คอลัมนิสต์

จับตาเบร็กซิทกับอนาคตของอังกฤษ

จับตาเบร็กซิทกับอนาคตของอังกฤษ

03 ธ.ค. 2561

จับตาเบร็กซิทกับอนาคตของอังกฤษ : คอลัมน์...  รู้สึกกับจุฬาฯ


 

          การลงประชามติด้วยคะแนนเสียง 52 เปอร์เซ็นต์ ในวันที่ 23 มิถุนายน 2559 เป็นวันชี้ชะตาของสหราชอาณาจักรที่จะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) และเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ทางสหราชอาณาจักรก็มีมติว่าจะออกจากสหภาพยุโรปในเวลา 23.00 น. ของวันที่ 29 มีนาคม 2562 หรือประมาณอีก 4 เดือนข้างหน้า

 

 

          ผศ.ดร.ณัฐนันท์ คุณมาศ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุโรปศึกษา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า หลังจากที่ผู้นำชาติในสหภาพยุโรป 27 ชาติลงมติอนุมัติข้อตกลงถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรในสัปดาห์ที่ผ่านมา (28 พ.ย.) ในขณะนี้ การเตรียมตัวออกจากสหภาพยุโรป คือการนำร่างข้อตกลงเบร็กซิท(Brexit) ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรและคณะมนตรียุโรป (ที่ประชุมหัวหน้ารัฐบาลของรัฐสมาชิกสหภาพยุโรป) ไปเสนอต่อรัฐสภาสหราชอาณาจักรเพื่อขอความเห็นชอบ ซึ่งจะลงมติในวันที่ 11 ธันวาคมนี้


          ประเด็นที่น่าจับตามองต่อทิศทางข้างหน้าของเบร็กซิทคือ ร่างฯ ข้างต้น จะผ่านความเห็นชอบของสภาสามัญหรือสภาผู้แทนราษฎรได้หรือไม่ เพราะร่างฯ ถูกต่อต้านอย่างหนักหน่วงทั้งจากบรรดาพรรคฝ่ายค้าน แม้แต่ ส.ส.จำนวนมากในพรรคอนุรักษนิยมของนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ เอง รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลก็ยืนกรานปฏิเสธที่จะลงมติเห็นชอบ ในขณะเดียวกัน เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้เรียกร้องให้สาธารณชนสนับสนุนข้อตกลงนี้เพื่อเคารพต่อเสียงประชามติเมื่อปี พ.ศ. 2559


          ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ร่างฯ อาจไม่ได้รับคะแนนเสียงเพียงพอและไม่ผ่านการเห็นชอบ ซึ่งในทัศนะของอาจารย์ณัฐนันท์ เชื่อว่าทางเลือกใหม่อาจเป็นการถอนตัวจากสหภาพยุโรปแบบไม่มีข้อตกลง หากไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะใช้ทางเลือกใด หรือการใช้วิธีเจรจาเพื่อแก้ไขร่างข้อตกลงใหม่ การลงประชามติเบร็กซิทอีกครั้ง หรือการสิ้นสุดลงของคณะรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดรัฐบาลใหม่หรือเลือกตั้งทั่วไป

 



          “ผู้นำสหราชอาณาจักรจำนวนหนึ่งออกมาแสดงทรรศนะว่าร่างฉบับปัจจุบันถือเป็นข้อตกลงลักษณะเดียวที่เป็นไปได้ แต่หากสภาสามัญไม่ให้ความเห็นชอบร่างฯ ก็อาจต้องถอนตัวโดยไม่มีข้อตกลง หรือยกเลิกถอนตัว ประกอบกับความเห็นทางเลือกอื่นๆ ที่แตกต่าง อาจกดดันให้ ส.ส.ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างฯ ยอมลงมติให้ความเห็นชอบ เพราะการออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อตกลงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสิทธิพลเมืองร้ายแรง ส่งผลให้ร่างฯ สามารถผ่านความเห็นชอบของสภาได้ในท้ายสุด”


          อาจารย์ณัฐนันท์กล่าวต่อว่า ผลกระทบของเบร็กซิทที่กำลังจะเกิดขึ้นในภายหน้ายังประเมินได้ยาก แต่หากเบร็กซิทสามารถนำพาสหราชอาณาจักรไปสู่ความมั่นคงและมั่งคั่งกว่าก่อนสมัยที่ยังเป็นรัฐสมาชิกของอียูจะส่งผลเชิงลบต่อสหภาพยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ โดยรัฐสมาชิกอื่นๆ อาจจัดให้มีการลงประชามติอย่างเดียวกันและดำเนินถอนตัวตามอย่างสหราชอาณาจักร ในทางตรงข้าม หากเบร็กซิทนำพาสหราชอาณาจักรไปสู่หายนะ ก็จะกลายเป็นบทเรียนให้พลเมืองในรัฐสมาชิกอื่นของอียูไม่เอาเป็นแบบอย่าง


          สำหรับสหภาพยุโรปเอง ในกรณีที่สหราชอาณาจักรถอนตัวออกไปและไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตลาดเดียวยุโรปในอนาคต สหภาพยุโรป มีแนวโน้มที่จะบูรณาการทางเศรษฐกิจและการเมืองได้ลึกซึ้งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะปราศจากการถูกขัดขวางโดยสหราชอาณาจักรในหลายประเด็น เช่น บริการ ตลาดเงินทุน นโยบายต่างประเทศ และความมั่นคง อย่างที่เคยประสบมา


          “ยิ่งไปกว่านั้น สาระของนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงนี้อาจมีความเป็นอิสระจากนโยบายของสหรัฐอเมริกามากขึ้นเพราะสหราชอาณาจักรมีความใกล้ชิดกับสหรัฐมากสุดในหมู่รัฐสมาชิกสหภาพยุโรป แต่การขาดมหาอำนาจอย่างสหราชอาณาจักรไปก็อาจนำไปสู่ภาวะที่เยอรมนีและฝรั่งเศสกุมอำนาจในสหภาพได้มากขึ้น อาจกระตุ้นให้เกิดกระแสต่อต้านในรัฐสมาชิกบนแนวคิดที่มองว่าสภาพยุโรปเป็นเหมือนจักรวรรดิของเยอรมนีและฝรั่งเศส นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลให้อิทธิพลของสหราชอาณาจักรในเวทีระหว่างประเทศลดลงอีกด้วย”

 

          สำหรับผลกระทบเบร็กซิทที่อาจจะเกิดกับประเทศไทยนั้น อาจเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ หากสหราชอาณาจักรยังคงเป็นสหภาพศุลกากรของสหภาพยุโรป การดำเนินการทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรก็อาจไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่หากมิเป็นเช่นนั้น ไทยกับสหราชอาณาจักรก็อาจจะเปลี่ยนไปดำเนินการทางกฎระเบียบทั่วไปขององค์การการค้าโลก หรือพัฒนากรอบความตกลงอื่นเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น


          นอกจากนี้ สหราชอาณาจักรยังมีความสัมพันธ์กับไทยผ่านรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปกับอาเซียน แต่หากเบร็กซิทเกิดขึ้นจริง ก็น่าจับตามองว่าสหราชอาณาจักรจะวางตำแหน่งความสัมพันธ์ต่ออาเซียนและประเทศไทยในอนาคตต่อไป อย่างไร