
นวัตกรรมใหม่สาดโคลนการเมือง ?
นวัตกรรมใหม่สาดโคลนการเมือง ? : คอลัมน์... ล่าความจริง...พิกัดข่าว โดย... ชลธิชา รอดกันภัย
ในแวดวงนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนบ้านเรา อย่างเช่นในเพจ “วารสารศาสตร์แห่งอนาคต” (Journalism of the future) มีการนำเสนอและวิเคราะห์วิจารณ์กันถึงเทคโนโลยีตัดต่อคลิปปลอมขั้นสุด หรือที่เรียกกันว่า “ดีพเฟค” (Deepfakes)
มีการนำคลิปที่ดูเหมือนการกล่าวปราศรัยของอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐมาเผยแพร่ 2 คลิปเปรียบเทียบกัน แล้วให้ผู้ที่ได้ชมคลิปลองพิจารณาว่าคลิปไหนเป็นคลิปจริง คลิปไหนเป็นคลิปตัดต่อ ซึ่งอาจารย์ที่นำคลิปมาโพสต์สรุปว่า แทบจะหาข้อสรุปไม่ได้เลย
อีกคลิปหนึ่งคือคลิปการนั่งปราศรัยผ่านหน้าจอโทรทัศน์ของ บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอีกคนหนึ่ง เนื้อหามีใจความสำคัญสรุปว่า ในยุคนี้เราต้องบริโภคข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ดูเผินๆ ผู้ที่ชมคลิปจะเชื่ออย่างสนิทใจว่าเป็นการพูดของโอบามาจริงๆ แต่ในท้ายคลิป ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังของฮอลลีวู้ดก็ออกมาเฉลยว่า จริงๆ แล้วนี่เป็นการตัดต่อคลิปที่ตัวเขาพูดซ้อนกับใบหน้าและปากของโอบามา โดยเนื้อหาที่โอบามาพูดนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นคำพูดของผู้กำกับภาพยนตร์คนนี้ทั้งหมด
คลิปที่นักวิชาการนำมาโพสต์ให้ดูเป็นตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่า “เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ศัตรูของเราสามารถทำให้เราพูดอะไรก็ได้ตลอดเวลา” นั่นแปลว่าในทางการเมือง ถ้าเราถูกตัดต่อคำพูดแย่ๆ ลงไป คนที่ได้ชมคลิปก็มีแนวโน้มสูงที่จะเชื่อว่าเราเป็นคนพูดจริงๆ
“ดีพเฟค” คือ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ “เอไอ” ที่ใช้คอมพิวเตอร์เรียนรู้ลักษณะรูปหน้า หน้าตา ท่าทาง และท่วงทำนองการพูดของบุคคลที่จะนำไปตัดต่อคลิป ทำให้สามารถทำคลิปเลียนแบบได้อย่างแนบเนียน ไม่ใช่แค่การเอาหน้ามาตัดปะทับลงไปด้วยโปรแกรมโฟโต้ช็อปเหมือนเมื่อก่อน
เทคนิคการสร้าง “ดีพเฟค” มีหลายรูปแบบ เช่น Faceswap การเอาหน้าคนหนึ่งมาใส่ในหน้าอีกคนหนึ่ง, Lip sync การเอาเฉพาะปากคนมาใส่บนหน้าอีกคนหนึ่ง ทำให้เหมือนว่าพูดในสิ่งที่ไม่ได้พูด โดยผสมกับเสียงที่ตัดต่อของคนคนนั้นเข้าไป, Facial reenactment การแสดงสีหน้าของคนหนึ่งมาใส่ในอีกคนหนึ่ง ทำให้ดูเหมือนคนคนนั้นแสดงอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง และ Motion transfer เอาการขยับร่างกายของคนหนึ่งมาตัดต่อให้แก่อีกคนหนึ่ง ทำให้ดูเหมือนว่าคนคนนั้นมีการกระทำในแบบที่คนตัดต่อต้องการ
รศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต จากคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มองว่า วิวัฒนาการของเทคโนโลยีตัดต่อคลิปแบบนี้ สามารถสร้างความวุ่นวายในสังคมได้มากทีเดียว
“จริงๆ แล้วคำว่า ดีพเฟค มีที่มา คือมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคนหนึ่งเริ่มต้นเผยแพร่คลิปวิดีโอปลอมในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง เป็นการตัดต่อคลิปโป๊ แล้วเอาหน้าดาราดังๆ ไปใส่แทนตัวแสดงในหนังลามก ก็เลยติดคำนี้มา ต่อมาก็มีคนเอามาใช้ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น ทำเป็นคลิปล้อเลียน และกำลังแพร่ขยายไปมากขึ้นจนอาจจะมีผลในเรื่องของการสร้างกระแส สร้างความวุ่นวายสับสนได้ เป็นความเสี่ยงด้านไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ และความเสี่ยงด้านดิจิทัลรูปแบบหนึ่ง”
