
'สนธิรัตน์'พลังประชารัฐ ไม่ยอมให้ประเทศพ่ายแพ้ เพราะความขัด
สนธิรัตน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ "พลังประชารัฐ" ไม่ยอมให้ประเทศพ่ายแพ้ เพราะความขัดแย้งอีกแล้ว!!! : คมชัดลึก..ตะลุยเลือกตั้ง โดย... ณัฐภัทร พรหมแก้ว
“อยากเห็นบ้านเมืองหลังการเลือกตั้งเดินไปข้างหน้า ไม่กลับไปสู่จุดที่เคยเป็นมา และประเทศต้องไปให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกเพื่อความแข็งแกร่งเมื่อนั้นประชาชนถึงจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้” ความตั้งใจของ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ หนึ่งในขุนพลสำคัญของพรรคที่กำลังร่วมปลุกปั้นพรรคการเมืองใหม่เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าใช้ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาเป็นบทเรียน
เเม้มีเสียงจากหลายฝ่ายระบุว่า พปชร.เติบโตในวันนี้เพราะการดูดอดีตส.ส.จากพรรคต่างๆ มารวมกับนักการเมืองท้องถิ่นเเละคนรุ่นใหม่บางส่วน เเต่เเม่บ้าน พปชร. ยืนยันว่า “อุดมการณ์มันดูดกันไม่ได้!” โดยสนธิรัตน์มองว่า “การเมืองในวันข้างหน้านั้นเพราะความขัดแย้งทางการเมืองของไทยที่ผ่านมามีการแบ่งสีเสื้อชุมนุมเคลื่อนไหวบนท้องถนนของกลุ่มต่างๆ จนก่อให้เกิดความรุนแรงความสูญเสียตามมามากมาย เวลานั้นประเทศไทยเกือบจะเกิดสงครามกลางเมืองไปแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปสถานการณ์บ้านเมืองกลับสู่ความสงบ หลายฝ่ายต่างได้บทเรียนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ทำให้ใครได้ประโยชน์อย่างแท้จริง”
“สังคมได้เรียนรู้ถึงความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงหลังเรียกได้ว่าความขัดแย้งร้าวลึกสู่ระดับครอบครัวแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่วันนี้องค์ประกอบของคู่ขัดแย้งทั้งหมดได้มารวมกันที่พรรคพลังประชารัฐ คนที่เคยเป็นคู่ขัดแย้ง เวลาที่พวกเขาเดินเข้าสู่พรรค พวกเขาก็ต้องคิดนะ ถามว่าแล้วทำไมพวกเขาถึงมา ไปดูดมาหรือ? ผมคิดว่าอุดมการณ์มันดูดกันไม่ได้ หากถามว่าเบื้องหลังการตัดสินใจคืออะไร? เงินหรืออำนาจ! คำตอบคือไม่มีทาง มันต้องใจเขาใจเรา ถ้าเราเป็นแกนนำที่มีศักดิ์ศรีแล้วตัดสินใจแบบนี้ ถ้าพรรคนี้มันไม่ใช่จริงๆ คนเหล่านี้จะตัดสินใจหรือ ทุกอย่างล้วนเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน มันเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา”
“ถือเป็นมิติที่แตกต่างของพรรคการเมืองโดยสิ้นเชิง บางคนที่ตัดสินมาร่วมกับพรรค พวกเขาบอกว่าพอแล้วกับความขัดแย้งและเราบอกไปแล้วว่าเราจะเป็นทางออกของประเทศจะก้าวข้ามความขัดแย้งเชิงรูปธรรม ถึงวันนี้พรรคยังไม่เคยทะเลาะกับใคร ใครจะว่าอะไรก็อดทน เราไม่ต้องการทำวาทกรรมทางการเมือง เราต้องเอาประเทศออกไปจากวังวนนี้ให้ได้”
