
ดันกฎหมายกัญชา-จดทะเบียนLGBTลุ้นคะแนนโค้งสุดท้าย
ดันกฎหมายกัญชา-จดทะเบียนLGBTลุ้นคะแนนโค้งสุดท้าย : คอลัมน์... ขยายปมร้อน โดย... ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย
โค้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่สนามเลือกตั้งจะเห็นได้ว่า "รัฐบาลลุงตู่ สายเปย์" เริ่มจัดหนักเอาใจคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่ออกบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย ผุดโครงกรบ้านประชารัฐ หรือแม้แต่การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ สิ่งเหล่านี้แม้จะเป็นนโยบายรัฐบาลแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคือ “การหวังผลซื้อใจเพื่อคะแนนเสียงของรัฐบาลในนามพรรคพลังประชารัฐ" ซึ่งในยามที่กระแสของพรรคการเมืองคู่แข่งกำลังมาแรง รัฐบาลก็ต้องยกการ์ดให้สูงปกป้องตัวเองทุกรูปแบบ
ในส่วนของกระทรวงตาชั่งซึ่งมี "พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็เช่นกัน นอกจากสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเดินหน้าอำนวยความยุติธรรม “จัดยุติธรรมเคลื่อนที่” เอาใจรากหญ้าช่วยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้ชาวบ้าน แก้กฎหมายขายฝากที่ดินแล้ว สดๆ ร้อนๆ ได้พยายามผลักดันและเร่งแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับ เพื่อเรียกกระแสความนิยมจากเกษตรกรและกลุ่มคนรุ่นใหม่
ฉบับแรกเป็นการแก้ไขกฎหมายยาเสพติดเพื่อให้นำพืชเสพติด “กัญชา กระท่อม เห็ดขี้ควาย" มาวิจัยเพื่อรักษาโรคและใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และฉบับที่สองคือ "ร่างพ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต” ซึ่งหากร่างกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ผ่านการพิจารณาและมีผลประกาศใช้ในอนาคต เชื่อได้ว่าคะแนนเสียงจากประชาชนส่วนหนึ่งคงจะไหลมาพลังประชารัฐได้พอสมควร
เริ่มต้นนั้นขอว่าด้วยร่างกฎหมายฉบับแรกแม้ก่อนหน้านี้การใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมและกัญชาทางการแพทย์ จะถูกค้านจากกลุ่มคนหัวเก่า จนทำให้ร่างประมวลยาเสพติดที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อืดเป็นเรือเกลือ แต่หลังจากถูกกระแสโซเชียลโจมตีอย่างนักคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงเร่งเดินครื่องเต็มสูบ โดยระบุให้สนช.รีบพิจารณาเป็นถือเป็นวาระเร่งด่วน โดยคาดว่าร่างประมวลยาเสพติดจะต้องผ่านสภาในเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า อย่างไรก็ตามแม้จะยังอยู่ภายในวาระของรัฐบาลก็จริง แต่อาจไม่ทัน "เรียกคะแนน” ในช่วงโหมกระแสเลือกตั้ง
