คอลัมนิสต์

"พลังธรรมใหม่"ก้าวที่ต้องสู้พร้อมเป็นโต้โผตั้งรัฐบาล

"พลังธรรมใหม่"ก้าวที่ต้องสู้พร้อมเป็นโต้โผตั้งรัฐบาล

04 ธ.ค. 2561

"พลังธรรมใหม่"ก้าวที่ต้องสู้พร้อมเป็นโต้โผตั้งรัฐบาล : คอลัมน์...  คมชัดลึก..ลุยเลือกตั้ง  โดย...  ขนิษฐา เทพจร


 

          หลังฟื้น “พรรคพลังธรรม” กลับมาเป็น “พรรคพลังธรรมใหม่” ที่มี นพ.ระวี มาศฉมาดล เป็นหัวหน้าพรรค ถือว่าเป็นพรรคการเมืองน้องใหม่ แต่เก๋า ที่ถูกจับตาไม่น้อย ว่า ทิศทางของพรรคจะไปทางไหน

 

 

          กับกระแสมรสุมการเมืองที่เข้มข้น บนทางเดินที่ถูกขีดไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญ และ กฎหมายเลือกตั้ง ให้ “พลและพรรคทหาร” กลับมานั่งแท่นเป็นฝ่ายบริหารสมัยหน้า หลังเลือกตั้ง


          ทำให้ทิศทางของ “พรรคพลังธรรมใหม่” จึงถูกโยงและพยายามมองให้ออกว่าจะอยู่ข้างใคร ? ซึ่งความในใจของ “นพ.ระวี” ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เป็นพรรคที่ไม่เข้าข้างฝ่ายไหนทั้งนั้น ไม่ว่าสมรภูมิเลือกตั้งขณะนี้ทำท่าจะถูกแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ “ฝ่ายเพื่อไทย” กับ “ฝ่าย คสช.” และมีความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ว่าจะชูคนของพรรคให้ชิงตำแหน่งนายกฯ หากผลเลือกตั้ง ได้คะแนนเสียงเพียงพอจะเสนอชื่อในสภาผู้แทนราษฎร
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของการลงสู่สนามแข่งทางการเมือง “หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่” บอกว่า มีสมาชิกพรรคที่ยื่นใบสมัครและกรอกเข้าระบบเตรียมรายงานต่อ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” ประมาณ 2,000–3,000 คน และยังมีส่วนที่ยังรอการนำเข้าระบบอีกประมาณ 20,000 ฉบับ และเมื่อตรวจสอบความถูกต้องแล้ว มีความเป็นไปได้ว่าสมาชิกจะเกินเกณฑ์ขั้นต่ำ ที่เพียงพอเพื่อส่ง “ผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็น ส.ส.ของพรรค”

 

 

 

"พลังธรรมใหม่"ก้าวที่ต้องสู้พร้อมเป็นโต้โผตั้งรัฐบาล

 


          “หลังจากที่ กกต.มีความชัดเจนในหลายเรื่อง และไม่มีข้อผิดพลาด ต้นเดือนธันวาคมนี้จะเปิดตัวสาขาพรรคในหลายภูมิภาค และแต่งตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัด รวมถึงเข้าสู่กระบวนการไพรมารีโหวตเพื่อหาผู้สมัคร ส.ส. ซึ่งพรรคตั้งใจส่งผู้สมัครให้ครบ 350 เขต แม้ขณะนี้จะเจอปัญหาว่าที่ผู้สมัครกว่า 50 คน ถูกพลังจากพรรคการเมืองใหญ่ที่มีทุนหนาดูดเข้าสังกัดไปบ้างก็ตาม”




          เมื่อเริ่มต้นเกมแข่งขัน “พลังธรรมใหม่” ยังพ่ายกับกระแสทุน แล้วพรรคที่ชูหาเสียงบริสุทธิ์ “ไม่ใช้เงิน” จะเอาอะไรไปสู้ ต้นทุนทางสังคมของผู้สมัครหรือ ?


