คอลัมนิสต์

สู้เพื่อ"พ่อ"แปรทุกข์โศกเป็นพลังสู่สมรภูมิ 

สู้เพื่อ"พ่อ"แปรทุกข์โศกเป็นพลังสู่สมรภูมิ 

01 ธ.ค. 2561

ย่างก้าวของคนหนุ่มในนามลูกอดีตผู้แทนราษฎร ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับสังคมไทย การเมืองเป็นเรื่องมรดกตกทอด 

         


          บังเอิญ “เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์” วัย 28 ปี เป็นทายาทบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงถูกโฟกัสมากเป็นพิเศษ

 

          นับแต่ “ป้ำ" เดชนัฐวิทย์ เดินทางไปร่วมเปิดตัวกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย 30 คน เมื่อ 27 กันยายน ที่ผ่านมา

 

 

          “อยากเป็นนักการเมือง มีพ่อเป็นฮีโร่” คำอธิบายสั้นๆ ของเดชนัฐวิทย์ กรณีที่ตัดสินใจเล่นการเมือง 


          ผ่านไปแค่เดือนเศษทายาท “บุญทรง” ได้เปลี่ยนใจไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ อันเป็นการย้ายพรรคแบบพลิกขั้ว ด้วยเหตุผลสั้นๆ ไม่ต้องตีความ “อยากช่วยพ่อ” 


          จุดเปลี่ยน “เสี่ยฮุก”
          20 ปีที่แล้วคนเชียงใหม่ล้วนรู้จัก “เบนซ์ช้างเผือก” หนึ่งในดีลเลอร์เบนซ์ จ.เชียงใหม่ และบริหารงานโดยนักธุรกิจหนุ่มรูปหล่อชื่อ “เสี่ยฮุก” หรือ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” 

 

 

สู้เพื่อ"พ่อ"แปรทุกข์โศกเป็นพลังสู่สมรภูมิ 

 


          ก่อนหน้านั้น “บุญทรง” ดูแลธุรกิจโรงเลื่อยจักรไทยพม่า ซึ่งเป็นธุรกิจแรกของครอบครัว และในปี 2527 เขาเข้าเป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมในนามของโรงเลื่อยจักรไทยพนา จากนั้นในปี 2537 เขาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานสภาอุตสาหกรรม มีหน้าที่ดูแลงานด้านกิจกรรมพิเศษ ได้แก่ กิจกรรมการจัดงานแสดงสินค้า กิจกรรมการหารายได้พิเศษให้กับสภา และงานทางด้านต่างประเทศ


          ปี 2543 พรรคไทยรักไทย เพิ่งลงหลักปักฐาน “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” ได้รับมอบหมายดูแลภาคเหนือ แต่เวลานั้น “เจ๊แดง” ยังเป็นละอ่อนทางการเมือง ต้องอาศัยพี่ชาย-ทักษิณ ชินวัตร มาช่วยดึงนักการเมืองใหญ่ในภาคเหนือมาร่วมสร้างพรรคด้วยกัน

 


          อีกทางหนึ่ง ทักษิณได้ดึงความร่วมมือจากธุรกิจตระกูลท้องถิ่น เวลานั้น “บุญทรง” เป็นตัวแทนของภาคธุรกิจเชียงใหม่ที่เข้ามาในยุคสร้างพรรคไทยรักไทย 

 


          บุญทรงไม่ได้เข้ามาในฐานะ “กระเป๋าพรรค” หากแต่เป็น “มือทำงาน” มากกว่า อาศัยความเป็นนักธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์กว้างขวางในพื้นที่และเป็นศิษย์เก่ามงฟอร์ต รวมถึงได้ใช้คอนเนกชั่นในสภาอุตสาหกรรมมาขับเคลื่อนนโยบายพรรคในส่วนภาคเหนือ


          มือขวา “เจ๊แดง”
          ปี 2544 “เจ๊แดง” ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลทักษิณชุดแรก แต่อดีตนายกฯ ทักษิณ ก็ให้บุญทรงมาตามช่วยเจ๊แดง ทำหน้าที่ประสานกลุ่ม ส.ส.สายเหนือ จึงเกิดเป็น “มุ้งวังบัวบาน” ในตอนนั้น

 

 

สู้เพื่อ"พ่อ"แปรทุกข์โศกเป็นพลังสู่สมรภูมิ 


          เจ๊แดงไม่มีตำแหน่งก็จริง แต่ “บารมีล้นพรรค” เป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นเจ้าแม่พรรค บุญทรงก็อยู่เคียงข้างตรงนั้น และมีฐานะเป็นเลขานุการส่วนตัวของเจ๊แดงมายาวนาน จนสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นนายกรัฐมนตรี เจ๊แดงยังให้บุญทรงตามไปเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี


          แม้คนในพรรคไทยรักไทยจะแอบนินทาบทบาทของบุญทรงที่แนบแน่นกับเจ๊แดงอยู่หนาหู แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคของการเติบโตทางการเมืองของบุญทรง


          ปี 2554 “เจ๊แดง” ในฐานะผู้จัดการรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้ปูนบำเหน็จให้บุญทรง ขึ้นเป็น รมว.กระทรวงเกรดเอ อย่างกระทรวงพาณิชย์


          ผ่านไปสามปี ปัญหาโครงการจำนำข้าว ส่งสัญญาณความไม่มั่นคงของโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีสายวังบัวบาน เพราะกลุ่มมุ้งอื่นๆ เริ่มกดดันอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มากขึ้น


          อันเนื่องจากบุญทรงคนนี้แหละคือผู้กุมกล่องดวงใจของเจ้าแม่ภาคเหนือ ทั้งเรื่องธุรกิจเรื่องส่วนตัว ความไม่พอใจภายในพรรคเพื่อไทย จึงกระแทกกดดันใส่เก้าอี้ รมว.พาณิชย์สมัยนั้น แล้วในที่สุดโครงการจำนำข้าวก็เป็นสาเหตุที่สำคัญทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ล่มสลาย


          นับจากบุญทรงก็เดินเข้าสู้เส้นทางคดีทุจริตจำนำข้าวพร้อมกับยิ่งลักษณ์ แต่เมื่อถึงวันพิพากษาคดีดังกล่าว ยิ่งลักษณ์หลบหนีออกนอกประเทศ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุกบุญทรงเป็นเวลา 42 ปี เมื่อกลางปี 2560 


          นับแต่กลางปีนี้ข่าวคราวบุญทรงเจ็บป่วยมีบ่อยครั้ง โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางคลองเปรม ได้นำตัวไปพบแพทย์ของรพ.ราชทัณฑ์ หลังจากนั้นก็มีข่าวว่าบุญทรงได้เข้าพักรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ


          12 ตุลาคม 2561 พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยอมรับว่า กรมราชทัณฑ์ได้รับหนังสือประสานขอตัวจากทางโรงพยาบาลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอนำตัวบุญทรงออกไปรักษาอาการป่วยเกี่ยวกับกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกเคลื่อนโดยจะต้องออกไปตามกำหนดรอบตามที่ทางแพทย์มีการนัดหมาย ซึ่งต้องตรวจด้วยเครื่องซีทีสแกน ประกอบกับการทำเอ็มอาร์ไอ


          จู่ๆ นรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของยิ่งลักษณ์ ผู้หลบหนีคดี ออกมาอ้างว่ามีป.ป.ช.บางคน เตรียมขุดคดีทุจริตจำนำข้าวมาเล่นงาน “นายใหญ่” และเครือญาติ โดยอ้างทำนองว่าหากผู้ต้องหาบางคนของคดีนี้ ยอมซัดทักษิณ ก็จะแลกกับสิทธิประโยชน์บางอย่าง


          ในวันที่ “เดชนัฐวิทย์” สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ได้เปิดใจอย่างที่ทุกคนทราบ และเห็นในข่าวได้ถูกโจมตีเสียๆ หายๆ จากฝั่งทนายของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งตนมองว่าบทบาททางการเมืองของพ่อได้จบไปตั้งแต่วันที่ศาลตัดสินจำคุก ตลอดระยะเวลาที่ท่านติดคุก ไม่เคยมีข่าวว่าท่านออกมาเลย


          “พอถึงเวลาที่ท่านเจ็บป่วยและได้รับการรักษา ก็ดันไปเอาข่าวท่านไปเชื่อมโยงกับคดีต่างๆ นานา ซึ่งส่งผลกระทบต่อท่านที่ต้องรับการรักษาตัว ถึงขั้นมีการพูดว่ามีการดีลวงในหรือเปล่า ทำให้คนอื่นที่ได้รับข่าวไม่อยากมาช่วย และเป็นการมองว่าป่วยจริงหรือไม่ เพราะเอาไปผูกกับเรื่องการเมืองไปหมด”


          ก่อนการตัดสินใจครั้งสำคัญ ทายาทบุญทรงได้ปรึกษาหารือกับพ่อ และได้รับคำแนะนำให้ไปพูดคุยกับ “เพื่อนร่วมพรรคไทยรักไทย” ของพ่ออย่างสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน


          จึงเป็นที่มาของปฏิบัติการสู้เพื่อพ่อ...ด้วยการลาออกจากพรรคเพื่อไทย และไปสมัครสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