“เราต้องก้าวข้ามการมองเฉพาะที่ตัวพรรค ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นเพราะเรามองว่าแพ้หรือชนะ เอาพรรคตัวเองเป็นหลัก แต่ในมุมผม เราต้องมองภาพใหญ่ของประเทศและโลกว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ถ้าเรายังชกกันเพื่อเป็นผู้ชนะ ประเทศรอบบ้านเราที่ตอนนี้แข็งแกร่งมั่นคง ถามว่าเราชนะอย่างแท้จริงหรือเปล่า? ความจริงคือเราแพ้ เราปล่อยให้ประเทศแพ้ต่อไปไม่ได้ เราต้องคิดว่าจะทำให้ประเทศแข็งแรงได้อย่างไร ฉะนั้นเราไม่ทะเลาะกับใคร ใครจะชวนทะเลาะ ผมยินดีเปิดรับเเละพูดคุยกับทุกพรรค ตรงนี้คือจุดยืนผม”
“คนที่มาร่วมงานกับพรรคผมจะอธิบายให้พวกเขาเห็นว่าถ้ายังเลือกเดินแบบเดิมก็จะกลับไปรบกันแบบเดิม ลองนึกภาพว่าถ้าไม่มีพรรคพลังประชารัฐ ผลการเลือกตั้งก็น่าจะพอรู้กันอยู่ วันนี้ถึงต้องมีพลังประชารัฐ
เพื่อให้คนที่มีอุดมการณ์ต่างกันในอดีตมารวมตัวที่นี่เพราะพวกเขาเห็นในสิ่งที่ผมบอก”
หากถามว่าพปชร.ถือเป็นพรรคการเมืองใหม่ที่รวมนักการเมืองหลากกลุ่มเข้ามา บทบาทเลขาธิการพรรคซึ่งเปรียบเป็นมือประสานสิบทิศจะบริหารจัดการภายในได้ดีเพียงใด หากไม่นับความสำคัญที่ตัวบุคคล คำตอบของสนธิรัตน์ คือ "ระบบ”
“ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนก็อยู่บนความแตกต่าง ความเป็นเอกภาพในพรรคไม่มีอยู่จริง เพราะนักการเมืองก็มีจุดยืนของตัวเอง การเมืองคือการอยู่บนความแตกต่าง แต่ผมคิดว่าระบบของพรรคนั้นสำคัญเป็นสิ่งที่ทำให้ความแตกต่างอยู่ด้วยกันได้ สิ่งที่พรรคจะดำเนินการคือใช้ความแตกต่างนั้นมาเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันกันและกันถือว่าผมโชคดีที่ผู้ใหญ่ทางการเมืองที่มาร่วมงานกับพรรคให้การสนับสนุนเป็นจำนวนมาก”
“วันนี้คนทำงานการเมืองต้องคิดถึงประชาชนที่พวกเขาจะดีไปตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเองที่จะดีตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง”
นโยบายของพรรคโดยเฉพาะเรื่องปากท้องเป็นสิ่งที่ทุกพรรครับรู้เป็นอย่างดี พปชร.ก็มองโจทย์ข้อนี้เช่นกัน โดยสนธิรัตน์ตอบว่า “นโยบายถือเป็นสิ่งสำคัญต้องทำให้เห็นว่าอะไรเป็นสิ่งที่ประชาชนอยากได้ พลังประชารัฐจะออกนโยบายที่ประชาชนต้องการและพาประเทศไปข้างหน้าให้ได้ ส่วนเรื่องตัวบุคคล เราสรรหาคนที่ไว้วางใจได้ในการเข้ามาทำงานและนำเสนอมิติของการเมืองใหม่ เป็นการเมืองที่เป็นทางเลือกใหม่ องค์ประกอบเหล่านี้จะเป็นแนวทางให้เรามีโอกาสได้รับความไว้วางใจจากประชาชน”
“คำว่าเลิกจน ผมมองว่าเป็นความตั้งใจของทุกรัฐบาลในการแก้ปัญหานี้ สิ่งหนึ่งที่พรรคทำต่อแน่ๆ คือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อช่วยให้คนที่ความเป็นอยู่ยากลำบาก สามารถอยู่ในสังคมได้ เมื่อพวกเขาอยู่ได้โดยมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่สูงขึ้น ช่องว่างความเหลื่อมล้ำจะลดลง เรื่องนี้ขอให้ดูนโยบายพรรคที่จะออกมา เราดำเนินการร่างไว้เกือบหมดแล้ว ครอบคลุมในทุกด้าน”
เมื่อถามว่าพรรคการเมืองจะผลักดันสิ่งที่ประกาศไว้ให้เกิดขึ้นจริง หากประชาชนไม่สนับสนุนทุกอย่างคงไม่เป็นรูปธรรม “สนธิรัตน์” อธิบายว่า พรรคให้ความสำคัญกับการร่วมมือระหว่างพรรคกับประชาชน ตรงนี้จะก่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนการทำงานและจะต้องไม่เดินซ้ำรอยในอดีตที่ผู้มีอำนาจเคยเดินหลงทาง