          “นพ.ระวี” บอกว่า จะสู้ด้วยยุทธศาสตร์ และนโยบายที่เน้นความซื่อสัตย์ และด้านการปฏิรูปพลังงาน โดยเฉพาะการชูความซื่อสัตย์ ที่เป็นของเด็ด ซึ่งใช้มาตั้งแต่สมัย “พรรคพลังธรรม” ที่มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นแกนนำ ดังนั้นจึงเชื่อว่า แรงหนุนจากพลังธรรมเก่า จะผันเป็นแรงหนุนของพรรคพลังธรรมใหม่เช่นกัน แม้คนที่นิยมจะล้มหายตายจากไปบ้าง และส่วนใหญ่ย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทยแล้วก็ตาม

 

          “ผมมั่นใจว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของพรรคพลังธรรมเก่า จะยังเชื่อถือพรรคพลังธรรมใหม่ ขณะเดียวกันฐานนิยมของพรรคที่เป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ส่วนของเนื้อแท้ ไม่ใช่พันธมิตรฯ ฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ จะยังให้การสนับสนุน และปัจจัยที่จะเรียกคะแนนนิยมคือ การใช้นโยบายปฏิรูปพลังงาน”

 

 

 

"พลังธรรมใหม่"ก้าวที่ต้องสู้พร้อมเป็นโต้โผตั้งรัฐบาล

 


          แต่ ยุทธศาสตร์ความซื่อสัตย์ และปฏิรูปนั้นยอมรับหรือไม่ว่า พรรคอื่นๆ ก็มีเหมือนกัน ฉะนั้น “พลังธรรมใหม่” จะมีของใหม่ที่ยึดครองพื้นที่นิยมในใจประชาชนได้อย่างไร


          ประเด็นนี้ “นพ.ระวี” ขยายความว่า ความซื่อสัตย์ที่พรรคจะชูเป็นนโยบายหาเสียง คือ ภายในพรรคจะมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล ที่มี “นาม ยิ้มแย้ม” เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบรัฐมนตรีในสังกัดของพรรค หากพบพฤติกรรมส่อทุจริตจะตรวจสอบทันที ขณะเดียวกันเมื่อพรรคได้โควตาเป็นรัฐมนตรี จะใช้วิธีส่งคนของพรรคเข้าไปทำงานแบบประกบทันที เพื่อให้การโกง หรือรับเงินใต้โต๊ะยากขึ้น


          เมื่อ “นพ.ระวี” ย้ำถึงความน่าจะเป็นต่อการเข้าร่วมงานรัฐบาล ทำให้กลายเป็นข้อสงสัยว่า ทิศทางพรรคต้องทางเดียวใช่ไหม? คือ เป็นพรรคร่วมรัฐบาล !!


          ซึ่งคำตอบที่ “หัวหน้าพลังธรรมใหม่” ยอมรับคือ “ต้องเป็นฝ่ายรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของพรรคให้เกิดขึ้นจริง แต่เงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาลนั้น ต้องอยู่บนจุดร่วมเดียวกัน คือ “นโยบายที่ตรงกัน” แต่หากพรรคได้ ส.ส.เกิน 25 คน จะเสนอคนของพรรคชิงตำแหน่งนายกฯ ในสภาทันที”


          “หากสุดท้ายจุดร่วมไม่ตรงกัน นโยบายไม่ลงตัว ผมพร้อมจะเป็นฝ่ายค้าน” นพ.ระวี ระบุ


          แต่ถึงกระนั้นการตัดสินใจจะไปทางใดทางหนึ่งนั้น “พรรคพลังธรรมใหม่” ยังจะใช้การมีส่วนร่วมของสมาชิกช่วยตัดสินใจ โดยล่าสุดนั้น พรรคเตรียมทำเว็บไซต์ เพื่อรับเสียงโหวตจากสมาชิกพรรค ทั้งหลังการเลือกตั้งจะเข้าร่วมกับพรรคการเมืองใด เพื่อเป็นรัฐบาล รวมถึงการตัดสินใจทางการเมืองอื่นๆ


          กว่าจะไปถึงวันสุดท้ายของการตัดสินว่าจะอยู่ร่วม “ฝ่ายไหน” สิ่งที่ “พลังธรรมใหม่” ต้องเผชิญคือ เกมแข่งขัน ภายใต้กติกา ที่คอการเมืองมองว่า เขียนขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพลังประชารัฐ ที่คาดการณ์ว่าจะเป็นนั่งร้าน ให้ “บิ๊กตู่” หวนคืนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้ง