ดังนั้นกฎหมายเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์จากพืชเสพติด 17 มาตรา จึงถูกหยิบออกมาพิจารณาเป็นวาระด่วนพิเศษ เพื่อผ่อนปรนภายใต้การควบคุมให้ใช้รักษาโรคในกลุ่มผู้ป่วยไม่มีประเด็นเสรีกัญชาเสพเพื่อสันทนาการ โดย "บิ๊กจิน" วางเป้าให้มีผลบังคับใช้รักษาโรคในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยกลุ่มแรกจาก "โรคมะเร็ง, ชักกระตุกและพาร์คินสัน" เข้าถึงการใช้ยาจากการสกัดพืชกัญชาภายใต้การควบคุมทางการแพทย์ก่อน
ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและผลิตสารสกัดจากกัญชาในฐานะพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานรัฐเพื่อป้องกันไม่ให้ "กัญชาในตลาดมืดเเละใต้ดิน” แพร่กระจายโดยไร้ทิศทาง เพราะน้ำมันกัญชาถูกสั่งเข้ามาใช้รักษาโรคให้ผู้ป่วยนานนับปีแล้ว ไทยจึงไม่ควรเสียโอกาส
อีกทั้งแนวคิดแพทย์สมัยใหม่ยอมรับว่า "สารเสพติดในกัญชา” ออกฤทธิ์ลดปวดคล้ายมอร์ฟีน แต่เด่นกว่าตรงที่กัญชาเสพติดได้ยากกว่ามอร์ฟีนซึ่งออกฤทธิ์แรงและยังมีคุณสมบัติพิเศษกว่ากลุ่มมอร์ฟีน คือสาร CBD THC หรือแม้แต่กัญชงพืชตระกูลเดียวกัน แต่มีสารเสพติด CBD และ THC ไม่ถึง 1% ก็ได้รับการตอบรับจากภาคอุตสาหกรรม จ่อขอใบอนุญาตปลูกกัญชงเพื่อนำเส้นใยคุณภาพสูง ยืดหยุ่นแข็งแรง ไปผลิตเป็นคอนกรีต เสื้อกันกระสุน ชิ้นส่วนรถยนต์ กระเป๋ารองเท้า รวมถึงการนำกัญชงไปสกัดเป็นอาหารเสริม
แม้กัญชาทางการแพทย์จะถูกผลักดันจากรัฐบาลพรวดเดียวจบครบวงจร "ปลูก สกัด และใช้รักษาโรค" แต่หากนโยบายรัฐยังแทงกั๊กไม่ชัดเจน และยังมีความเสี่ยงจากการนำกัญชาไปใช้ในทางที่ผิดในกลุ่มเยาวชนและรัฐยังอธิบายได้ไม่เคลียร์ คะแนนเสียงก็อาจกลายเป็นคะแนนเสีย ที่สำคัญ “อาจผลักมิตรไปเป็นศัตรู” เเบบเตะหมูเข้าปากหมาก็เป็นได้
อีกหนึ่งร่างกฎหมาย ที่น่าสนใจ คือ ร่างพ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต เพื่อให้สิทธิกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ หรือกลุ่ม LGBT เพื่อยกสถานะทางกฎหมายกับคู่รักเพศเดียวกัน ซึ่งในช่วง 3 ปีแรกของรัฐบาล คสช.แทบจะไม่ได้หยิบจับร่างกฎหมายดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาสักเท่าไร กระทั่ง "บิ๊กจิน" ได้ฟังคอนเซฌปต์แล้ว "ให้ไปต่อ” เพราะไม่ใช่การออกกฎหมายให้คู่รัก LGBT แต่งงานหรือจดทะเบียนสมรส แต่เน้นไปในด้าน "สิทธิในการดูแลทรัพย์สินของคู่ชีวิต” ก่อนยกระดับไปตามการยอมรับของสังคมไทย พล.อ.อ.ประจิน จึงขีดเส้นให้ร่างพ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต 70 มาตรา ควรผ่านครม.ไปกฤษฎีกาเข้าสู่การพิจารณาของสนช.ภายในเดือนธันวาคมนี้ เบ็ดเสร็จขายฝันว่าร่างกฎหมายนี้จะผ่านสภาในช่วงต้นปีหน้าที่อยู่ภายในวาระของรัฐบาลนี้เช่นกัน
นาทีนี้คงยากที่จะปฏิเสธว่าตัวเลข 6 ล้านคนของกลุ่ม LGBT มีผลต่อการผลักดันร่างกฎหมายในช่วงโค้งสุดท้าย ส่วนจะเก็บแต้มได้มากน้อยอย่างไรคงต้องรอลุ้น เช่นเดียวกับการผลักดันให้มีกัญชาทางการแพทย์ เพราะโค้งสุดท้ายก่อนจะเข้าโหมดเลือกตั้งรัฐบาลจะต้องงัดสารพัดนโยบายลด-แลก-แจก–แถมสู้กับภาพติดลบจากปัญหาความไม่เชื่อมั่นและเศรษฐกิจปากท้อง