“ผมมองว่าสิ่งสำคัญของการเมืองคือการยึดโยงกับชาวบ้านมาเป็นพลังการทำงานที่เป็นความตั้งใจ การสร้างพรรคการเมืองของผม เป้าหมายที่ผมอยากทำมากที่สุดคือ การสร้างพรรคที่เป็นตัวยึดโยงกับชาวบ้านให้ได้จริงๆไม่ใช่ยึดโยงเฉพาะกับส.ส. จริงอยู่ว่าส.ส.เป็นตัวแทนของชาวบ้าน แต่สิ่งที่ถูกคือต้องให้ชาวบ้านยึดโยงกับพรรคให้ได้ เราตั้งใจจะวางโครงสร้างแบบนี้”
“ผมมองว่าบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องของผู้มีอำนาจปกครองหรือคนที่มีตำแหน่ง แต่ต้องฟังเสียงสะท้อนจากชาวบ้าน เพราะปัญหาของผู้มีอำนาจที่หลงทางคือ ไม่รู้ความต้องการของชาวบ้านว่าต้องการอะไร แล้วคิดไปเองว่าสิ่งที่นักการเมืองทำนั้นชาวบ้านต้องการ การปกครองที่ดีที่สุดคือสนองความต้องการของประชาชนว่าพวกเขาต้องการอะไร พลังประชารัฐจะทำให้เกิดเป็นรูปธรรม”
ส่วนการเข้ามาสู่พปชร.ของอดีตส.ส.ทุกสารทิศ ย่อมมองเห็นความเป็นไปได้ที่พปชร.จะคว้าเก้าอี้ส.ส.เเบบได้น้ำได้เนื้อ เลขาธิการพรรคคนนี้ตอบว่า ไม่เคยวาดฝันถึงคณิตศาสตร์การเมืองเลย แต่ย้ำเสมอว่าขอทำให้ดีที่สุด
“เป้าหมายของพรรคที่จะได้ส.ส.จากการเลือกตั้ง วันนี้ยังไม่ขอบอกตัวเลข แต่ผมต้องการได้ส.ส.ในขนาดที่จัดตั้งรัฐบาลได้ และเพียงพอต่อการขับเคลื่อนการบริหารประเทศ นอกจากนั้นเราพร้อมทำงานกับทุกพรรคที่มีแนวทางการทำงาน อุดมการณ์ตรงกัน ก็ไปด้วยกันได้หมด ไม่เคยตั้งข้อรังเกียจพรรคใดเลย เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญ ทำให้ได้รัฐบาลผสมร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจึงเข้าใจและรู้ว่าการจะเดินไปให้ได้คือต้องทำงานกับพรรคอื่นได้ด้วย แน่นอนว่า การทำงานภายใต้รัฐบาลผสมอาจไม่ราบรื่น แต่ถือเป็นปกติของรัฐบาลประชาธิปไตยทุกประเทศในโลกที่ต้องเจอ การมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลย่อมต้องมีข้อจำกัดต่างๆ”
ส่วนการคาดการณ์มาตลอดนับตั้งแต่พรรคนี้ก่อตั้งขึ้นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะถูกเสนอชื่อเป็น 1 ใน 3 ของบัญชีรายชื่อซึ่งพรรคจะเสนอให้เป็น “นายกฯ” นั้น สนธิรัตน์ อธิบายว่า “เท่าที่ผมพูดคุยกับกรรมการบริหาร เวลาพรรคจะตัดสินใจอะไร เรามองในเชิงว่าอะไรคือสิ่งที่ประชาชนต้องการและคนที่พรรคจะพิจารณาเลือกเป็น “นายกฯ ของพรรค” ต้องเป็นคนที่พรรคเสนอชื่อแล้วประชาชนต้องการคนคนนั้นจริงๆ ตอนนี้มีอยู่หลายรายชื่อ พรรคเรามีตัวเลือกตั้งเยอะ ชื่อของพล.อ.ประยุทธ์ ก็เป็นหนึ่งในรายชื่อที่มีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ หลังเลือกตั้งวันนี้ลองกางรายชื่อดูว่าใครน่าจะเป็นนายกฯ ได้ก็มีรายชื่อที่เหมาะสมอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ก็ต้องดูว่าใครจะเหมาะสมที่สุดในเงื่อนเวลาปัจจุบัน”
“สนธิรัตน์” กล่าวปิดท้ายว่า “กระแสความนิยมของพรรคในวันนี้ถือว่าดี ได้รับการตอบรับจากฝ่ายต่างๆ สิ่งนั้นทำให้อดตั้งความหวังไม่ได้ว่ากระแสตรงนี้จะสะท้อนผ่านผลเลือกตั้งที่ดี”