 

 

"พลังธรรมใหม่"ก้าวที่ต้องสู้พร้อมเป็นโต้โผตั้งรัฐบาล

 


          จุดนี้ “หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่” ยอมรับว่า "กติกา โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ที่ออกแบบให้ “สมาชิกวุฒิสภา” จำนวน 250 คนมีสิทธิ์ลงมติเลือก “นายกฯ” ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ คือ สิ่งสะท้อนมุมมองที่หลายฝ่ายคาดการณ์”


          และประเด็นนี้ อาจจะเป็นชนวนนำไปสู่วิกฤตการเมือง!! ซึ่ง “นพ.ระวี” ยอมรับว่า “วิกฤติการเมืองจะเกิดขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง” พร้อมยกตัวอย่างว่า หากพรรคเพื่อไทยและเครือข่าย รวมกันได้เสียงข้างมากในสภา หรือ 290 เสียงขึ้นไป ส่วนฝ่ายสนับสนุน ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” กลายเป็นเสียงข้างน้อยในสภา หากจะรวมเสียงโหวตของ ส.ว. วิกฤติเกิดขึ้นได้แน่ แต่หากพวกเขาพลิกสถานการณ์ “ฝ่ายสนับสนุนบิ๊กตู่” รวมเสียงจากพรรคอื่นๆ ที่เรียกว่า “พรรคเสียบ” ได้มากกว่าฝ่ายเพื่อไทย อาจไม่นำไปสู่ วิกฤติทางการเมือง


          เมื่อถึงเวลานั้น “พลังธรรมใหม่” จะยอมเป็นพรรคเสียบหรือไม่ “นพ.ระวี” ตอบทันทีเช่นกันว่า “ยอมรับการเมืองในระบบประชาธิปไตย ที่ฝ่ายที่ชนะเลือกตั้ง ต้องเป็นผู้ได้สิทธิจัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่หากจัดตั้งไม่ได้ ต้องเป็นกระบวนการรวมเสียง ซึ่งพรรคพลังธรรมใหม่ จะพิจารณาเข้าร่วมจากการรับนโยบายเป็นหลัก”


          แต่ “พรรคพลังธรรมใหม่” จะเป็นตัวเลือกในเกมแย่งเสียงหรือไม่ นาทีนี้คงตอบไม่ได้ เพราะยังไม่เห็นจำนวน ส.ส. ในมือ แต่ “หัวหน้าพรรค” ยืนยันว่า” ส.ส.เขตจะได้ 20 ที่นั่งแน่นอน แต่หากจะฝันให้ไกล และไปให้ถึงต่อบทบาทใหญ่ใน “รัฐสภา”ต้องรวมเสียงให้เป็นกลุ่มก้อนและมากกว่า 20 ที่นั่งให้ได้”


          “นพ.ระวี” ยอมรับว่า ตอนนี้ได้เริ่มพูดคุยกับพรรคเล็กพรรคน้อย กว่า 10 พรรค ถึงการให้ พรรคพลังธรรมใหม่ เป็นโต้โผในการลงนามความร่วมมือหลังเลือกตั้ง ว่าจะร่วมเป็นพันธมิตรทางการเมือง แต่ไม่ใช่เพื่อการรวมเสียง ไปต่อรองขอตำแหน่งรัฐมนตรี หรือ ขอเข้าร่วมรัฐบาล แต่คือการรวมพลังเพื่อผลักดันนโยบาย และกฎหมายในชั้นนิติบัญญัติ


          อย่างไรก็ดี แม้ตอนนี้ ปี่กลอง เลือกตั้งจะเริ่มประโคม แต่กว่าจะไปถึงวันเลือกตั้งจริง คงต้องฝ่าอีกหลายด่าน ซึ่ง “พรรคพลังธรรมใหม่” เตรียมตัวไว้พอสมควร ต่อการลงสนามรบครั้งนี้ และพร้อมจะยึดมั่นในจุดยืน คือการสร้างพรรคการเมืองที่ระบบฐานรากเข้มแข็ง ขับเคลื่อนการเมืองด้วยธรรมาภิบาล


          ส่วนเป้าหมายจะบรรลุผลหรือไม่ ท้ายสุดคำตอบอยู่ที่ประชาชน !