“สมัยก่อนการตัดต่อขั้นสุดแบบนี้ต้องใช้เทคโนโลยีในสตูดิโอของบริษัทสร้างภาพยนตร์อย่างในฮอลลีวู้ด แต่ทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้า ทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น มีคนคิดทำแอพพลิเคชั่นออกมา เรียกว่าเฟคแอพ สามารถโหลดแอพมาทำคลิปได้ ต่างจากแต่ก่อนที่ทำได้แค่ภาพนิ่ง แต่ตอนนี้ไม่ใช่แค่เอาหน้ามาแปะอย่างเดียวแล้วเคลื่อนไหวได้ เพราะแบบนั้นทำอย่างไรเสียงก็ไม่เหมือน แต่วันนี้สามารถทำเสียง เลียนเสียงได้จากคอมพิวเตอร์ที่เป็นปัญญาประดิษฐ์เหมือนกัน สร้างเสียงสังเคราะห์ขึ้นมา แบบเสียงสูง ต่ำ ทุ้ม แล้วเลียนแบบรูปปาก วิธีการพูด ลักษณะท่าทาง ฉะนั้นการเลียนแบบจะแนบเนียนขึ้นเรื่อยๆ จนแยกไม่ออกแล้วว่าอันไหนของจริง อันไหนของปลอม”
รศ.ดร.วรัชญ์ บอกอีกว่า ปัจจุบัน “ดีพเฟค” กำลังสร้างปัญหา เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่า แม้แต่ในต่างประเทศเองก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ เนื่องจากเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลมาก เกินกว่าที่สายตามนุษย์จะแยกออก การตรวจสอบต้องใช้เครื่องมือที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงเท่านั้น
สำหรับในประเทศไทย รศ.ดร.วรัชญ์ กังวลว่า เทคโนโลยีนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการสาดโคลนเข้าใส่กัน โดยเฉพาะในช่วงใกล้เลือกตั้ง เพราะธรรมชาติของคนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในบ้านเรา มักชอบแชร์คลิปหรือเรื่องราวที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ จึงมีโอกาสสูงที่จะมีคนทำคลิปชนิดนี้ออกมาเผยแพร่ จนทำให้เกิดความวุ่นวายสับสนในสังคมวงกว้างได้
“เรื่องดีพเฟคเริ่มเป็นกระแส ต่างประเทศเริ่มให้ความสำคัญและวิตกกังวลว่าจะมีผลต่อสังคม ทั้งระดับประเทศและนานาชาติ โดยเฉพาะเรื่องการเมือง เพราะยุคนี้เป็นยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต รวมทั้งวิถีทางการเมืองด้วย โดยสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นช่องทางของการหาเสียงและปล่อยข่าว”
“เมื่อเร็วๆ นี้ผมไปเจอบทความหนึ่งที่เขียนในเรื่องนี้ ก็เลยเอามาแปล เพราะคิดว่าใกล้เลือกตั้งในบ้านเรามีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะเทคโนโลยีตัดต่อคลิปแบบเนียนๆ ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่ต้องอาศัยสตูดิโอดังๆ อีกแล้ว แต่คนทั่วไปก็ใช้ได้ มันมีแอพใหม่ออกมา การตัดต่อทำได้ง่ายขึ้น ใครๆ ก็ทำได้ อาจจะก่อให้เกิดการทำข่าวปลอมหรือคลิปปลอมเพื่อสร้างความสับสนวุ่นวาย”
แต่ รศ.ดร.วรัชญ์ ก็ยังคงตั้งความหวังกับสื่อมวลชนไทยว่าจะมีบทบาทสำคัญในการป้องกันปัญหานี้ได้ ทว่าสื่อต้องยึดความถูกต้อง เน้นการตรวจสอบอย่างรอบคอบ รอบด้าน ไม่ใช่เป็นผู้เผยแพร่ข่าวปลอมเสียเอง เพราะสื่อมวลชนสามารถตรวจสอบไปยังต้นทางของคลิปหรือตัวบุคคลที่อยู่ในคลิปได้ว่าเป็นคลิปที่ถูกต้อง หรือตัดต่อขึ้นมาเพื่อสร้างความสับสนวุ่นวาย หรือแม้กระทั่งการสาดโคลนเข้าใส่กัน



