั้งสิ้น 21 ฉบับ โดยสาระของกฎหมายเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งมีไม่น้อยที่ได้รับเสียงชื่นชมจากคนส่วนใหญ่
อาทิ พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ เพื่อแก้ปัญหาการทวงหนี้ โดยเฉพาะหนี้นอกระบบที่ใช้วิธีรุนแรงและไม่เป็นธรรม โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทวงหนี้ต้องจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายกับกระทรวงมหาดไทย และมีคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ กำกับการทวงหนี้ของผู้ประกอบการ, พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 ที่ขันนอตให้ “ระบบราชการ” ทำงานให้เสร็จทันใจภายใต้เงื่อนไขด้านเวลาที่ถูกกำหนดเป็นมาตฐานบังคับ, พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2558 ที่คลุมถึงการเอาผิดบุคคลที่พูดไม่คิด-หลอกให้ตกใจถึงภัยอันตรายเวลาโดยสารสายการบิน
ในระยะต่อมาที่มี “ครม.” บทบาทของ “คสช.” ที่เสนอร่างกฎหมายถูกลดลง แต่จะยังคงมีการเสนอร่างกฎหมายในบางเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ และสำคัญคือ แก้ไข "รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557" ที่พบว่ามีถึง 4 ครั้ง ทั้งนี้เพื่อเป็นการคลายเงื่อนปมการบริหารจัดการประเทศ ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ตึงตัวเกินไป และกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ อีก 1 ครั้ง
สำหรับบทบาทของ “ครม.” ที่มีฐานะเป็นตัวแทนของหน่วยงานราชการนำเสนอร่างกฎหมายต่อฝ่ายนิติบัญญัติ พบว่าร่างกฎหมายที่มาจาก ครม.บังคับใช้เป็นส่วนใหญ่ และบางฉบับที่ “สนช.” ให้ความเห็นชอบเเละเตรียมประกาศใช้เป็นกฎหมาย
หากแบ่งประเภทใหญ่ๆ ของกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจาก “สนช.” พบว่า มีความหลากหลาย ทั้งกฎหมายว่าด้วยงบประมาณประจำปี, กฎหมายด้านสังคม, สาธารณสุข, การท่องเที่ยว, หน่วยงานราชการ, สถาบันการศึกษา, การยุติธรรม, วิธีการทางศาล, เศรษฐกิจ ธุรกิจ และการค้า, การขนส่ง งานจราจร, กฎหมายที่ต้องออกตามสนธิสัญญาที่ไทยให้ไว้กับนานาชาติ เพื่อลดการบอยคอตของต่างประเทศ ที่ใช้เรื่องธุรกิจ-ส่งออกเข้ามาเป็นเงื่อนไข รวมถึง กฎหมายตามหมวดปฏิรูปประเทศตามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนด
แต่เมื่อกฎหมายหลายฉบับที่ถูกจัดกลุ่มเเละประกาศใช้ แต่ผลที่หวังให้เป็นการแก้ปัญหาฐานรากอย่างจริงจัง “ยังไม่เกิดขึ้นจริง” โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปประเทศตามที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้เป็นหัวใจสำคัญ เช่น กฎหมายว่าด้วยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.2561 ที่หวังสร้างโอกาสการเข้าถึงด้านการศึกษาของเยาวชนไทย แต่ในทางปฏิบัติจริงยังพบความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงระบบการศึกษาอีกเป็นจำนวนมาก, กฎหมายมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561 กำหนดบทบาทให้มีองค์กรเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการตรวจสอบและป้องกันการโกงทุกรูปแบบของหน่วยงานรัฐ–บุคลากรของรัฐ แต่ปัจจุบันพบบทบาทของ “ประชาชน” ไร้การส่งเสริม และบางกรณี “ประชาชน” ตกเป็นฝ่ายถูกดำเนินคดีเสียเอง ในข้อหา “ก่อความไม่สงบ!”
ขณะที่ “ปมการเมือง” นั้น สิ่งที่ถูกจับตามากที่สุดคือ “กฎหมายที่ขยายอำนาจให้แก่หน่วยงานความมั่นคง” เพื่อควบคุมสถานการณ์ภายในบ้านเมืองอาทิ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ที่ขีดกรอบการใช้เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ให้ตั้งอยู่บนประเด็นที่ไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ยอมรับว่ามี “ผลดี” ต่อประชาชนที่ “ถูกละเมิดสิทธิ์–ใส่ร้าย” ผ่านข้อความบนโลกออนไลน์
แต่ในมุมกลับกัน พบว่ากฎหมายถูกใช้บนดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่ปกป้อง “รัฐ” มากกว่าคำนึงถึงการใช้เจตนาบริสุทธิ์ของประชาชน และเสรีภาพที่จะวิจารณ์ฝ่ายบริหารได้
ซึ่งกฎหมายประเภท “ควบคุม” นั้นถูกวิจารณ์ว่า เพื่อให้ “สนองตอบ” งานสไตล์ทหารที่ยึดถือความเรียบร้อยในบ้านเมืองเป็นหลัก แต่ในอีกทางหนึ่งจาก “ฝ่ายนักวิชาการ-นักการเมือง” มองว่าเป็น "จุดเริ่มต้นของข้อบังคับที่ปูทางไปสู่การควบคุมทิศทางของการเมืองไทยที่ส่งผลกระเทือนใหญ่ในอนาคต"
เมื่อ “กฎหมายเพื่อควบคุม” คลอดออกมา สิ่งที่ต้องทำต่อไปเพื่อสนองภารกิจ “สไตล์ทหาร” ให้สมบูรณ์คือ การกำหนดทิศทางให้ไปสู่เป้าหมาย แม้จะไม่ใช้ “กระบอกปืน” ควบคุม แต่กฎหมายที่ส่งผลรุนแรงเทียบเท่าคือ "พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560" ที่เป็นจุดควบคุมกลไกบริหารของฝ่ายการเมืองในด้านการกำหนดนโยบายเพื่อนำไปสู่การบริหารประเทศหลังการเลือกตั้ง ซึ่งกฎหมายสองฉบับนี้เป็นภาคบังคับที่ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติ หากใครไม่ยอมเดินตามแนวที่ตีเส้นไว้ เเน่นอนว่า จะต้องรับบทลงโทษตามสูตรที่ “นักการเมือง” ชอบใช้ตรวจสอบฝ่ายตรงข้ามคือ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐาน “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่”
ยิ่งใกล้ช่วงเลือกตั้งปี 2562 แน่นอนว่า นโยบายประชารัฐของรัฐบาล คสช. ถือเป็นแต้มต่อในการเรียกคะแนนนิยม “สนช.” ในฐานะเครือข่ายของ คสช. ยินดีที่จะออกกฎหมายเพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืน ผ่าน พ.ร.บ.กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ที่รอวันประกาศใช้อย่างเป็นทางการเพื่อให้กฎหมายเข้มแข็งกว่ามติของฝ่ายบริหารที่ยกเลิกได้ง่าย และด้วยร่างกฎหมายฉบับนี้เอง ทำให้นำไปสู่แคมเปญที่สร้างวลีทางการเมือง “เผด็จการกินได้” เพื่อมิให้ประชาชนรังเกียจรัฐบาลทหาร เพราะต่อให้รัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เเต่รัฐบาลนั้นๆ สามารถสร้างประโยชน์ให้ประชาชนโดยไม่เลือกวิธีการ ตรงนั้นคือ “เป้าหมาย”
อย่างไรก็ตามนอกจากกฎหมายที่หวังใช้เป็นประโยชน์ทางการเมืองแล้ว ยังมีกฎหมายที่มีลักษณะขึ้นค่าตอบแทนให้แก่กรรมการองค์กรอิสระ, องค์กรตุลาการ-ศาลยุติธรรม และทหาร เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ที่รอการประกาศใช้เป็นกฎหมาย
และเมื่อการขึ้นค่าตอบแทนถูกตราเป็นกฎหมาย แน่นอนว่า ต้องมีกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดหารายได้เข้าคลัง ผ่านมาตรการ “เก็บภาษี” ซึ่งมาตรการที่ “สนช.” เห็นชอบและรอประกาศใช้เป็นกฎหมาย อาทิ “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” เพื่อกำหนดอัตราการจัดเก็บภาษีที่ดินและบ้านเรือน แม้แนวคิดต้นเรื่องต้องการเก็บภาษี “คนรวยที่ดินและไม่ใช้ประโยชน์” แต่เนื้อหาจริงๆ แล้วพบเงื่อนไขที่ทำให้ประชาชนไม่ว่า “จะมั่งมีหรือยากจน” ต้องชำระภาษีด้วย หากระเบียบของท้องถิ่นกำหนดไว้, การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (อีเพย์เมนท์) ที่มีสาระสำคัญคือการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนชำระภาษีผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ในรายละเอียดยังพบข้อกำหนดที่ทำให้ “ธุรกิจค้าขายออนไลน์” ต้องถูกตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีด้วย หากเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตามในสารบบพิจารณากฎหมาย แม้กฎหมายส่วนใหญ่จะผ่านการพิจารณาและรอประกาศใช้เป็นกฎหมายโดยสมบูรณ์ แต่ยังมีร่างกฎหมายที่ยังไปไม่ถึง “ฝั่ง” เพราะค้างเติ่งในวาระรอการพิจารณาและวาระสอง ในชั้น “กรรมาธิการพิจารณา” จำนวน 58 ฉบับ อาทิ ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อควบคุมและกำกับธุรกิจ ซึ่ง พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร กับคณะเสนอ เมื่อ 11 สิงหาคม 2559, ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ (ฉบับที่..) พ.ศ....เพื่อขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง เสนอโดย “วัลลภ ตังคณานุรักษ์ กับคณะ” เมื่อ 26 เมษายน 2561, ร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่...) พ.ศ... เพื่อคลายล็อกกัญชาเพื่อใช้รักษาโรค เสนอโดย สนช.และกลุ่มกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่น
ดังนั้น ร่างกฎหมายอีก 58 ฉบับ และ “ครม.” เตรียมทยอยเสนอให้ “สนช.” รับหลักการก่อนสิ้นปี 2561 คงต้องจับตาการพิจารณาว่าจะแล้วเสร็จได้ทันหรือไม่ เพราะหากไม่ทัน แน่นอนว่า คงมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่สังคมคาดหวัง อาจถูกยกยอดไปให้ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” ที่มาจากการเลือกตั้งและแต่งตั้งพิจารณา



